พีระพันธุ์ ขอบคุณ กมธ. และชี้บริบทโฮปเวลล์ ในคดีข้อพิพาท

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๓ กันยายน ๒๕๖๓

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษากรณีโฮปเวลล์ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและกล่าวถึงบริบทของบริษัทที่เกี่ยวข้องในคดีข้อพิพาทดังกล่าว

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะเป็น ที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และในฐานะ ประธานคณะทํางานพิจารณาศึกษาการปฏิบัติตามกฎหมายกรณีโฮปเวลล์ ก็ต้องขออนุญาต กราบขอบพระคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ตั้งแต่ครั้งแรก คือท่านปิยบุตร แสงกนกกุล แล้วก็รักษาการต่อมาคือท่านสุทัศน์ เงินหมื่น แล้วก็ท่านปัจจุบันคือท่านสิระ เจนจาคะ และคณะกรรมาธิการทุกท่านที่ได้ให้โอกาส แล้วก็สนับสนุนการทํางานของคณะทํางานชุดนี้ มาตั้งแต่ต้น อย่างที่ท่านรองประธานกล่าวไปเมื่อสักครู่เรื่องความเป็นมา ในกรณีเรื่องนี้ ทางคณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาในกรณีที่เกิดประเด็นเรื่องข้อพิพาทของกรณีโฮปเวลล์ ขึ้นมานั้น ก็ได้ให้มีการตั้งคณะทํางานขึ้นมาคณะหนึ่งโดยให้ผมเป็นประธานคณะทํางานชุดนี้ ก็คือคณะทํางานพิจารณาศึกษาการปฏิบัติตามกฎหมายกรณีโฮปเวลล์ ก็ประกอบด้วย ตัวกระผม แล้วก็ท่านชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ท่านโกวิทย์ ธารนา ท่านพีระภัฏ บุญเจริญ แล้วก็ท่านนงภรณ์ รุ่งเพ็ชรวงศ์ ก็ได้ทํางานกันมาในระยะเวลาที่กรอบกําหนดไว้ ให้ประมาณ ๓๐ วัน เราก็ได้ทํางานกันมาศึกษาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายในกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ผมขออนุญาต กราบเรียนในเบื้องต้นว่าตัวละครที่เกี่ยวข้องหลัก ๆ ในกรณีนี้มีอยู่ ๒ บริษัท บริษัทแรกก็คือ บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) อันนี้เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในเมืองฮ่องกง เป็นต่างด้าว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันที่ ๒ ผมไม่อยากจะใช้คําว่า บริษัท แต่เขาชื่อว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ที่ผมเรียนว่าผมไม่อยากจะบอกเขาเป็นบริษัทเพราะเขาจดทะเบียนไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันนี้ จะเป็นตัวละครหลักในกรณีนี้ ประเด็นที่ ๒ ที่อยากขออนุญาตกราบเรียนไว้เป็นเบื้องต้น ก็คือว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ แล้วกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ประการที่ ๑ ก็จะเป็นเรื่องของมติคณะรัฐมนตรี มติคณะรัฐมนตรีเปรียบเสมือน กฎหมายของส่วนราชการ ในการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีจะไม่เคยบอกว่าไม่อนุมัติ เรื่องอะไรที่มีการเสนอ แต่จะบอกเฉพาะที่อนุมัติ เช่นมีการขอเสนอแต่งตั้งบุคคลไป ๕ คน ครม. หรือคณะรัฐมนตรีอนุมัติแต่งตั้งแค่ ๒ คน แปลว่าอีก ๓ คน ไม่อนุมัติ หลักเกณฑ์นี้ ก็ได้รับการยืนยันจากทางสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่ามติคณะรัฐมนตรีถ้าไม่ได้พูดถึง เรื่องอะไรแปลว่าไม่อนุญาต ไม่อนุมัติ

ประการที่ ๒ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องนี้ที่สําคัญก็คือกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการกํากับดูแลการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งในขณะที่เกิดเหตุตั้งแต่เริ่มต้น ช่วงปี ๒๕๓๒-๒๕๓๓ ประเทศไทยเรามีกฎหมายตรงนี้เรียกว่า ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๑ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ เป็นกฎหมายที่กํากับดูแลการประกอบธุรกิจ ของคนต่างด้าว ต่อมาก็มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ หลักเกณฑ์ของกฎหมาย ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๑ หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า ปว. ๒๘๑ หลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ก็คือว่ากฎหมาย ฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เนื่องจาก เป็นกฎหมายเจตนารมณ์มุ่งเพื่อที่จะกํากับดูแลการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว เพื่อคุ้มครอง ประโยชน์ของคนไทย และเจตนารมณ์อีกประการหนึ่งก็คือเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดผล กระทบทางด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือว่าความมั่นคงของประเทศ กฎหมายลักษณะ เช่นนี้ตามกฎหมายก็ถือว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน ซึ่งการกระทําอะไรที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายเช่นนี้จะมีผลเป็นโมฆะ ตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑ คําว่า โมฆะ แปลว่า ไม่เคยเกิดขึ้นเลย ไม่มีผลบังคับเลย ไม่เคยมีตัวตนเลย อันนี้ก็เป็นเรื่องของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

กฎหมายฉบับต่อไปที่จะเกี่ยวข้องกับกรณีเรื่องนี้ก็คือ กฎหมายเกี่ยวกับ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครองนี้ก็คือเป็นเรื่องของการกําหนดหลักเกณฑ์การสั่งการทางปกครอง ถ้าการสั่งการทางปกครองอะไรก็แล้วแต่เป็นการสั่งการที่ต่อมาทราบว่าไม่ชอบ หรือไม่ชอบ ด้วยกฎหมายผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเพิกถอน กฎหมายฉบับนี้มีข้อพิเศษอยู่ประการหนึ่งก็คือว่า ไม่มีอายุความ คือพูดง่าย ๆ พบเมื่อไรถอนเมื่อนั้น เวลาจะผ่านไป ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี หรือแม้แต่ ๑๐๐ ปี ก็ต้องเพิกถอน ไม่มีกฎเกณฑ์ กติกาว่าภายในกําหนดเมื่อไร เพราะถือว่า สั่งโดยไม่ชอบต้องเพิกถอนทั้งนั้น

ประการต่อไปที่เกี่ยวกับกฎหมายก็คือเรื่องของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ในตัวพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กําหนดหลักเกณฑ์หลัก ๆ ที่สําคัญไว้ ประการที่ ๑ เลยก็คือกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสัญญา การทํานิติกรรมสัญญาต่าง ๆ ก่อนที่จะมี พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง การทําสัญญาต่าง ๆ นิติกรรมต่าง ๆ นั้นถือว่าเป็นสัญญาทางแพ่ง การบังคับใช้ก็จะต้องดูหลักของกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์เท่านั้น แต่ในกรณีที่มีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครองขึ้นมาแล้วได้กําหนดหลักกฎหมายไว้ใหม่ว่า สัญญาบางประเภทที่กําหนดไว้ โดยเฉพาะสัญญาที่เกี่ยวกับการให้สิทธิสัมปทานนั้นเป็นสัญญาทางปกครอง ซึ่งจะต้องใช้ อายุความในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่กําหนดไว้ในกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครองเท่านั้น ไม่ได้ไปใช้อายุความตามกฎหมายแพ่งเนื่องจากถือว่าเป็นคดีทางปกครอง เพราะฉะนั้นสัญญาอะไรที่เป็นเรื่องสัญญาทางสัมปทานตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมานั้น ต้องถือว่าเป็นสัญญาปกครอง ไม่ใช่สัญญาทางแพ่ง จึงต้องใช้อายุความทางปกครอง ไม่ได้ใช้ อายุความทางแพ่ง ในประเด็นตรงส่วนนี้ก็มีประเด็นต่อไปในกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของ การจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ได้กําหนดวิธีนับอายุความเอาไว้ อายุความที่ว่านี่วิธีนับก็ไม่ได้ต่างจากทางแพ่ง หลักทั่วไปกฎหมายกําหนดไว้เหมือนกันหมด ว่าให้นับแต่วันที่รู้เหตุ หรือควรจะรู้เหตุนั้นได้ เมื่อไรที่รู้เหตุนั้นหรือควรจะรู้เหตุนั้นได้ ก็ให้นับ ๑ ตั้งแต่วันนั้น อันนี้เป็นหลักกฎหมายและบัญญัติไว้ในกฎหมาย ทั้งส่วนของ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์และทั้งส่วนของกฎหมายวิธีจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปก็คือกฎหมายเรื่องอนุญาโตตุลาการ ในกฎหมายอนุญาโตตุลาการไม่ได้เขียนเรื่องของกําหนดอายุความไว้ครับ เหตุที่ไม่ได้กําหนด อายุความไว้ เพราะว่าเจตนารมณ์กฎหมายบอกว่าให้อนุญาโตตุลาการที่มาทําหน้าที่พิจารณา กฎหมายเป็นคนดูว่าสัญญาที่พิพาทกัน และต้องให้อนุญาโตตุลาการทําการพิจารณาวินิจฉัย เป็นสัญญาทางแพ่งหรือเป็นสัญญาทางปกครอง ถ้าหากว่าเป็นสัญญาทางแพ่งก็จะไปใช้ อายุความที่จะขึ้นสู่อนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คือ ๑๐ ปี กฎหมาย อายุความทั่วไปในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คือ ๑๐ ปีนะครับ ยกเว้นแต่บัญญัติไว้เป็นเฉพาะ เช่นคดีละเมิดเป็นต้น แต่ว่าในทางปกครองได้กําหนดระยะอายุความไว้ ๑ ปี ตอนที่เริ่มต้น ของกฎหมายนะครับ คือกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ได้กําหนด อายุความไว้ ๑ ปีนับแต่วันรู้หรือควรจะรู้เหตุ ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงอายุความในคดีปกครองจาก ๑ ปี เป็น ๕ ปี เพราะฉะนั้นในการที่จะพิจารณา ข้อพิพาทที่จะเสนอเข้าสู่อนุญาโตตุลาการได้ อันดับแรกเลย คณะอนุญาโตตุลาการจะต้อง พิจารณาก่อนว่าสัญญาที่จะขึ้นมาให้ตนเองพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดนั้น เป็นสัญญาทางแพ่ง หรือเป็นสัญญาทางปกครอง ถ้าหากเป็นสัญญาทางแพ่งอนุญาโตตุลาการก็จะต้องดูว่า ที่ยื่นมานี่อยู่ในอายุความ ๑๐ ปีหรือไม่ ถ้าไม่อยู่ก็รับไว้ไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าเป็นสัญญา ทางปกครอง ก่อนปี ๒๕๕๑ ๑ ปีเท่านั้น ถ้าหากว่าเกิดเหตุรู้หรือควรจะรู้นับมาถึงวันที่ ตัวเองได้รับเรื่องมาเกิน ๑ ปีแล้วรับไม่ได้ ไม่มีอํานาจ ต่อเมื่อหลังจากกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ แก้ไข ๕ ปี เพราะฉะนั้นหลังจากเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เป็นต้นมา จึงสามารถรับคดี ทางปกครองที่อายุความเกิน ๕ ปีได้ อันนี้คือเรื่องของอนุญาโตตุลาการ ส่วนในการทํางาน ทําหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการที่จะชี้ขาดวินิจฉัย ข้อพิพาทนั้น ตามหลักปฏิบัติก็จะต้อง ปฏิบัติตามแนวทางของการพิจารณาคดีแพ่ง ง่าย ๆ ก็คือว่าจะต้องมีการกําหนดประเด็น ข้อพิพาท เพื่อเป็นแนวทางในการกําหนดข้อโต้เถียง โต้แย้ง แล้วก็จะได้นําพยานเข้ามาสืบ มาชี้แจงกัน และทางอนุญาโตตุลาการก็จะได้ชี้แจงทําความคิดเห็นเป็นประเด็น ๆ ไป ซึ่งทาง ศาลเรียกว่า การกําหนดประเด็นข้อพิพาท ภาษาชาวบ้านก็ง่าย ๆ ก็ทะเลาะกันเรื่องอะไร เถียงกันเรื่องอะไรบ้าง ไม่ต้องมาอ่านเต็มฉบับ เอาเฉพาะย่อ ๆ เอาประเด็นมาตั้งเป็นประเด็น แล้วก็สืบกันตามนั้น ตัดสินตามนั้น อันนี้เป็นหลักเกณฑ์แล้วก็หลักการ และหลักปฏิบัติ หลักกฎหมายของอนุญาโตตุลาการครับ

สุดท้ายในเรื่องของกฎหมายในส่วนนี้ที่ผมอยากกราบเรียนก่อนก็คือว่า ในเรื่องของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ผมขอย้อนกลับไปนิดหนึ่งว่า การกระทําอะไรที่ขัดต่อกฎหมายที่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อันดีของประชาชนนั้นเป็นโมฆะ โมฆะนะครับ ไม่ใช่โมฆียะ โมฆียะบอกสามารถให้สัตยาบันได้ แต่โมฆะกรรมคือโมฆะไม่เคยเกิด ไม่มีใครให้สัตยาบันหรือทําอะไรให้กลับเป็นผลบังคับ หรือผลดีทางกฎหมายที่มีผลผูกพันกันได้เลย

อีกประเด็นหนึ่ง ในส่วนของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็คือเขามีหลัก ทางสัญญาว่าถ้าหากว่ามีการบอกเลิกสัญญากัน โดยอาศัยสิทธิตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พูดง่าย ๆ ตามหลักกฎหมาย การที่เราทําสัญญาอะไรกับใคร บางครั้งเราอาจจะเขียนเป็น เงื่อนไขในสัญญาว่า ถ้าใครทําผิดสัญญาบอกเลิกได้ อันนั้นเป็นการอาศัยสิทธิตามข้อตกลงในสัญญา แต่ถึงแม้ไม่เขียนไว้กฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ก็มีกฎบัญญัติกําหนดว่าสามารถบอกเลิกได้ แต่เป็นการบอกเลิกโดยอาศัยสิทธิ พื้นฐานที่ว่ามีข้อพิพาทว่าผลแห่งสัญญานั้นไม่สําเร็จ กรณีนี้ผลที่ตามมาก็คือว่าตามกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ บอกว่าคู่ความต้องกลับคืนสู่สถานะเดิม ถ้าการบอกเลิก ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่างกัน ผลต่างกับการบอกเลิกสัญญาด้วยการผิดสัญญา การบอกเลิกสัญญาด้วยการผิดสัญญา คนที่ผิดสัญญาไม่มีสิทธิที่จะมาเรียกร้องอะไร เว้นแต่ พิสูจน์ได้ว่าไม่ผิดสัญญา เมื่อไม่ผิดสัญญาก็ปฏิบัติกันตามสัญญาต่อไปจบ ไม่มีเรื่องเรียกร้อง แต่ในกรณีใช้สิทธิตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างจะมีสิทธิเรียกร้อง ซึ่งกันและกัน คนที่บอกเลิกสัญญารับอะไรมาจากเขาต้องคืนเขาหมด คนที่ถูกบอกเลิกสัญญา เคยให้อะไรกับผู้บอกเลิกสัญญาก็มีสิทธิเรียกร้องคืนหมด เพราะว่ากฎหมายกําหนดว่า กลับคืนสู่สถานะเดิม นี่คือตามกฎหมาย มาตรา ๓๙๑ ของประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ ส่วนในกรณีข้อเท็จจริงกรณีโฮปเวลล์ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าความเป็นจริงแล้ว โครงการโฮปเวลล์ สุดท้ายประกอบไปด้วย ๓ ส่วนใหญ่ ๆ ส่วนที่ ๑ ก็คือเป็นโครงการ ทํารถไฟยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนที่ ๒ ก็เป็นรถไฟยกระดับชุมชน ส่วนที่ ๓ ก็คือว่าทางยกระดับสําหรับรถยนต์ อันนี้ประกอบกันเป็นโครงการโฮปเวลล์ที่เป็นข้อพิพาท แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วโครงการโฮปเวลล์มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่กันยายน ปี ๒๕๓๒ จนกระทั่ง ที่ผมยืนพูดกับท่านอยู่ตรงนี้ก็คือมาถึงเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๓ แล้ว ๓๐ ปีเต็ม ไม่เคยมี ตรงไหนเลยตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ผมเรียนอย่างนี้ก็เพราะว่า เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๒ เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ ทางกระทรวงคมนาคมได้เสนอ โครงการมีสั้น ๆ เท่านั้นเอง ขออนุมัติทําโครงการทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร เท่านี้นะครับ แค่ทํารถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร ๓ เส้นทาง ประกอบไปด้วย เส้นทาง กรุงเทพฯ-บางซื่อ เส้นทางยมราช-มักกะสัน และเส้นทางมักกะสัน-แม่น้ํา ๓ เส้นทาง ระยะทาง ๑๓ กิโลเมตร คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงคมนาคมไปดําเนินการ โครงการนี้ ก็คือแค่ทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร ๓ เส้นทาง ๑๓ กิโลเมตร หลังจาก ที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๒ แล้ว กระทรวงคมนาคมก็รับมติ ไปดําเนินการตั้งคณะกรรมการมาดําเนินโครงการนี้ทันที แต่ว่าไม่ใช่แบบที่คณะรัฐมนตรี อนุมัติ ผมเรียนแล้วว่าคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ทําแค่ทางรถไฟยกระดับ ๓ เส้นทาง ๑๓ กิโลเมตร แต่ทางกระทรวงคมนาคมวันนั้นคณะกรรมการไปกําหนดเป็นทําโครงการ ทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร และไปเพิ่มโครงการรถไฟชุมชน และไปเพิ่มโครงการ ทางด่วนยกระดับสําหรับรถยนต์อีก ๒ โครงการไปเอง โดยคณะรัฐมนตรีไม่ได้อนุมัติ นอกจากนั้นยังกําหนดเส้นทางเพิ่มเองจากที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ ๓ เส้นทาง ๑๓ กิโลเมตร เป็น ๔ เส้นทาง ๒๓.