ระวี มาศฉมาดล หารือกรณีโครงการโฮปเวลล์ โดยตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการอนุมัติโครงการ การเปลี่ยนแปลงขอบเขตมติคณะรัฐมนตรี การเสนอราคาโดยบริษัทต่างชาติที่ขัดประกาศห้ามประกอบธุรกิจขนส่ง และความชอบของสัญญาที่ทำกับบริษัทลูกในประเทศไทย ซึ่งอาจถือเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ วันนี้ กระผมจะขออนุญาตที่มาอภิปรายตํานานโฮปเวลล์ ๓๑ ปีสําหรับตํานานโฮปเวลล์ ประเด็น อยู่ที่ว่าจะจบเป็นแค่บทเรียนของประเทศไทย หรือจะเป็นอภิมหาค่าโง่ ประเด็นปัญหา โฮปเวลล์เกิดขึ้นเมื่อไร ความชัดเจนก็คือมติ ครม. วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๒ กําหนด ให้มีการก่อสร้างรถไฟยกระดับ ๓ ช่วง ระยะทาง ๑๓ กิโลเมตรเท่านั้น ปรากฏว่าจาก วันที่ ๑๙ กันยายนเพียงไม่กี่วัน วันที่ ๖ ตุลาคม ท่านมนตรี พงษ์พานิช อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม ตั้งคณะกรรมการพิจารณาโครงการลงทุนทางด่วนยกระดับ แต่เปลี่ยนไปแล้ว รถไฟและรถยนต์ ทั้ง ๆ ที่มติ ครม. เขียนรถไฟอย่างเดียว นอกจากนั้นไม่พอ ๔ วัน หลังจาก ตั้งคณะกรรมการ ๔ วันเท่านั้น วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๒ คณะกรรมการประชุมนัดเดียวจบ มีมติให้ตั้งโครงการก่อสร้าง ชั้น ๑ เป็นรถไฟ ชั้น ๒ เป็นรถยนต์ จาก ๓ ช่วง เปลี่ยนเป็น ๔ ช่วง ระยะทางจาก ๑๓ กิโลเมตร กลายเป็น ๒๓.๓ กิโลเมตร แสดงว่ามติ ครม. ไม่มี ความหมายครับ เท่านั้นไม่พอนะครับ จากวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๒ รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๖ วันเท่านั้น ประกาศขายซองได้แล้วครับ ถ้าสมัยนี้ทําแบบนี้ต้องสุดยอด ดังนั้นวันที่ ๑๖ ตุลาคมขายซองซึ่งมีบริษัทมาซื้อ ๔ ซอง จากนั้นวันที่ ๑๕ มกราคม มีการยื่นซอง บริษัทเดียวครับ คือบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) หลังจากนั้นก็มีประเด็นว่า บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) ที่มายื่นเป็นโมฆะหรือไม่ เพราะการยื่นครั้งนี้มีจุดที่ น่าสงสัยว่าจะเป็นโมฆะ อันแรกคือ ผิดระเบียบพัสดุ ปี ๒๕๒๑ เพราะเสนอราคาเจ้าเดียว ถ้าตามกฎหมายต้องยุติแล้วเปิดประมูลยื่นซองใหม่ แต่อันนี้ต่อเลยครับ ๒. คือเสนอเกิน ทีโออาร์ (TOR) และมติ ครม. เมื่อสักครู่บอกนะครับ ๔ ช่วง ขยายจาก ๑๓ กิโลเมตร เป็น ๒๓.๓ กิโลเมตร แต่ว่าในการยื่นซองยื่นเป็น ๗ ช่วง เป็น ๖๓.๓ กิโลเมตร และมีประเด็น สําคัญนี้ว่า บริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) เป็นนิติบุคคลต่างด้าว ณ ตอนนั้น ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๑ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ มีบัญชีขอระบุชัดเจนว่า ห้ามนิติบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจขนส่งทางบก แต่โฮปเวลล์เป็นนิติบุคคลชัดเจน และไม่ได้ยื่นขออนุญาตตามที่ท่านพีระพันธุ์ได้ให้ข้อมูลนะครับ ไม่ได้ยื่นขออนุญาตยกเว้น ดังนั้นก็เป็นประเด็นที่ว่าน่าจะโมฆะตั้งแต่การยื่นซองแล้วครับ ต่อมามติ ครม. วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ ตกลงให้กระทรวงคมนาคมไปทําสัญญากับบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) ซึ่งก็มีประเด็นนะครับว่าให้ทํากับบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) แต่ตอนนั้น ยังไม่มีชื่อคําว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เลย คราวนี้สังเกตนะครับว่ามติ ครม. ให้ไปทําสัญญาวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๓ แต่ปรากฏว่า การเซ็นสัญญาถ้าปกติ เดือนมิถุนายน ๒๕๓๓ ถัดไปอีกประมาณเดือนหนึ่งต้องเซ็นสัญญาแล้วปรากฏว่าไม่เซ็น เพราะว่าบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) เป็นนิติบุคคลที่ไม่สามารถประกอบธุรกิจ ขนส่งได้ ก็มีการยื้อกันครับ ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ยื้อกันอยู่ ๔-๕ เดือน แต่ปรากฏว่าบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ก็เป็นนิติบุคคลต่างด้าวเหมือนเดิม เพราะอะไรครับ เพราะจํานวนหุ้น กับจํานวนผู้ถือหุ้นทั้ง ๒ เงื่อนไข ต่างด้าวเกินครึ่งหนึ่งครับ และวัตถุประสงค์ข้อแรกก็คือ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ทําธุรกิจเดินรถไฟชุมชน เพราะฉะนั้นแสดงว่า ก็ผิดประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๘๑ ดังนั้น บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เอง ก็ไม่สามารถที่จะประกอบธุรกิจขนส่งทางบกได้เช่นกัน ก็เป็นประเด็นว่าการจดทะเบียน วันที่ ๕ พฤศจิกายน ผิดกฎหมายหรือไม่ ขั้นต่อมาพอจดทะเบียนบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เสร็จ วันที่ ๕ พฤศจิกายนปั๊บ วันที่ ๙ ทําสัญญาเลย ก็มีกระทรวง คมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เป็นผู้เซ็น ก็มีประเด็นว่าเป็นโมฆะหรือไม่ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ที่ทําสัญญา ประเด็นที่ น่าสงสัยจะเป็นโมฆะก็คือ ๑. จดทะเบียนบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด น่าจะเป็นโมฆะ ๒. ครม. อนุมัติให้ทําสัญญากับบริษัท โฮปเวลล์ โฮลดิ้ง จํากัด (ฮ่องกง) แต่นี่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เป็นคนทําสัญญา ๓. คือการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ได้มีในมติ ให้มาเซ็นสัญญาด้วย ก็เป็นการลงนามโดยพลการหรือไม่ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าสงสัยว่า สัญญานี้เป็นโมฆะตั้งแต่เริ่มต้น แต่หลังจากทําสัญญาแล้วอะไรเกิดขึ้น บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ไม่ทําอะไรครับ ในสมัยต่อมา ท่านวินัย สมพงษ์ ก็เข้ามาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็เรียก บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด มาเจรจา เร่งรัดให้ทํางาน ปรากฏว่าการเจรจาครั้งนั้นเขาก็ตัดสินใจทําครับ ตอกเสาเข็ม หล่อพิพิธภัณฑ์ ตอม่อที่ให้คนไทยเห็นทั่วทั้งประเทศเป็นเสาคาอยู่อย่างนั้น หลังจากนั้นปรากฏว่าท่านวินัย สมพงษ์ ก็ออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็เป็น ครม. ชุดอื่นมาทํางานแทน บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ก็หยุดครับ ครม. หลายชุดก็มีการเร่งรัดให้ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ทํางาน แต่ก็ไม่ทํางานครับ ดังนั้นตั้งแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ที่เซ็นสัญญาก็ไม่ได้ทําอะไรมาก เพียงแต่หล่อตอม่อ หล่อเสาขึ้นเท่านั้น แล้วก็หยุดไป เพราะเบื้องลึกเป็นอย่างไรผมคิดว่าทุกคนก็รู้ว่าไม่คุ้มค่าการลงทุน ดังนั้นต่อมา ๓๐ กันยายน ๒๕๔๐ ครม. ก็มีมติว่าต้องบอกเลิกสัญญา บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด โดยให้เหตุผลว่าบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ผิดสัญญาข้อ ๒๗ ครับ และหลังจากนั้น วันที่ ๑๔ ตุลาคม ก็ตั้งกรรมการพิจารณาการบอกเลิกสัญญา ก็พอดีครับ พอตั้งกรรมการเสร็จ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ มีการเปลี่ยนรัฐบาลอีก พอเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ รัฐมนตรีคมนาคมคนใหม่ก็ยื่นเข้า ครม. อีกครั้งว่ายืนยันการบอกเลิกสัญญาตามการผิดสัญญา ของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ข้อ ๒๗ ดังนั้น ครม. มีมติย้ําอีกครั้งหนึ่งว่า ผิดสัญญา ข้อ ๒๗ เมื่อ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๐ ปรากฏว่าช่วงนั้นก็มีการล็อบบี (Lobby) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ผลักดันให้มีการเปลี่ยนเหตุในการบอกเลิกสัญญา เป็นบอกเลิกสัญญาตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต่อมา ครม. มีมติกลับอีกที วันที่ ๒๐ มกราคม ครม. ก็มีมติให้บอกเลิกสัญญาตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หลังจากนั้นวันที่ ๒๗ กระทรวงคมนาคมก็แจ้งยกเลิกสัญญากับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด คราวนี้ มีประเด็นที่ต่างกัน ๒ ประเด็น ผมขออนุญาตที่จะยกมาว่าการบอกเลิกโดยการแจ้งว่า เขาผิดสัญญา ข้อ ๒๗ กับแจ้งบอกเลิกสัญญาตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่างกันอย่างไร ข้อแรก