ณัฐวุฒิ ท้วงติงร่างกฎหมายป้องกันทรมาน-สูญหาย ชี้ขาดคุ้มครองสิทธิเต็มที่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๓ กันยายน ๒๕๖๓

ณัฐวุฒิ บัวประทุม หารือประเด็นรายงานการทรมานและบังคับสูญหาย โดยเน้นย้ำความสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ทั้งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของคนไทยในต่างประเทศและชาวต่างชาติในไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงช่องว่างในรายงานและร่างกฎหมายที่อาจไม่ครอบคลุมหลักการสำคัญ เช่น ห้ามส่งผู้ลี้ภัยกลับและไม่ถอนข้อสงวนอนุสัญญาระหว่างประเทศ เรียกร้องให้ปรับปรุงรายงานและเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานและบุคคลสูญหายอย่างรอบด้านเพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและภาพลักษณ์ของประเทศ

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ผมอยากจะเริ่มจากการอ่านรายชื่อของผู้ที่เคยถูกซ้อมทรมานและผู้ถูกบังคับสูญหายที่เกิดขึ้น ในประเทศนี้ครับ แต่เนื่องจากว่าเวลาที่ได้จากท่านประธาน ๗ นาทีนั้น ผมคงไม่สามารถ อ่านทุกรายชื่อได้ทั้งหมดในเวลาจํากัด เพราะว่ามีคนที่ถูกซ้อมทรมานบังคับสูญหาย เสียมากมายเหลือเกินในประเทศแห่งนี้ ท่านประธานครับ รายงานฉบับนี้ที่ทางคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนศึกษามานั้น มีความสอดคล้องและสอดรับ กับอนุสัญญาระหว่างประเทศอยู่อย่างน้อยที่สุด ๒ ฉบับด้วยกันครับ ก็คืออนุสัญญาต่อต้าน การทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ํายีศักดิ์ศรี ที่เราเรียกกันว่าแคต (CAT) กับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคน จากการบังคับให้สูญหายหรือซีอีดี (CED) ผมมีประเด็นที่อยากจะอภิปรายสนับสนุนรายงาน ฉบับนี้อยู่ทั้งหมด ๓ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ รายงานฉบับนี้ยังไม่ได้พูดถึงการซ้อมทรมานหรือการบังคับ สูญหายที่ไปไกลกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนสัญชาติไทยและที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยเท่านั้น ผมเรียนย้ําแบบนี้กับท่านประธานนะครับว่าผมเคารพเรื่องของเขตอํานาจแห่งรัฐ หรือเขตอํานาจศาลของประเทศใดประเทศหนึ่งที่เราใช้คําในภาษาอังกฤษว่า สเตต จูริสดิกชัน (State Jurisdiction) แต่หลายกรณีที่เกิดขึ้นคือการบังคับสูญหายหรือการซ้อมทรมานของ พี่น้องที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือมาจากที่อื่นก็แล้วแต่แล้วมาอยู่ในประเทศไทย เช่นกรณีของพี่น้องผู้นําด้านแรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งวันนี้เราก็ไม่รู้ว่าเขาหายไปจาก ประเทศเราแล้วกลับไปอยู่ที่ประเทศไหน ทั้ง ๆ ที่กําลังจะถูกรองรับจากยูเอ็นเอชซีอาร์ (UNHCR) ว่าเขาจะเป็นผู้ลี้ภัยที่ได้รับสถานะของผู้ลี้ภัยด้วยซ้ํา หรือในทํานองกลับกันสิ่งที่เรา เห็นมาในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาหรือหลายปีก่อนหน้านี้หลังรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ ก็คือ มีการบังคับสูญหายของคนสัญชาติไทยในประเทศอื่น ๆ ผมอยากจะขอความชัดเจน และอยากจะเรียนย้ําแบบนี้ว่าการสูญหายหลายครั้งของคนสัญชาติไทยในประเทศอื่น ๆ นั้น ปฏิเสธความเชื่อมโยงกับประเทศไทยไปเสียไม่ได้ แต่ผมไม่มั่นใจว่าทั้งตัวรายงานฉบับนี้ และร่างกฎหมายกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ ฉบับที่ทางคณะกรรมาธิการรับและเป็นข้อเสนอ ฉบับที่ท่าน ส.ส. นายรังสิมันต์ โรม ท่านใส่มาในนี้ ฉบับที่ประชาชนเสนอนั้นครอบคลุมไปถึง กรณีที่ผมได้สอบถามเมื่อสักครู่นี้หรือไม่ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ

