พิสิฐ ลี้อาธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๓ กันยายน ๒๕๖๓

พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือประเด็นปัญหาโครงการอภิมหาโพรเจกต์ในอดีตที่เชื่อมโยงกับการรัฐประหารปี ๒๕๓๔ และชี้ให้เห็นความไม่โปร่งใสในการบริหารสัญญาโฮปเวลล์ รวมถึงข้อโต้แย้งต่อการยกเลิกโครงการโดยอ้างเหตุผลล่าช้า โดยเน้นย้ำว่าปัญหาคือการออกแบบและก่อสร้างที่ไม่มีการควบคุมจากภาครัฐตั้งแต่ต้นจนทำให้ขาดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการนะครับ โดยเฉพาะท่านประธานอนุกรรมาธิการที่ได้มี การศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดทําให้เราได้เห็นภาพต่าง ๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านของกฎหมาย ผมก็อยากจะขออนุญาตให้ข้อมูลในมุมมองที่ผมได้เคยสัมผัสมานะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสําหรับคนรุ่นหลังที่อาจจะเกิดไม่ทัน เพราะเรื่องนี้เกิดมาแล้วร่วม ๓๑ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ปี ๒๕๓๓ นะครับ ในช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟูมาก เราก็อยาก ที่จะเป็นเสือตัวที่ ๕ พยายามจะเปิดเสรีต่าง ๆ แล้วก็การลงทุนก็ไหลมาเทมาอย่างมากมาย เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วก็มีผลอย่างมากมายทั้งในเรื่องของปัญหา การขาดแคลนทรัพยากรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของปัญหาความเป็นอยู่ของผู้คนนะครับ ในกรุงเทพมหานครนี่ ปัญหารถติดรุนแรงมากในช่วงนั้น เพราะฉะนั้นการที่กระทรวงคมนาคมเห็นโอกาสตรงนี้ในการที่จะแก้ปัญหาของการขนส่ง ปัญหารถติด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถไฟเหล่านี้ก็ดีหรือทางด่วน ซึ่งช่วงนั้นก็ต้องยอมรับว่า ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความรีบร้อน รวมไปถึงโครงการสื่อสารด้วยโทรศัพท์ ๓ ล้านเลขหมาย วิธีการต่าง ๆ อย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ประทานโทษขอเอ่ยนามนะครับ ท่านพีระพันธุ์ ได้กล่าวนี่ถูกต้องครับ ได้มีการให้โครงการต่าง ๆ เหล่านี้เกิดอย่างไม่ค่อยถูกต้อง เป็นที่มา ของความไม่พอใจของประชาชน มีการกล่าวกันว่าเป็นการให้โครงการที่เรียกว่าอภิมหาโพรเจกต์ (Project) ต่าง ๆ มากมาย เป็นความรู้สึกของประชาชนว่ามีการคอร์รัปชันเกิดขึ้นในช่วงนั้น และในปี ๒๕๓๔ เดือนมีนาคม ก็เป็นเหตุให้เกิดการปฏิวัติหรือการรัฐประหารของ รสช. เหตุผลข้อแรกที่เขาอ้างก็คือมีการให้โครงการอภิมหาโพรเจกต์ (Project) ยังไม่โปร่งใส อันนี้ คือเป็นที่มาของการที่ทหารเข้ามากระทําการรัฐประหาร เพราะฉะนั้นผมก็จะขอย้ําประเด็นที่ ผมเคยกล่าวว่าปัญหาการเมืองของบ้านเราทุกวันนี้ มักจะเกิดจากการที่รัฐบาลในช่วงหนึ่ง ๆ มีการทํางานที่ไม่โปร่งใสจนกระทั่งประชาชนเอือมระอา แล้วก็เป็นเหตุให้ผู้ฉวยโอกาสเข้ามา ทําการรัฐประหารครองอํานาจ นี่คือเป็นสิ่งที่เราต้องถือเป็นบทเรียนที่จะไม่ให้เกิด เมื่อเกิด รัฐประหารแล้วก็มีการตั้งรัฐบาลพลเรือนโดยท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน เข้ามา ผมเองก็ได้มีส่วนได้รับรู้เห็นถึงการพยายามจะแก้ไขปัญหาตอนนั้น โดยการเรียกผู้ที่ได้รับ สัญญามาเจรจา บางสัญญายังไม่ได้มีการลงนาม ก็มีการรื้อสัญญาเกิดขึ้น แต่กรณีของ สัญญาโฮปเวลล์ ได้มีการลงนามไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นในช่วงของ ท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ เจ้าของก็คือนายกอร์ดอน วู ก็พยายามที่จะมาต่อรองขอ สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แล้วก็ขู่รัฐบาลว่าจะถอนสัญญา เป็นประเด็นทางความเชื่อมั่น ของเศรษฐกิจที่ทําให้รัฐบาลลําบากใจมากในช่วงนั้น ซึ่งรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ก็ยืนกรานที่จะไม่ให้มากไปกว่าที่ได้เคยให้ไปแล้ว คือเราโอนเนอร์ (Owner) สัญญาที่เคยให้ แต่จะมาขอใหม่นี่ไม่ให้ ซึ่งนายกอร์ดอน วู ก็ยอมรับแล้วก็ได้เดินหน้าในการก่อสร้างโครงการ ต่อไป หลายท่านในที่นี้อาจจะได้เกี่ยวข้องว่าใครที่อยู่ในแวดวงการเงินช่วงนั้น ก็จะเจอ นายกอร์ดอน วู มาขอกู้เงิน ผมเองก็ประสบด้วยตนเองเหมือนกัน แต่ทางเราก็ไม่ให้ เพราะเห็นว่าโครงการนี่ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โครงการก็เดินไปเรื่อย ๆ โดยมีการ สร้างตอม่อต่าง ๆ เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่เรียกกันว่าบีทีโอ (BTO) คือเป็นโครงการที่เขาออกแบบเอง สร้างเอง กําหนดทุกอย่างเอง โดยที่ฝ่ายรัฐหรือการรถไฟ แห่งประเทศไทยไม่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของการออกแบบ เพราะฉะนั้นไม่มีแบบแผน ไม่มีกําหนดเวลาว่าจะเสร็จเมื่อไร เพราะฉะนั้นที่เราบอกว่าเขาล่าช้า ๆ นี่เป็นความรู้สึก ของเราเอง เขามีหน้าที่ว่าภายใน ๓๐ ปีนับแต่ลงนามเขาต้องทําให้เสร็จ แต่ถ้าทําไม่เสร็จ เขาก็ต้องเสียประโยชน์เอง เพราะแต่ละปี ๆ เขาต้องจ่ายเงินให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย ปีละประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ คือการรถไฟแห่งประเทศไทยนั่งเฉย ๆ ไม่ทําอะไร แต่ได้เงินจากโฮปเวลล์ปีละ ๖๐๐ ล้านบาท โดยที่ถ้าเกิดช้าก็เป็นปัญหาของเขาเอง เพราะฉะนั้นตอนที่คณะรัฐมนตรีในช่วงของท่าน พลเอก ชวลิต วันที่ ๓๐ กันยายน ยกเลิก โครงการ ผมเองก็แปลกใจมากว่าทําไมไปยกเลิก เพราะในสายตาของพวกเรา เราไม่ได้ เสียหายอะไร ในเมื่อเขาล่าช้าก็เป็นเรื่องของเขา และเราก็ไม่มีสิทธิที่จะไปขีดเส้นว่าเขาช้า หรือไม่ เพราะการเขียนโครงการหรือการก่อสร้างเป็นเรื่องของเขา อันนั้นก็เป็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้น ไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็เข้าใจว่าเมื่อเดือนมกราคม อันนี้ผมมองอีกข้างหนึ่งนะครับ ท่านอาจจะต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ผมก็เข้าใจว่านักกฎหมายที่มาขอแก้ไขเขาเติมอย่างนี้ตรงท้ายว่า ยกเลิกโดยให้เป็นไปตาม กระบวนการของกฎหมายต่อไป ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นเรื่องที่ศาลอาจจะไปตีความเองหรือใครจะไปตีความเอง แต่ผมไม่ยืนยันท่านลองไป ตรวจสอบดูว่าผู้ที่จะขอแก้มติ ครม. ครั้งนั้นคงจะไม่กล้าหรือไม่อยากที่จะเขียน เลยอ้างว่า ล่าช้าเพราะไม่มีอะไรจะมาวัด เพราะการทําโครงการเป็นลักษณะบีทีโอ (BTO) ที่เขา ออกแบบเองสร้างเอง แต่ถ้าไปบอกว่ายกเลิกเฉย ๆ โดยให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ต่อไปก็คือเป็นการเขียนกลาง ๆ อันนี้ผมขออนุญาตตั้งเป็นประเด็นแต่ไม่ยืนยัน ทีนี้ข้อสังเกต ของท่านผมก็ขออนุญาตให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าในข้อ๒ ปัญหาเรื่องของมติ ครม. ก็อยากจะขอเสริมว่าสิ่งที่น่าแก้ไขก็คือเรื่องของการที่คณะรัฐมนตรีเมื่อมีการลงมติแล้ว ไม่มี การเขียนรายงานการประชุมที่มีการรับรอง พูดง่าย ๆ ก็คือเลขาธิการ ครม. ท่านก็เขียนมติ ของท่านเองแล้วก็ส่งไปตามหน่วยงานต่าง ๆ ผมเองเจอกับตัวเองว่าในที่ประชุม ครม. ว่าอย่างหนึ่ง แต่มติ ครม. ที่เลขาธิการ ครม. เขียนเป็นอีกอย่างหนึ่ง ผมต้องไปตามแก้อีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรแก้ไข ควรปรับปรุงในระบบบริหารราชการแผ่นดินของเราก็คือ เมื่อมีการประชุม ครม. แล้วควรต้องมีการเขียนรายงานการประชุม แล้วก็รับรองรายงาน การประชุมอีกครั้งหนึ่งเหมือนกับที่เราทํากันในการประชุมในที่ต่าง ๆ อันนี้เป็นจุดอ่อน ที่ผมคิดว่าต้องมีการแก้ไข และประการสุดท้ายเรื่องของ ข้อ ๓ ข้อสังเกตของท่านในเรื่องของ การไปตรวจสอบข้อมูล ผมก็อยากขอเพิ่มว่าในการดูข้อมูลจริง ๆ บริษัทนี้เป็นบริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของฮ่องกง เขาต้องมีการเปิดเผยข้อมูลที่มากมายด้วยกัน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องไปตรวจสอบว่าสิ่งที่เขาเรียกมานี่สอดคล้องกับรายงานที่เขามีอยู่ ในรายงานประจําปีของเขาหรือไม่ อันนี้ก็จะเป็นวิธีการหนึ่งที่เราจะดูรายได้ แล้วก็ท้ายที่สุด ผมก็เห็นด้วยกับเราก็ต้องดูแลเรื่องนี้ แล้วก็เอาคนที่กระทํามิชอบมาลงโทษให้ได้ครับ ขอบพระคุณมากครับ