๓ กิโลเมตร แล้วก็เอาสิ่งที่ตัวเองกําหนดเองไปกําหนดเป็นทีโออาร์ (TOR) เชิญชวนเอกชนมาดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ปรากฏว่ามีเอกชน ๔ ราย มาซื้อซอง วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๓ กําหนดยื่นซอง วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๓ มาซื้อซอง ๑๖ ตุลาคม ๒๕๓๒ กําหนดยื่น ๑๕ มกราคม ๒๕๓๓ ปรากฏว่าในวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๓ มีผู้มายื่นซองประกวดราคาหรือเสนอเงื่อนไข เพียงรายเดียว ๑ รายเท่านั้น รายนั้นก็คือ บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) ซึ่งผมจะ ขออนุญาตเรียกง่าย ๆ สั้น ๆ ต่อไปว่า โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ที่เหลือไม่มา ซึ่งตามระเบียบพัสดุ ที่ใช้บังคับอยู่วันนั้นเป็นระเบียบพัสดุของสํานักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๒๑ กําหนดว่า ในกรณีที่มีผู้เสนอราคารายเดียวต้องยกเลิกโครงการและดําเนินการใหม่ ก็มีการเสนอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขณะนั้นอนุมัติให้เดินต่อไปโดยไม่ต้องยกเลิก ปรากฏว่า เมื่อเดินไปผิดอีก เพราะว่าบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) เสนอหลักประกันตามเงื่อนไข ของระเบียบต้องมีหลักประกัน เสนอหลักประกันผิดระเบียบราชการ ก็มีการช่วยเหลืออนุมัติ ขอให้โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ออกหนังสือส่วนตัวของบริษัทมาค้ําประกันตัวเองซึ่งทําไม่ได้ ในระบบระเบียบราชการ แต่ก็อนุมัติให้ทํากันไปได้อีก เพราะฉะนั้นก็ต้องถือได้ว่าการที่ บริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) มายื่นซองประกวดราคามาดําเนินการในส่วนนี้ผิดระเบียบราชการ ทั้งสิ้น และต้องถือว่าไม่ใช่มีผู้เสนอราคารายเดียว แม้แต่รายเดียวนั้นก็ขาดคุณสมบัติ เพราะผิดระเบียบราชการในเรื่องของหลักประกัน ความเป็นจริงแล้วโครงการนี้คือไม่มี ผู้เสนอราคาที่ถูกต้องตามระเบียบราชการ ต้องทําใหม่หมด แต่ไม่มีการทํา เดินหน้าต่อ แต่ประเด็นสําคัญในส่วนนี้ที่สําคัญยิ่งกว่าตรงนี้ก็คือว่าบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) นั้นเป็น บริษัทจดทะเบียนมาจากฮ่องกงครับ แปลว่าเป็นบริษัทต่างด้าวตามกฎหมายไทย ซึ่งตาม ปว. ๒๘๑ ที่ผมได้กล่าวนําไปก่อนนั้น กําหนดไว้ในบัญชีท้ายก็คือบัญชี ข บอกว่าห้ามไม่ให้ บริษัทต่างด้าวประกอบธุรกิจขนส่งทางบกในประเทศไทยจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรีนะครับ ทีนี้โครงการทางรถไฟยกระดับเป็นการขนส่งทางบกครับ เป็นการ ขนส่งทางบก ซึ่งวันที่ทางบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) มาซื้อซอง แล้วมายื่นประกวดราคา ซื้อซองเดือนตุลาคม ๒๕๓๒ มาประกวดราคาเอาเดือนมกราคม ๒๕๓๓ ไม่เคยได้รับอนุญาต จากคณะรัฐมนตรีให้ประกอบธุรกิจขนส่งทางบกในประเทศไทย แปลว่าอะไรครับ แปลว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ไม่มีสิทธิที่จะเข้าเสนอราคาครับ และกระทรวงคมนาคม หรือคณะกรรมการก็ไม่มีสิทธิจะคัดเลือกบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ให้เป็นคนดําเนินโครงการนี้ เพราะต้องห้ามตาม ปว. ๒๘๑ เพราะฉะนั้นการที่กระทรวงคมนาคมก็ดี คณะกรรมการ ดําเนินการโครงการก็ดี ดําเนินการเลือกบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) มานี้จึงผิดกฎหมาย ปว. ๒๘๑ การคัดเลือกบริษัทนี้มาจึงเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่สามารถกลับไปยืนยัน ให้ถูกต้องได้เลย อย่างไรก็ตามก็ยังมีการเดินหน้าโครงการนี้ต่อ มีการนําเรื่องเสนอเข้า คณะรัฐมนตรีนะครับ โดยส่งหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรีในวันนั้น วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๓๓ ขออนุญาตรายงานความคืบหน้าโครงการนี้ต่อท่านนายกรัฐมนตรี และขอให้ ท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบว่าบัดนี้ทางกระทรวงคมนาคมได้คัดเลือกเอาบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) เป็นผู้ทําโครงการนี้ โดยมีคําขอไป ๓ เรื่อง ก็คือขอที่จะอนุมัติโครงการนี้ขออนุมัติ ทําสัญญากับบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ผมย้ําบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ไม่ใช่ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด แล้วก็ขอสิทธิพิเศษให้กับบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ๔ เรื่อง หรือ ๔ ข้อ ข้อ ๑ ขอให้ส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ (BOI) ให้กับบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ในโครงการนี้ ข้อ ๒ อันนี้เป็นเรื่องสําคัญครับ ขอยกเว้นการบังคับใช้ ปว. ๒๘๑ กับบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ข้อ ๓ ขอยกเว้นภาษีค่าธรรมเนียมการกู้ยืมเงินของบริษัทนี้ บริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) และข้อสุดท้ายซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย ขอให้รัฐบาลสนับสนุนบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ในกรณีที่ เขาเกิดจําเป็นต้องสร้างเข้าไปในที่ดินของส่วนราชการอื่น ๆ ทั่วไปหมด หรือแม้แต่ที่ดิน ของเอกชน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ๔ ข้อ ท่านนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นก็แทงเกษียนคําสั่งบอกว่า ให้เอาเรื่องนี้ไปเข้าคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจก่อน คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจพิจารณาแล้ว มีมติ ๒ ข้อ ข้อที่ ๑ บอกว่าอนุมัติให้ทําโครงการนี้ได้และให้ทําสัญญากับบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ข้อ ๒ ที่ขอมา ๔ ข้อเมื่อสักครู่นี้ อนุมัติ เขียนมาแค่ ๒ ข้อ ข้อ ๑ คืออนุมัติเรื่อง ให้ส่งเสริมการลงทุน ข้อ ๒ เรื่องขอยกเว้นภาษีนี่อนุมัติ แต่ให้ไปหารือกับกระทรวงการคลัง ต่อไป ส่วนข้อ ๒ ที่บอกขอยกเว้นการบังคับใช้กฎหมาย ปว. ๒๘๑ ไม่พูดถึง ข้อ ๔ ที่บอกว่า ขอให้สนับสนุนเวลาจะสร้างเข้าไปในที่ของเอกชนหรือที่ของส่วนราชการทั่วไปนั้นก็ไม่พูดถึง ซึ่งตามหลักเกณฑ์ที่ผมได้เรียนแล้ว แปลว่าไม่ให้อย่างไรครับ ขอมา ๔ ข้อ คณะรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจเห็นชอบเป็นมติออกมา ๒ ข้อ อีก ๒ ข้อไม่อยู่ในมติ แปลว่าไม่เห็นชอบด้วย คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจมีมตินี้ เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๓ ส่งเรื่องไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรี วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๓๓ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าให้เอาเข้า ครม. ชุดใหญ่ ครม. ชุดใหญ่ก็พิจารณาเรื่องนี้ เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ เห็นชอบ ตามมติคณะ ครม. ด้านเศรษฐกิจ แปลว่าคณะรัฐมนตรีสุดท้ายมีมติอย่างไรครับ มีมติโอเค (OK) ทําสัญญาได้กับบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) และเห็นชอบเพียงแค่ ๒ ข้อ คือเรื่องบีโอไอ (BOI) กับเรื่องภาษี ส่วนเรื่องที่ขอยกเว้น ปว. ๒๘๑ กับเรื่องที่จะขอสนับสนุนเวลาสร้าง เข้าไปในที่คนอื่นเขานั้นไม่พูดถึง แปลว่าไม่ให้ นี่คือมติคณะรัฐมนตรี แต่ว่ามีเพิ่มอยู่อย่างหนึ่ง คณะรัฐมนตรีบอกว่าสัญญาที่จะเซ็นกันนี้ต้องให้อัยการเขาตรวจแก้ก่อนนะ ถ้าอัยการ ยังไม่ตรวจแก้ยังเซ็นไม่ได้ หลังจากนั้นกระทรวงคมนาคมก็ทําหนังสือแจ้งไปยัง บริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ประมาณวันที่ ๖ กรกฎาคม แจ้งไปบอกว่าคณะรัฐมนตรีมีมติ อย่างนี้ เหมือนที่ผมมากราบเรียนท่านไป แปลว่าทางบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ได้ทราบมติ แบบนี้แล้ว มติที่ผมเรียนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เลยนะครับ เรื่องทั้งหมดที่ผมนําเรียนท่านสมาชิกมาจนถึงตรงนี้ยังไม่มีเรื่องประเทศไทยเลยนะครับ เป็นบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) อย่างเดียว เพราะฉะนั้นมติคณะรัฐมนตรีทั้งหมด การทํา โครงการนี้ทั้งหมดจะถูก จะไม่ถูก จะชอบไม่ชอบ ไม่เกี่ยวอะไรกับคนอื่นเลยนอกจาก บริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ปรากฏว่าหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอย่างนี้แล้ว ผู้บริหาร และเจ้าของบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) คือนายกอร์ดอน วู ไปทําเรื่องขอจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ขึ้นมาเป็นนิติบุคคลต่างด้าวตามกฎหมายไทย กับกระทรวงพาณิชย์ โดยยื่นเรื่องตั้งแต่ประมาณเดือนสิงหาคม ๒๕๓๓ ประเด็นสําคัญ ก็คือว่าจดทะเบียนบริษัทนี้ได้ไหม ตามหลักทั่วไปการจะจดทะเบียนบริษัทให้เป็นนิติบุคคล ต่างด้าวตามกฎหมายไทย จดได้ครับ แต่ต้องไม่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย แต่เผอิญบริษัทที่นายกอร์ดอน วู ไปจดทะเบียนตั้งชื่อว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เกิดไประบุในวัตถุประสงค์ข้อแรกเลยบอกว่า บริษัทนี้เป็นต่างด้าว จะมาทําธุรกิจ ในโครงการโฮปเวลล์นี่ครับ ก็เลยเปิดปัญหาที่กระทรวงพาณิชย์วันนั้นว่าแล้วจะจดได้หรือ ในเมื่อวัตถุประสงค์ข้อนี้ต้องห้ามตามบัญชี ข ท้าย ปว. ๒๘๑ เขาไม่ให้คนต่างด้าวทํา เว้นแต่ได้รับอนุญาต แล้วมีหลักฐานอนุญาตไหม ถ้าไม่มีจดไม่ได้ นายกอร์ดอน วู กับพวกก็เลยเอามติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ ไปแสดง ต่อเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ วันนั้นก็คือกรมทะเบียนการค้า วันนี้ เปลี่ยนชื่อเป็นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปรากฏว่าเอกสารที่เอาไปยื่นที่ผมเรียนท่านสมาชิกว่า เป็นมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ เป็นมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ไว้แก่ บริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ไม่ใช่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ประการที่ ๒ มติคณะรัฐมนตรีนั้นไม่ได้อนุมัติหรืออนุญาตให้ยกเว้นการบังคับใช้ ปว. ๒๘๑ แม้แต่กระทั่ง กับบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ก็ไม่ให้ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ตรวจตราดู ให้ดีแล้วก็จะเห็นว่ามติคณะรัฐมนตรีที่เอามาแสดงมันไม่เกี่ยวอะไรกับบริษัทที่จะจดทะเบียน ขึ้นใหม่เลย ไม่ได้เกี่ยวกับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด แต่เป็นบริษัท โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) มันใช้กันไม่ได้อยู่แล้ว อันที่ ๒ ก็เห็นอยู่แล้วว่าเขาอนุมัติมาแค่ ๒ เรื่องจาก ๔ เรื่อง อีก ๒ เรื่องไม่ได้ให้ และในจังหวะเดียวกันตรงนั้นมีหนังสือเวียนจากสํานักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีอีก ๑ ฉบับ หนังสือเวียนอันนี้ ลงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๐ บอกว่าถ้าหาก หน่วยงานราชการไหนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีให้ดําเนินการตามขั้นตอน ที่กําหนดไว้นั้น สุดท้ายให้ส่งเรื่องผ่านรัฐมนตรีมาถามสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่า ความหมายหรือสิ่งที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรีคืออะไร ก็ถูกต้องครับ เพราะเจ้าของ หนังสือคือสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เขาต้องเป็นคนรู้ว่าหนังสือเขาเขียนอย่างนี้ แปลว่าอะไร ในเมื่อคนอ่านนั้นอ่านแล้วไม่เข้าใจคุณต้องมาถามเขา แล้วมีหนังสือเวียนกํากับ ว่าต้องทําแบบนี้ แต่ในทางปฏิบัติในกรณีนี้เปล่าครับ แทนที่เจ้าหน้าที่ของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อปี ๒๕๓๓ จะดําเนินการสอบถามมาที่สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่า ที่บริษัท นายกอร์ดอน วู เอาเอกสารมาแสดง วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ เกี่ยวข้องกับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด จริงไหม แล้วได้รับยกเว้น ปว. ๒๘๑ ตามที่กล่าวอ้าง จริงหรือเปล่า เปล่าครับ ไม่ถาม แทนที่ว่าจะถามก็ไม่ถาม แล้วทําอย่างไรครับ เอาหนังสือ ของสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปวิเคราะห์กันเอง และไปตีความกันเอง สุดท้ายตีความ บอกว่าใช้ได้กับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ทั้ง ๆ ที่ใช้ไม่ได้ครับ มติ ครม. ให้กับ บริษัทหนึ่งจะใช้กับอีกบริษัทหนึ่งไม่ได้ อันนี้ประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ มติคณะรัฐมนตรี ที่ผมเรียนว่าขอไป ๔ เรื่อง อนุมัติมาแค่ ๒ เรื่อง และในอีก ๒ เรื่องที่ไม่อนุมัติมาคือเรื่อง ขอยกเว้น ปว. ๒๘๑ ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์บอกว่าขอไป ๔ เรื่อง อนุมัติ ๒ เรื่อง อีกเรื่องไม่พูดถึงแปลว่าเห็นชอบด้วย มีไหมครับ ที่ผมเรียนมีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ที่ กระทรวงพาณิชย์ ในประเด็นเรื่องนี้ในปีปัจจุบันสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ให้ถ้อยคํา กับคณะทํางานว่ากระทรวงพาณิชย์ตีความผิดและทําผิดหมด หลังจากนั้นนายทะเบียน หุ้นส่วนบริษัทของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ จึงได้รับจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ซึ่งผมจะไม่เรียกบริษัทเพราะผมถือว่าไม่ชอบด้วย กฎหมายก็คือ โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ผลที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ถือว่าเป็นการจดทะเบียน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายที่ ๑ ที่สําคัญที่สุดก็คือกฎหมาย ปว. ๒๘๑ ซึ่งเป็น กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผลคือการจดทะเบียน ครั้งนี้เป็นโมฆะทันที ตั้งแต่วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ตามหลักเกณฑ์ของประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑ เป็นโมฆะ คําว่าเป็นโมฆะของการจดทะเบียนตรงนี้ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าบริษัทนี้ไม่เคยมีตัวตนเกิดขึ้นในประเทศไทยเลย และไม่เคย มีอํานาจตามกฎหมายที่จะทํานิติกรรมสัญญาหรือทําอะไรในนามบริษัทนี้ได้เลย หากกระทํา ลงไปแล้วผลก็ตามมาเหมือนกับสิ่งที่ทางกฎหมายเรียกว่าทฤษฎีต้นไม้พิษ เพราะว่าต้นทาง มันผิดก็ต้องผิดทั้งสาย แปลว่าการกระทําต่าง ๆ ที่ตามมาเป็นโมฆะด้วยกันหมดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นบริษัทหรือชื่อว่า โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) นี้จึงไม่เคยมีตัวตนเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่สมมุติว่ามีตัวตนเกิดขึ้นหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ไปติดเรื่องกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ที่ต้องถือว่าการสั่งรับจดทะเบียนบริษัทนี้ ชื่อบริษัทนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทรวงพาณิชย์ จะต้องเพิกถอนคําสั่งนี้ แต่ถึงแม้ไม่เพิกถอนผลทางการกฎหมายที่คุณไปทําอะไรไว้ก็เป็น โมฆะอยู่ดี แต่ตามหลักวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองต้องเพิกถอน ปรากฏว่าหลังจากที่ กระทรวงพาณิชย์รับจดทะเบียนจัดตั้งโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) เพื่อจะให้มีสถานะเป็นบริษัท ต่างด้าวตามกฎหมายไทยไปทํานิติกรรมสัญญาได้ เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พอมาวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ บริษัทนี้ก็เข้าทําสัญญาสัญญาสัมปทานทําโครงการโฮปเวลล์กับ กระทรวงคมนาคม ตรงนี้มีประเด็นสําคัญที่ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านสมาชิกก็คือว่าถ้าย้อนหลังไปสิ่งที่ผมได้นํารายงานท่านไปว่าคณะรัฐมนตรีมีมติให้คนที่ ทําสัญญาที่จะเข้ามาทําโครงการนี้ได้ตามมติคณะรัฐมนตรีคือโฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ครับ ไม่ใช่ โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) นี่ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องนี้

ประเด็นที่ ๒ คณะรัฐมนตรีบอกว่าสัญญาที่จะเซ็นต้องให้อัยการตรวจแก้ และให้แก้ตามอัยการก่อนถึงเซ็นได้

ประเด็นที่ ๓ ซึ่งอันนี้ก็เป็นประเด็นสําคัญ คณะรัฐมนตรีบอกว่าการลงนาม ในสัญญาอันนี้ให้กระทรวงคมนาคมไปลงนามแทนรัฐบาล จากการตรวจสอบกับกระทรวงการคลัง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบอกว่ามติ ครม. ที่กําหนดลักษณะเช่นนี้แปลว่าโครงการนี้เป็นโครงการ ของรัฐบาลครับ โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมลงนามแทน ใครที่จะไปลงนามได้จะต้อง ได้รับอนุมัติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน เพราะถือว่าเป็นตัวแทนรัฐบาล ๓ เรื่องหลัก ปรากฏว่าเรื่องที่ ๑ คนที่จะลงนามจริง ๆ กลายเป็นโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) เรื่องที่ ๒ จะต้องให้อัยการตรวจก่อน แก้ไขก่อนและต้องแก้ไขตามอัยการก่อน เข้าไปเซ็นสัญญา วันที่ ๙ พฤศจิกายน ก่อนหน้าวันที่ ๙ ส่งร่างสัญญานี้ไปให้อัยการตรวจแล้วครับ ปรากฏว่า ทางอัยการบอกว่า คณะรัฐมนตรีเขามีมติให้โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ไม่ใช่หรือ แล้วทําไมในร่าง สัญญาที่ส่งมาให้ตรวจกลายเป็นโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) มันผิดคน มันคนละคน ลงนาม ไม่ได้ อัยการก็เสนอมาบอกว่า เอาอย่างนี้กระทรวงคมนาคมคุณจะต้องให้โฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ลงนามด้วยนะ เพราะอย่างน้อยจะต้องมีโฮปเวลล์ (ฮ่องกง) ด้วย เพราะมติ ครม. บอกอย่างนั้น ซึ่งผิดถูกก็ไปว่ากัน แต่อัยการเห็นแล้วว่าสัญญานี้ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ตามมติคณะรัฐมนตรี อันที่ ๒ คณะรัฐมนตรีบอกว่าสัญญาลงนามได้ต้องให้อัยการท้วงติงและแก้ตามเขา ปรากฏว่า นอกจากเรื่องเมื่อสักครู่อัยการท้วงติงอีก ๓ ข้อครับ ผมไม่อยากพูดในรายละเอียด อยู่ใน รายงานแล้ว รวมเป็น ๔ ข้อ เสนอให้กระทรวงคมนาคมแก้ไข ปรากฏว่ากระทรวงคมนาคม ไปหารือกับกอร์ดอน วู ฮ่องกง ปรากฏว่านายกอร์ดอน วู บอกไม่เอาด้วย ทําได้หรือครับ แต่ทําไปแล้ว ปรากฏว่าทางโฮปเวลล์ (ฮ่องกง) บอกไม่เอา ไม่เห็นด้วย กระทรวงคมนาคม เลยไม่แก้ไขสัญญาตามที่อัยการท้วงติงครับ เพราะฉะนั้นนี่ก็ผิดมติ ครม. อีก แล้วก็ไป ลงนามกันในวันนั้น คือวันที่ ๙ พฤศจิกายน เท่านี้ไม่พอครับ ผมเรียนแล้วนะครับ มติบอกว่า ให้กระทรวงคมนาคมเท่านั้นไปลงนามสัญญานี้แทนรัฐบาล ปรากฏว่าพอวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ มีอีก ๑ รายเข้าไปเซ็นด้วยคือการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าไปเซ็นในฐานะตัวแทน รัฐบาลด้วย โดยที่คณะรัฐมนตรีไม่เคยอนุมัติและไม่เคยมอบหมาย ประเด็นเรื่องนี้ ได้สอบถามว่าแล้วไปเซ็นได้อย่างไร การรถไฟแห่งประเทศไทยบอกไม่ทราบแต่ว่าบอร์ด (Board) การรถไฟแห่งประเทศไทยบอกให้ไปเซ็น บอร์ด (Board) การรถไฟแห่งประเทศไทย สามารถบอกให้ไปเซ็นแทนรัฐบาลได้เลยหรือครับ เพราะฉะนั้นการลงนามในสัญญาฉบับนี้ไม่มีตรงไหนที่ถูกต้องตามกฎหมายและตามวิธีปฏิบัติ ราชการอีกเหมือนกัน สัญญาฉบับนี้จึงเป็นโมฆะตั้งแต่วันที่ลงนามแล้ว แต่ก็ยังถูลู่ถูกังใช้กันมา แต่ที่ไม่น่าเชื่อครับ กระทรวงคมนาคมรายงานคณะรัฐมนตรีบอกว่าได้แก้ไขสัญญาตามที่ อัยการท้วงติงแล้ว เอาล่ะครับ เขาก็ทํากันมา ปรากฏว่าตั้งแต่เซ็นสัญญา วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ เป็นต้นมา จนปี ๒๕๓๕ งานไม่ไปไหนเลยครับ ช่วงนั้นรัฐบาลปี ๒๕๓๕ ช่วงแรก ก็เริ่มเป็นห่วงโครงการนี้แล้วครับว่าอะไรตั้ง ๒ ปีแล้ว มันไม่คืบหน้าไปไหนเลย ก็เลยมีมติ คณะรัฐมนตรี เพราะว่าเห็นว่ามันเป็นโครงการรัฐบาล ทุกอย่างโครงการนี้เข้า ครม. หมด เพราะผมเรียนแล้วว่าเป็นโครงการรัฐบาลให้กระทรวงคมนาคมลงนามแทน แต่ก็แปลกใจ เรื่องที่ผมกราบเรียนมาถึงตรงนี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ จนปีที่เกิดเหตุวันนี้ไม่เคยมีใครไปตรวจสอบ เรื่องเหล่านี้เลย จนกระทั่งเกิดเหตุที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินนี่ครับ ปรากฏว่า ครม. ปี ๒๕๓๕ ก็มีมติให้ไปเร่งรัด เร่งรัดกันแล้วเร่งรัดกันอีก จนเปลี่ยนรัฐบาลมาปี ๒๕๓๕ ก็หลายครั้ง ต่อมามาถึงรัฐบาลปี ๒๕๓๘ ก็บอกว่าไปไม่ไหวแล้วกระมังโครงการนี้ จากปี ๒๕๓๓ มาปี ๒๕๓๘ แล้ว ไม่ไปไหนเลย คืบหน้านิดเดียวก็เลยตั้งคณะทํางาน ด้านกฎหมายขึ้นมาศึกษาพิจารณาว่าจะเอาอย่างไรต่อไปกับโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ที่เป็นคนลงนามในสัญญาและจะต้องทําโครงการโฮปเวลล์ จนปี ๒๕๓๘ มันยังไม่ไปไหนเลย คณะทํางานชุดนี้ก็เสนอว่าดูแล้วไปไม่ได้ ดูแล้วควรจะต้องเลิกสัญญาแล้วล่ะ เพราะว่าไม่น่าเชื่อ แล้วว่าเขาทําได้ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นมาอีก เปลี่ยนรัฐบาล พอรัฐบาล ช่วงปี ๒๕๔๐ เอาเรื่องนี้มาพิจารณาอีก คราวนี้มีมติให้เลิกเลยครับ รัฐบาลช่วงปี ๒๕๔๐ มีมติบอกให้เลิกโครงการโฮปเวลล์ ให้เลิกสัญญา ประเด็นคือเลิกแบบไหนครับ ผมได้นําร่อง เรียนไปตอนต้นว่าการเลิกสัญญามีได้ ๒ แบบ แบบที่ ๑ คือเลิกตามข้อตกลงในสัญญาที่บอก เขาผิดสัญญา แบบที่ ๒ เลิกตามอาศัยสิทธิตามเบสิก (Basic) คือหลักกฎหมายเขียนไว้ เลิกอย่างไร เลิกอย่างนั้น ๒ อย่างผลต่างกัน บอกเลิกสัญญาแบบแรกคนที่ถูกบอกเลิกสัญญา ผิดสัญญาไม่มีสิทธิเรียกร้องไปสู้คดีอย่างเดียว แต่บอกเลิกแบบที่ ๒ กลายเป็นกลับคืนสู่ สถานะเดิม เขากลายเป็นคนมีสิทธิเรียกร้อง เรียกเงินทั้งหมดคืนไม่ว่าจะผิดสัญญาหรือว่า ไม่ผิดสัญญาคนละเรื่องกัน เพราะฉะนั้นคณะรัฐมนตรี ปี ๒๕๔๐ มีมติบอกว่าให้เลิกสัญญา และตั้งคณะทํางานบอกเลิกสัญญาขึ้นมาครับ อีก ๑ ชุด ให้ไปดําเนินการศึกษาการบอกเลิก สัญญา ซึ่งคณะรัฐมนตรีวันนั้นเลือกให้เลิกสัญญาด้วยวิธีปฏิบัติผิดสัญญาตามเงื่อนไข ข้อ ๒๗ ของสัญญาสัมปทาน เพราะทางคณะทํางานกฎหมายเสนอว่าถ้าไปใช้การเลิกสัญญา โดยอาศัยหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะทําให้ภาครัฐเสียเปรียบและเสียหาย เนื่องจาก จะทําให้คู่กรณีมีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย เนื่องจากกลับคืนสู่สถานะเดิม เพราะฉะนั้นให้ใช้ วิธีเลิกสัญญาที่เขาผิดสัญญาและข้อเท็จจริงก็ปรากฏมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ จนปี ๒๕๔๐ นั่นล่ะ ว่าผิดสัญญามาตลอด เพราะฉะนั้นคณะทํางานบอกเลิกสัญญาจึงนํามติคณะรัฐมนตรี ไปดําเนินการ ดําเนินการอะไรครับ ดําเนินการตามเงื่อนไขของ ข้อ ๒๗ ของสัญญาสัมปทาน ว่าการจะบอกเลิกสัญญาด้วยเหตุผิดสัญญาต้องดําเนินการ ๑ ๒ ๓ ๔ ข้อ ๔ สุดท้ายนี่ บอกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วครับ ต้องออกเป็นจดหมายลงนามโดยภาครัฐก็คือคู่สัญญา ในวันนั้น เป็นคนบอกเลิกสัญญา แต่อย่างที่เรียนครับ เป็นโครงการรัฐบาลทุกอย่างต้องเข้า คณะรัฐมนตรี เผอิญไปถึงขั้นสุดท้ายที่คณะทํางานบอกเลิกสัญญา เขายกร่างหนังสือบอกเลิกสัญญาขึ้นมา เสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เพียงให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คู่สัญญาลงนาม ก็เกิดเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกันขึ้นมาอีก เปลี่ยนแปลงทางการเมืองกันขึ้นมาอีก เปลี่ยนแปลง ทางการเมือง เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เปลี่ยนรัฐบาล ทางกระทรวงคมนาคม ก็เปลี่ยนรัฐมนตรีใหม่ ๆ สด ๆ ร้อน ๆ แต่ว่าเผอิญในช่วงนั้นที่ผมเรียนว่าคู่สัญญาโผล่ เข้ามาใหม่อีกคู่หนึ่งก็คือการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งมาได้อย่างไรไม่ทราบนั้น ปรากฏว่า ในช่วงนั้นคนที่กํากับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทยคือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม ไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการ แต่ว่าก่อนหน้านั้นที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการเป็นคนกํากับดูแล และคณะทํางานบอกเลิกสัญญาเขาก็ทํางานประสานกับรัฐมนตรีว่าการมาทุกรัฐบาล มาตั้งแต่ต้นมาจนปีนั้น เขาก็ไม่ทราบครับ พอเขาทําเสร็จ ทําหนังสือบอกเลิกเสร็จ เขาก็เลยเสนอมาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเหมือนเดิมว่า บัดนี้คณะทํางานทําตาม มติ ครม. ที่ผ่านมาเสร็จแล้ว ยกร่างหนังสือมาให้บอกเลิกสัญญาด้วยวิธีปฏิบัติ ด้วยวิธี ผิดสัญญาเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เพียงให้ท่านลงนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวง คมนาคมดูแล้วก็ต้องให้ ครม. อนุมัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจึงนําเรื่องนี้ เข้าคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๐ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ไป บอกเลิกสัญญาด้วยเหตุผิดสัญญาตามหนังสือที่คณะทํางานบอกเลิกสัญญาแจ้งมา คณะรัฐมนตรีก็มีมติ วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๐ ให้กระทรวงคมนาคมบอกเลิกสัญญา ตามหนังสือที่คณะทํางานบอกเลิกสัญญายกร่างมาได้ เรื่องควรจะจบตรงนี้ครับ แต่ที่ไม่จบ และมีเรื่องมาวันนี้เพราะว่าก่อนวันที่ ๒๓ ที่มีการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ประมาณ วันที่ ๒๑-๒๒ ธันวาคม ล่วงหน้าก่อนนั้นวันสองวัน อยู่ดี ๆ มีนิติกร ระดับ ๙ ของกระทรวง คมนาคมวิ่งไปบอกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม บอกว่า ๑ ในคณะทํางานซึ่งเป็น ตัวแทนจากอัยการโทรศัพท์นะครับ โทรศัพท์แจ้งมาด้วยวาจาว่าที่ไปบอกเลิก จะบอกเลิก สัญญาด้วยเหตุผิดสัญญาไม่เอา ให้บอกใหม่ ให้บอกว่าให้บอกเลิกสัญญาด้วยเหตุ ทางกฎหมาย มีการประชุมหารือกันที่กระทรวงคมนาคม ตั้งแต่วันที่ ๒๒ ก่อนประชุม ครม. วันที่ ๒๓ ด้วยว่า ทาง ๑ ในคณะนั้นบอกมาทางโทรศัพท์ซึ่งเป็นไปได้อย่างไรครับ ทางโทรศัพท์ แต่ก็เป็นไปแล้ว มีการประชุมหารือกันใหม่แล้ว แต่วันที่ ๒๓ ธันวาคม คณะรัฐมนตรีมีมติไปแล้วว่าให้บอกเลิกสัญญาด้วยวิธีผิดสัญญาเราจะได้ไม่เสียเปรียบ ปรากฏว่าหลังจากวันนั้นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้นก็ทําเรื่องขอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เอาเรื่องกลับเข้าคณะรัฐมนตรีใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อยกเลิก มติเก่าและออกมติใหม่ว่าให้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามกฎหมาย คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ เรื่องนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๑ ยกเลิกมติเดิมและเปลี่ยนมติใหม่ว่า ให้เลิกสัญญาด้วยสิทธิตามกฎหมายและมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญา วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ ว่าเลิกแล้วนะกับโฮปเวลล์โดยสิทธิตามกฎหมาย ตรงนี้แหละครับที่เป็นประเด็น เพราะพอบอกเลิกอย่างนี้ปั๊บ หลังจากนั้นไม่นานโฮปเวลล์ยื่นสิทธิเรียกร้องขอเงินคืนทั้งหมดเลย เพราะว่าผลของการบอกเลิกตรงนี้ทําให้เขามีสิทธิตามมาตรา ๓๙๑ ของประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์กลับคืนสู่สถานะเดิม แปลว่าอะไรที่เขาเคยจ่ายไปในโครงการนี้ต้องคืนเขาหมด ไม่ต้องมาพิจารณาเรื่องผิดสัญญาหรือไม่ผิดแล้ว เพราะเป็นผลทางกฎหมาย เงินที่บริษัท โฮปเวลล์ อ้างว่าจ่ายไป ณ วันนั้นมี ๒ ก้อนใหญ่ ๆ ก้อนที่ ๑ ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เป็นเรื่องมัดจําสัญญา เป็นเรื่องประกันสัญญา เป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ก้อนที่ ๒ เป็นเงิน ประมาณ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนี้อ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการหล่อตอม่ออนุสาวรีย์ นั่นแหละครับ แล้วก็โครงการต่าง ๆ ทั้งหมด ๒ ส่วน รวมเป็นเงินประมาณ ๑๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เรียกร้องมาเลยครับ ทางกระทรวงคมนาคม ก็ปฏิเสธไม่จ่าย สุดท้ายจึงเป็นเหตุให้ทางโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ไปยื่นเรื่องต่ออนุญาโตตุลาการ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗ บอกเลิกสัญญา วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ ไปใช้สิทธิยื่น อนุญาโตตุลาการ ปี ๒๕๔๗ ๖ ปีให้หลัง ไปใช้สิทธิเรียกเงินจํานวน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท บวก ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมเป็น ๑๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท คืนจากกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย เพราะบอกเลิกด้วยเหตุตามกฎหมาย เขามีสิทธิเรียกตาม มาตรา ๓๓๑ การรถไฟแห่งประเทศไทยกับกระทรวงคมนาคมก็ต่อสู้เป็นประเด็นที่ ๑ บอกว่าคดีนี้ขาดอายุความ เพราะว่านี่เป็นคดีปกครอง เป็นสัญญาทางปกครอง วันนั้น มีกฎหมายวิธีจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บังคับใช้แล้ว อายุความ ๑ ปี นับแต่วันรู้หรือควรจะรู้ เพราะฉะนั้นอนุญาโตตุลาการไม่มีอํานาจที่จะรับ พิจารณาชี้ขาดข้อพิพาทอันนี้ได้ เพราะว่าเกิน ๑ ปี ตามกฎหมายแล้ว เหตุบอกเลิกสัญญา วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ เพราะฉะนั้นวันที่รู้หรือควรจะรู้สิทธิที่จะต้องใช้สิทธิเริ่มนับ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ การที่คุณมายื่นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๗ นั้น เลย ๑ ปี นับแต่วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ แล้ว นี่เป็นประเด็นที่ ๑ ที่เราต่อสู้ ประเด็นที่ ๒ เราต่อสู้ บอกว่าเงินที่คุณเรียกมา ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นฟังแค่นี้ก็น่าจะทราบ ว่าประเด็นพิพาทมีง่าย ๆ ๒ ประเด็นเอง ประเด็นที่ ๑ อายุความขาดไหม ประเด็นที่ ๒ จะต้องใช้จ่ายเงินกันคืนจริงหรือเปล่า ถ้าจริงใช้เท่าไร ต้องกําหนดประเด็นพิพาท ๒ ข้อนี้ ง่าย ๆ ปรากกว่าอนุญาโตตุลาการในกรณีนี้ไม่ทราบพิจารณาอย่างไร ไม่กําหนดประเด็น ไม่มีการกําหนดประเด็นข้อพิพาท เมื่อไม่กําหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วนําสืบกันอย่างไร โดยเฉพาะตอนจะต้องมาพิสูจน์ว่าเงินที่เรียกคืน ๒,๐๐๐ ล้านบาท บวก ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาทยังพอเข้าใจเพราะมีหลักฐานชัดเรื่องเงินประกัน แต่ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท จะพิสูจน์กันอย่างไร ไม่กําหนด ปรากฏว่าวินิจฉัยเลย วินิจฉัยที่ ๑ บอกว่าคดีนี้ไม่ขาดอายุความ ยังอยู่ในอายุความ ถามว่าทําไมยังอยู่ บอกว่าอายุความ ๑๐ ปี ทําไม ๑๐ ปี เป็นอายุความทางแพ่ง ในเมื่อคดีนี้เป็นคดีปกครองคุณต้องใช้อายุความปกครอง ทางกฎหมายวิธีปกครอง ไม่ใช่ไปใช้อายุความตามกฎหมายแพ่ง คุณต้องใช้ ๑ ปี ไม่ใช่ใช้ ๑๐ ปี อนุญาโตตุลาการบอกใช้ ๑๐ ปี ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสัญญาปกครองไม่ใช่สัญญาทางแพ่ง จึงบอกว่าไม่ขาดฉันมีอํานาจพิจารณาชี้ขาดวินิจฉัยได้ ประเด็นที่ ๒ ปรากฏว่าจะใช้เท่าไรล่ะ โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) หอบใบเสร็จรับเงินเป็นลัง ๆ เลยเรื่องจริง หอบใบเสร็จรับเงินเป็นเงิน เบ็ดเสร็จ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่อย่างไรที่ฉันจ่ายไปต้องมาคืนฉัน อีก ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท มีหลักฐานอยู่แล้วต้องคืนแน่ ๆ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท หอบใบเสร็จมาครับ แต่ปรากฏว่า ไม่เคยมีการนําสืบพิสูจน์ชี้แจงกันว่าใบเสร็จ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถูกต้องหรือเปล่า แต่ว่า อนุญาโตตุลาการชี้ขาดมาเลย เอาไปเท่ากัน ๙,๐๐๐ ล้านบาท มันผิดหลักกระบวนพิจารณา ชี้ขาดคดี ชี้มาเลย ๙,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลข ๙,๐๐๐ ล้านบาท ที่อนุญาโตตุลาการชี้มา ไม่มีที่มาที่ไปว่าวินิจฉัยจากหลักฐานอะไร แต่อนุญาโตตุลาการบอกให้ไปเลย ๙,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเลขกลม ๆ ง่าย ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเอา ๙,๐๐๐ ล้านบาท ไปบวกกับ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทเศษ มันเลยกลายเป็น ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท บวกดอกเบี้ยเลยกลายเป็น ๑๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท พออนุญาโตตุลาการชี้มาแบบนี้ ทางกระทรวงคมนาคมกับการรถไฟแห่งประเทศไทยก็บอก ไม่ได้ ผิดแล้ว อายุความมันก็ขาด คุณไปชี้ ๑๐ ปีไม่ได้ เงินตรงนี้ก็ยังไม่ได้พิสูจน์ กระทรวง คมนาคมกับการรถไฟแห่งประเทศไทยเลยยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่เรียกว่า ศาลปกครองกลาง ปรากฏว่าศาลปกครองชั้นต้นหรือศาลปกครองกลางวินิจฉัยประเด็นที่ ๑ ก่อนเลยเพราะเป็นหัวใจก็คือเรื่องอายุความ ปรากฏว่าศาลปกครองชั้นต้นก็ถูกครึ่งหนึ่ง ผิดครึ่งหนึ่ง ถูกครึ่งหนึ่งตรงบอกว่าคดีนี้ขาดอยู่ความ เมื่อขาดอายุความแล้วนี่อนุญาโตตุลาการ ไม่มีสิทธิพิจารณาวินิจฉัย เพราะฉะนั้นคําวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการจึงไม่มีผลบังคับ ไม่ต้องไปพูดถึงแล้ว จบคดี ตรงนี้ถูก แต่ผิดตรงที่ว่าเผอิญศาลชั้นต้นไปนับอายุความผิดอีก ผมเรียนแล้วว่าอายุความทางปกครองเมื่อปี ๒๕๔๗ ตามกฎหมายเก่ามัน ๑ ปีนะครับ ๑ ปีนับแต่วันรู้หรือควรรู้ มาแก้ไขเอาปี ๒๕๕๑ เป็น ๕ ปี เพราะฉะนั้นวันที่เขายื่นต่อ อนุญาโตตุลาการ ยื่นเมื่อปี ๒๕๔๗ จึงต้องใช้อายุความเดิมคือ ๑ ปี แต่ว่าทางศาลปกครอง ชั้นต้นไปเอา ๕ ปีครับ ตามกฎหมายปี ๒๕๕๑ อันนี้เข้าใจผิดครับ เพราะอะไร ประเด็น แห่งคดีที่ขึ้นศาลปกครองเขาไม่ได้วินิจฉัยว่าคดีที่ขึ้นศาลปกครองขาดอายุความหรือเปล่า เพราะถ้าประเด็นบอกว่าขึ้นศาลปกครองขาดอายุความหรือเปล่า ถูกต้องแล้วใช้อายุความ ๕ ปี ปี ๒๕๕๑ แต่ประเด็นนี้บอกไม่ใช่ เขาบอกอายุความเมื่อปี ๒๕๔๗ เพราะฉะนั้น ศาลปกครองต้องเอาอายุความของกฎหมายเก่าคือ ๑ ปี ๑ ปีนับแต่วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ ๑ ปี บวกปี ๒๕๔๑ ก็คือปี ๒๕๔๒ แต่ว่าศาลปกครองชั้นต้นตรงนี้ไปเอา ๕ ปี ตามกฎหมายที่แก้ไขมาใช้ แต่เผอิญโชคดีอย่างไรครับ เอา ๕ ปีไปบวกปี ๒๕๔๑ เลยเป็น ปี ๒๕๔๖ เมื่อเป็นปี ๒๕๔๖ คุณมายื่น ปี ๒๕๔๗ ศาลปกครองชั้นต้นเลยบอก ขาดอายุความ เห็นไหมครับ ที่นี้พอเป็นอย่างนี้ปั๊บ ทางโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ก็ไม่พอใจ ก็อุทธรณ์ไปที่ศาลปกครองสูงสุด ว่าคดีนี้ยังไม่ขาดอายุความ ต้องจ่ายเงินเขา ต้องเข้าใจ ตรงนี้ก่อนนะครับว่าศาลปกครองชั้นต้นพอบอกว่าขาดอายุความก็ไม่ไปพิจารณาวินิจฉัย เรื่องเงินเลยครับ เพราะเมื่อขาดแล้วก็ไม่ต้องไปพูดเรื่องเงินแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องจํานวนเงิน ที่ถูกต้อง เป็นครั้งที่ ๒ แล้วนะครับที่ไม่เคยได้รับการพิจารณาวินิจฉัย ไม่เคยเอา พยานหลักฐานมาพิสูจน์เอามาดูกัน อนุญาโตตุลาการก็ไม่ได้ดู พอมาศาลปกครองชั้นต้น ก็ไม่ได้ดูอีกเพราะบอกว่าขาดอายุความไม่ต้องดูแล้ว ไม่ต้องพูดถึงแล้ว ทีนี้พอมาตรงนี้ โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) เขาก็เลยอุทธรณ์ไปที่ศาลปกครองสูงสุดบอกยังไม่ขาดอายุความ ตรงนี้ล่ะครับมีเหตุพิสดารเกิดขึ้นมาอีก สุดท้ายศาลปกครองสูงสุดบอกไม่ขาดอายุความ จริง ๆ ครับ มันเป็นไปได้อย่างไรครับ มันเป็นไปได้อย่างไรว่ามันไม่ขาดอายุความ ก็ในเมื่อ อายุความประเด็นเขาบอกว่าปี ๒๕๔๗ ยื่นเรื่องต่ออนุญาโตตุลาการ ปี ๒๕๔๗ มันขาดแล้ว อายุความมันควรจะใช้แค่ ๑ ปี แต่ว่าศาลปกครองชั้นต้นไปเอา ๕ ปี อย่างไรบวกก็ยังขาด ใช่ไหมครับ ปี ๒๕๔๑ บวก ๕ มันเป็นปี ๒๕๔๖ ขาดอายุความ มันจะไม่ขาดได้อย่างไร ศาลปกครองสูงสุดบอกไม่ขาด ทําไมไม่ขาดครับ ศาลปกครองสูงสุดบอกว่าเผอิญมีมติ ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ ๑๘/๒๕๔๕ บอกว่าการเริ่มนับอายุความ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดเปิดทําการเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๔๔ เป็นไปได้อย่างไร กฎหมายเขียนไว้ว่าให้เริ่มนับตั้งแต่วันรู้หรือควรรู้ คุณจะเป็นศาล คุณเป็นใคร คุณมีอํานาจ อย่างไรคุณก็ต้องทําตามกฎหมายครับ แต่คุณไม่มีสิทธิมาเขียนกฎหมายใหม่ แต่คุณไปลงมติ บอกว่าไม่เอา ฉันจะนับตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทําการคือมีนาคม ๒๕๔๔ เพราะฉะนั้น เมื่อเอา ๕ ปีไปเป็นบวกปี ๒๕๔๔ เลยเป็นปี ๒๕๔๙ อย่างไรครับ ก็เลยบอกไม่ขาดอายุความ แต่ประเด็นก็คือปี ๒๕๔๙ มาอย่างไร มาจากคุณเอา ๕ ไปบวกปี ๒๕๔๔ แต่ปี ๒๕๔๔ มาอย่างไร มาจากมติของพวกเขาเอง ไม่ใช่มาจากสภาที่พวกเราทําหน้าที่ออกกฎหมายครับ ถ้าเขาเห็นว่าไม่ถูกต้องเขาต้องเสนอให้แก้กฎหมายสิครับ ไม่ใช่ไปออกมติกันเองว่าฉันจะไม่นับตามที่กฎหมายบอกว่ารู้หรือควรรู้ ฉันจะเอาวันที่ ศาลฉันเปิดทําการ มันมีที่ไหนครับ นี่ประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ เอาล่ะครับ ถึงแม้คุณจะบอกว่า ไม่ขาดอายุความ ตามหลักนิติธรรมคุณควรจะส่งเรื่องนี้กลับไปศาลปกครองชั้นต้น ให้เขา พิจารณาวินิจฉัยใหม่ใช่ไหมครับ เขาต้องส่งกลับไปให้พิจารณาวินิจฉัยใหม่ โดยเฉพาะ ในประเด็นที่ยังไม่ได้พิจารณาคือประเด็นอะไรครับ เรื่องเงินอย่างไรครับ แต่กรณีนี้ไม่ส่งกลับ ชี้ขาดเลยว่าให้จ่ายเลย เพราะฉะนั้นสรุปแล้วเงินที่บอกว่าให้จ่ายหมื่นกว่าล้านบาท ไม่เคย ได้รับการวินิจฉัยและเอาพยานหลักฐานมาพิจารณากันเลย ผิดหลักนิติธรรม ปรากฏว่า หลังจากเกิดเรื่องคราวนี้ก็เป็นครั้งแรกในรอบ ๓๐ ปี ความจริงไม่ถึงเพราะนับตั้งแต่ปีที่ เขายื่นคือปี ๒๕๔๗ ก็นับแต่นั้นมาก็ ๒๕ ปี ที่อะไรครับ ที่กระทรวงคมนาคมกับการรถไฟ แห่งประเทศไทยไปงัดเอาสําเนาใบเสร็จรับเงินที่เคยถูกเรียกร้องเอามานั่งตรวจ เอามาตรวจ กันแล้วปรากฏว่าที่เรียกร้องมา ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ประมาณเกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นใบเสร็จโครงการอะไรก็ไม่ทราบ ไม่เกี่ยวกับโครงการนี้เลย ส่วนอีก ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาท เป็นใบเสร็จซึ่งยังไม่สามารถยืนยันรับรองได้เพราะไม่เป็นไปตามข้อตกลง เพราะฉะนั้น ที่เรียกร้องเป็นใบเสร็จมาหมื่นกว่าล้านบาทใช้ได้แน่ ๆ แค่ ๑,๗๓๒ ล้านบาทเท่านั้นเอง เพิ่งมาตรวจพบกันครั้งนี้แหละครับ แต่ว่าทั้งหมดที่ผมเรียนนี่มีตัวละครประหลาดอยู่ไม่กี่คน หรอกครับ ที่เป็นคนเดินงานทั้งหมดตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ มาจนปัจจุบันเลย สิ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้น มีคนดําเนินการอยู่เบื้องหลังที่ทําให้ผลมันออกมาแบบนี้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นคณะทํางาน ของเราก็จึงทํารายงานนี้ส่งไปที่ทางคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชนที่อนุมัติตั้งให้เราไปทําการศึกษา เราก็ส่งไปพร้อมกับให้ข้อสังเกตว่าเรื่องนี้ ควรจะส่งเรื่องไปให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไขเรื่องของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการให้มี ความละเอียดชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะขั้นตอนและวิธีการในการปฏิบัติงานของสํานักงาน อนุญาโตตุลาการ ผู้ที่จะทําหน้าที่อนุญาโตตุลาการและอายุความ การรับพิจารณารับข้อพิพาท ของคณะอนุญาโตตุลาการในประเด็นระหว่างสัญญาทางแพ่งและสัญญาทางปกครอง ให้ชัดเจน รวมทั้งให้แก้ไขพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่อกําหนดให้อํานาจหน้าที่ของผู้บริหารศาลปกครองและที่ประชุมใหญ่ ของตุลาการศาลปกครองสูงสุดในการออกระเบียบ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ของตุลาการศาลปกครองจะต้องไม่เป็นการขัดหรือแย้งหรือมีลักษณะที่เสมือนหนึ่งเป็นการ แก้ไขหลักเกณฑ์ของกฎหมายในพระราชบัญญัตินั้นเอง ข้อ ๒ ก็ขอให้มีการปรับปรุง หลักเกณฑ์การทํางานของสํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวกับการติดตาม การปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี แล้วก็ข้อ ๓ คณะกรรมาธิการพบว่ามีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเบื้องต้นที่เป็นพิรุธบ่งชี้ให้น่าเชื่อว่ามีการกระทําอันมีลักษณะเป็นการทุจริต ประพฤติมิชอบของผู้เกี่ยวข้องโครงการโฮปเวลล์มาตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน ทั้งภาคการเมือง ภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งอาจมีผลต่อความผูกพันตามสัญญาสัมปทานโครงการโฮปเวลล์ และการปฏิบัติตามคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดยเฉพาะการตรวจสอบและทบทวน จํานวนเงินค่าใช้จ่ายในการดําเนินการโครงการโฮปเวลล์ ของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด อ้างอิงและนํามา ประกอบคําเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการให้มีความถูกต้อง เนื่องจากพบว่าการรถไฟ แห่งประเทศไทยทําการตรวจสอบแล้วปรากฏว่ามีจํานวนเงินตามใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องเพียง ๑,๗๓๒ ล้านบาทเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของแผ่นดินและประชาชน คณะกรรมาธิการขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาดําเนินการตามกฎหมายกับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด และบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยควรที่จะให้หน่วยงานภาครัฐ ที่มีอํานาจหน้าที่ดําเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานต่าง ๆ และดําเนินการตามกฎหมายต่าง ๆ กับผู้กระทําผิด หากพบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ที่เพียงพอต่อไปโดยด่วน และควรให้กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีโครงการโฮปเวลล์ทั้งหมดตรวจสอบและทบทวนการดําเนินการต่าง ๆ ของตนเองว่ามีข้อบกพร่องหรือผิดพลาดประการใดบ้าง และให้หน่วยงานดังกล่าวดําเนินการ แก้ไขข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดนั้นโดยด่วนที่สุด ผมเรียนนะครับ ที่เรียนอย่างนี้เพราะว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด จดทะเบียน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายผลเป็นโมฆะ แปลว่ากระบวนการทั้งหมด แม้แต่คําพิพากษา ศาลปกครองก็โมฆะด้วย เพราะการที่เขายื่นคําร้องหรือยื่นฟ้องเราทั้งหมดทําไม่ได้ ตามกฎหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่สามารถชําระเงินได้ เพราะเป็นคําพิพากษา ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ตัวคําพิพากษานะครับ คนที่เขายื่นฟ้องไม่ได้มีอํานาจฟ้อง ขอบคุณท่านประธานครับ