ในประการที่ ๒ รายงานกล่าวถึงกรณีสถานะของรัฐไทย แต่ไม่ได้พูดถึง สถานะของรัฐไทยในสายตาของสังคมระหว่างประเทศหรือในสายตาของสังคมนานาชาติ ผมเรียนท่านประธานแบบนี้ว่าการศึกษารายงานฉบับหนึ่งนั้นหนีไม่พ้นต้องเห็นภาพรวม และเชื่อมโยงบริบทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่นรายงานฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงการไม่เข้าเป็นภาคี สมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย ค.ศ. ๑๙๕๑ รายงานฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงเจตนารมณ์ หรือความมุ่งมั่นในการที่ประเทศไทยจะถอนข้อสงวน ข้อ ๒๒ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วย สิทธิเด็ก ทั้ง ๆ ที่ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกหลายท่านคงทราบดีว่า ณ ขณะนี้ทั่วโลก ๑๙๒ ประเทศนะครับ ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ไม่ยอมถอนข้อสงวน ข้อ ๒๒ ภายใต้ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่เกี่ยวข้องกับสถานะของเด็กที่เป็นผู้ลี้ภัย รายงาน ฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงกรณีการตั้งคําถามจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือกรณีของรายงานที่เรียกว่ายูพีอาร์ (UPR) ฉะนั้นหนีไม่พ้นครับ ผมมองรายงานฉบับนี้ ในเชิงบวกว่าถ้าท่านได้ใส่ไปว่ากรณีศึกษาของท่านจะทําให้รัฐไทยนั้นถูกมองจาก พี่น้องประชาชนทั่วโลกว่าเราเป็นรัฐที่ยอมรับกติการะหว่างประเทศ เป็นรัฐที่ไม่ละอายใคร ก็จะทํารายงานฉบับนี้ให้ได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น อย่าลืมว่าประเทศไทยเคยถูกกล่าวหา จากเลขาธิการสหประชาชาติเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาว่าเราเป็น ๑ ใน ๓๘ ประเทศทั่วโลก ที่เป็นที่ น่าละอายด้านสิทธิมนุษยชน ภาษาอังกฤษใช้คําว่า เชมฟูล สเตต (Shameful state) นั่นเป็นประการที่ ๒ ครับ

ประการที่ ๓ ในร่างกฎหมายที่ถูกแนบมากับรายงานฉบับนี้มีการพูดถึง หลักการระหว่างประเทศอยู่ ๓ หลักด้วยกัน หลักการประการที่ ๑ เรียกว่าความรับผิดชอบ สากล ยูนิเวอร์ซัล จูริสดิกชัน (Universal jurisdiction) หลักการที่ ๒ เรียกว่าหลักการ ความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือหลักอาญาตามหลักสิทธิเด็ดขาดที่เรียกว่า นอนดีโรเกชัน (Non-Derogation) หลักการประการที่ ๓ คือการห้ามมิให้มีการส่งกลับผู้ลี้ ภัยในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า นอนรีฟอลมอง (Non-refoulement) แต่สิ่งที่รายงานฉบับนี้ ไม่ได้กล่าว และทําให้ผมยังคลางแคลงใจอยู่ว่าร่าง พ.ร.บ. การป้องกันการปราบปราม การทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหายนั้น ท่านจะสามารถตอบโจทย์และรองรับ หลักการเหล่านี้ได้จริงหรือไม่ ผมยกตัวอย่างแค่หลักการเดียวที่เรียกว่าหลักการห้ามมิให้ มีการส่งกลับที่เรียกนอนเรฟอลมอง (Non-refoulement) เมื่อปี ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ประเทศไทยออกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามา ในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลําเนา พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ มีผลบังคับใช้ ๑๘๐ วัน ก็ประมาณเดือนมิถุนายน ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ระเบียบตัวนั้นไปให้อํานาจในการใช้ดุลพินิจ ของกรรมการว่าตกลงจะส่งหรือไม่ส่งใคร จะให้ใครอยู่หรือไม่ให้ใครอยู่ ผมเกรงว่าการตั้ง คณะกรรมาธิการหรือกรรมการที่อยู่ในกฎหมายการซ้อมอุ้มหายและการบังคับให้สูญหาย ต่าง ๆ นั้นเกรงว่าก็จะเป็นการให้อํานาจดุลพินิจเช่นเดียวกัน ทั้งที่จริง ๆ หลักนี้ต้องเป็นหลักสิทธิเด็ดขาดครับ ฉะนั้นท่านตอบยืนยันกับผมได้หรือไม่ว่า ร่างกฎหมายที่ถูกแนบมาในรายงานฉบับนี้นั้นจะไม่ให้การใช้ดุลยพินิจแต่เป็นสิทธิเด็ดขาด ที่ท่านจะพิทักษ์สิทธิของคนไม่ให้ถูกทรมานหรือการไม่ให้มีการบังคับให้สูญหายครับ ผมจบแบบนี้ครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ รายงานฉบับนี้มีค่าอย่างยิ่งครับ เพราะท่าน ได้ยกร่างกฎหมายออกมาและเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้ร่วมลงนามไปแล้วร้อยกว่าท่าน สิ่งที่เสียดายอย่างยิ่ง เพื่อนสมาชิกทั้งหมดที่ลงนามมีจากทุกพรรคครับ แต่ร่างฉบับนั้น ยังไม่ได้ถูกบรรจุวาระ ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาซึ่งผมคิดว่าถ้าเราเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. ฉบับนั้นได้ นั่นคือความสง่างามของสภาแห่งนี้ นั่นคือการตอบโจทย์กับคนที่ถูกบังคับสูญหาย ต่าง ๆ ครอบครัวของเขาว่าไม่ควรมีใครที่ถูกกระทําแบบนี้อีกในแผ่นดินนี้ ขอบคุณครับ