กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและบุคคลสูญหาย โดยเน้นความจำเป็นของกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ป้องกันการซ้อมทรมานและอุ้มหาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ใช้กฎหมายพิเศษ และเรียกร้องให้ร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาในสมัยหน้า
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส เขต ๔ พรรคประชาชาติ ขออนุญาตอภิปรายแสดงความเห็นสนับสนุนรายงานการพิจารณาศึกษา ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหายของ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ขอเรียนตามตรงว่าผมในฐานะที่ทํางานด้านสิทธิมนุษยชนมานานนะครับ มีความคาดหวังแล้วก็ฝันมานานว่าประเทศไทยเราน่าจะมีกฎหมายเป็นการเฉพาะ เพื่อป้องกัน การซ้อมทรมานและบังคับให้สูญหาย ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สภานิติบัญญัติแห่งนี้ ในช่วงสมัยนี้กรรมาธิการกฎหมายยุติธรรมได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติจากการพิจารณา ศึกษา ซึ่งก่อนหน้านี้ตามที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้ชี้แจงก็มีส่วนของพรรคการเมือง หลายพรรค รวมถึงพรรคประชาชาติเองก็ได้ยื่นเสนอญัตติร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะมองสภาพปัญหาในประเทศไทยแล้ว ต้องยอมรับว่าการทรมานและบังคับให้สูญหาย มีมานานแล้ว ผมมีข้อมูลของสิทธิมนุษยชนและสันติธรรมของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลผู้สูญหายตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ถึง ปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ปรากฏว่ามีบุคคล สูญหายในประเทศไทยทั้งหมด ๑๑๑ คน จาก ๗๗ กรณี ๑ ในนั้นที่ผมจําฝังใจก็คือกรณี ที่ท่านสมาชิกเพชรดาว โต๊ะมีนา ได้พูดถึงคุณปู่ ท่านหะยีสุหลง โต๊ะมีนา ก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ ที่อยู่ในความทรงจําของผมและพี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และที่จดจําสําหรับ ผมเอง ไม่ลืมตลอดชีวิตก็คือในฐานะที่ทํางานร่วมกันกับท่านทนายสมชาย นีละไพจิตร ในนามประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมในขณะนั้น ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๗ ก็เกิดเหตุการณ์ การบังคับให้สูญหายแล้วก็หายตัวไป ไม่สามารถที่หาได้แม้กระทั่งศพจนถึงทุกวันนี้ หลายเหตุการณ์ที่ผมกล่าวถึงนี่คือสภาพปัญหาในอดีตของประเทศไทย แล้วก็มันก่อให้เกิด ปัญหาความขัดแย้งในสังคม ความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมยังมีอยู่ในประเทศนี้ สิ่งที่สามารถที่จะบรรเทาป้องกันได้ก็คือเราต้องมีกฎหมายเป็นการเฉพาะ โดยเฉพาะ รัฐธรรมนูญทุกฉบับ รัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ ฉบับที่ ๒๐ นี้ ก็ได้กําหนดในหมวด ๓ เรื่องสิทธิ เสรีภาพไว้ชัดเจน ในมาตรา ๒๘ วรรคสี่ ก็คือการทรมาน การทารุณกรรมหรือการลงโทษ ด้วยวิธีการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรมจะกระทํามิได้ แต่เรายังไม่เคยมีกฎหมายลูกประกอบ เพื่อป้องกันการทรมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ การซ้อมทรมาน มีมาหลายปี มีมานาน มีมาตลอด กับการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในเรื่องของกฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ผมดูร่างฉบับนี้แล้ว คํานิยามของร่างพระราชบัญญัติที่จากการพิจารณาศึกษา ในมาตรา ๔ ในเรื่องของการควบคุมตัว ผมอ่านคํานิยามในตรงนี้ ก็คือว่าให้หมายความถึง การเชิญตัวบุคคลไปสอบถามหรือซักถาม ตรงนี้น่าจะครอบคลุมถึงการบังคับใช้กฎหมาย พิเศษ ใน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กับกฎอัยการศึกที่ใช้อยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่รัฐบาลนี้กําลังใช้อยู่ควบคุมการชุมนุมของนักศึกษา เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมา การเข้าสู่กระบวนการซักถามสิทธิของผู้ถูกซักถามมีน้อยกว่าผู้ต้องหาตามวิธีพิจารณา ความอาญา แต่ถ้าดูร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้กําหนดสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวไว้ ๙ อนุด้วยกัน ในส่วนที่ ๓ หนึ่งในนั้นก็คือว่าต้องแจ้งให้ญาติของบุคคลที่ถูกควบคุมตัวทราบ ถึงวิธีการเคลื่อนย้ายหรือสถานที่ควบคุมตัว ยังมีอีกก็คือว่าปัจจุบันนี้คนที่ถูกเข้าสู่ กระบวนการซักถามตาม พ.ร.ก. นี้ ไม่สามารถพบทนายสองต่อสอง เหมือนเช่นผู้ต้องหา ตามวิธีพิจารณาความอาญา แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กําหนดสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัว สามารถพบทนายความได้ นี่คือกระบวนการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการซ้อมทรมานและ ยังมีอีกหลายมาตรา หลายหมวดที่สามารถป้องกันการซ้อมทรมาน โดยเฉพาะในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ผมไม่อาจที่จะอภิปรายในหลาย ๆ หมวด หลาย ๆ มาตราของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ด้วยเวลาอันจํากัด แต่กล่าวโดยสรุปก็คือว่าผมคาดหวังว่าในการประชุมสภาเราสมัยหน้า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้น่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาเรา แม้ว่าท่านสมาชิกบางท่าน อาจจะดูแล้วกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ครอบคลุมในหลาย ๆ ด้าน แต่ทําอย่างไรเราจะให้มี พระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่สภา เพื่อตั้งกรรมาธิการพิจารณาโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง แต่สําคัญที่สุด ประตูสภาต้องเปิดให้พระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่สภาให้ได้ในการประชุม สมัยหน้า เพราะเป็นกระบวนการป้องกันปราบปรามลดเงื่อนไขการสร้างความขัดแย้ง ในกระบวนการยุติธรรม สําคัญที่สุดก็คือว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะลบล้างวัฒนธรรมปล่อยคนผิดลอยนวล โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่กระทําการละเมิดต่อพี่น้องประชาชน และยังเป็นการยับยั้งการอุ้มหาย กับผู้เห็นต่าง โดยเฉพาะผู้เห็นต่างทางการเมืองที่รัฐใช้วิธีการบังคับให้สูญหายและการทรมาน เพื่อไม่ให้ดําเนินการกับผู้เห็นต่างในทางการเมืองและอื่น ๆ ขอบคุณครับท่านประธาน