การบอกเลิกสัญญาว่าบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ผิดสัญญา ข้อ ๒๗ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ต้องรับผิดชอบต่อภาครัฐฝ่ายเดียวครับ เพราะเขาเป็น ฝ่ายผิดสัญญา บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด จะเรียกค่าเสียหายจากรัฐไม่ได้ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด จะเรียกค่าใช้จ่ายงบอื่นที่จ่ายไปแล้วก็ไม่ได้ อันนี้คือ จุดสําคัญอยู่ที่จุดนี้ ส่วนการบอกเลิกด้วยเหตุกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คู่สัญญาทั้ง ๒ ฝ่าย จะกลับคืนสู่สถานะเดิมเหมือนก่อนมาเซ็นสัญญา ดังนั้นผลประโยชน์ที่รัฐได้ต้องส่งคืนให้ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ดังนั้นตรงนี้ล่ะครับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ก็สามารถจะเกิดประเด็นในการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายคืนมาได้จากรัฐ เช่นเดียวกันครับ ผลประโยชน์ที่ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ได้รับ ก็ต้องคืนให้รัฐ ซึ่งอันนี้ก็ไม่มี ประเด็นอะไรมาก จะเห็นข้อแตกต่างกัน แต่คําถามคือถ้ามันแตกต่างกันแบบนี้แล้วทําไม ครม. จึงเปลี่ยนเหตุในการบอกเลิกสัญญา อันนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันต้องดําเนินการต่อ ต่อไปก็คือหลังจากที่ได้มีการบอกเลิกสัญญาไปแล้ว บอกเลิกสัญญาในวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ ที่จริงแล้วบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ต้องเรียกร้องทันทีภายใน เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ปรากฏว่าไม่เรียกร้องครับ ผมคาดว่า ณ วันนั้นเขาอาจจะคิดว่า จบไปแล้ว ปรากฏว่าหลังจากนั้นเกือบ ๗ ปี วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด จึงยื่นหนังสือต่ออนุญาโตตุลาการเรียกร้องค่าเสียหาย ๑๔,๗๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็มีประเด็นว่าอายุความตาม พ.ร.บ. ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๕๑ กําหนดชัดเจนว่าอายุความ ๑ ปีนับจากวันที่รู้หรือควรรู้ อันนี้ก็เป็นประเด็น ที่อนุญาโตตุลาการต้องพิจารณา หลังจากที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ยื่นไป ๔ ปี ปี ๒๕๕๑ อนุญาโตตุลาการก็ชี้ขาดคดีออกมาว่าอนุญาโตตุลาการมีอํานาจรับข้อเสนอ และอายุความ ๑๐ ปี และตัดสินให้รัฐต้องจ่ายค่าเสียหาย ๙,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ สืบคดีเลยว่าเสียหายเท่าไรแน่นอน ต่อมาพอเกิดตัดสินอย่างนี้ปั๊บ ปี ๒๕๕๒ รัฐบาลก็ฟ้อง ศาลปกครองกลางให้ถอนคําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ หลังจากนั้นศาลปกครองกลางก็ได้มี คําพิพากษาเมื่อมีนาคม ๒๕๕๗ คือหลังจากที่รัฐยื่นเข้าสู่ศาลปกครองกลาง ๕ ปี ก็มีคําตัดสินว่า คําชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะอายุความ ๑ ปี พอตัดสินในเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๗ ปั๊บเดือนเมษายนเดือนถัดไป บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ก็ยื่น คําอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด หลังจากนั้นอีก ๕ ปีศาลปกครองสูงสุดก็ได้พิพากษาว่า รัฐต้องจ่ายเงินให้ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท นี่ก็คือจะจบลง ว่าเป็นตํานานอภิมหาค่าโง่ที่บัดซบที่สุดของประเทศไทย เพราะว่าเขาผิดสัญญาแน่นอน เขาไม่ก่อสร้างแน่นอน เพียงแต่เราบอกเลิกสัญญาให้ถูกต้อง ให้รัฐไม่ต้องเสียหาย แต่ทําไม เกิดเป็นแบบนี้ได้ ดังนั้นผมมีข้อเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีว่า ข้อ ๑ ท่านต้องดําเนินการ สอบสวนขยายผลข้อเท็จจริงทั้งหมดที่อาจจะทําให้เกิดการทุจริตมิชอบของผู้เกี่ยวข้อง ผมเสนอครับ ตั้งอาจารย์วิชา มหาคุณ มาเป็นหัวหน้าคณะทํางานดําเนินการสอบย้อนหลังเลย ข้อ ๒ ดําเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทําผิดในประเด็นนี้ แล้วก็ดําเนินการทางกฎหมายกับ ผู้กระทําผิดคือบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด ข้อ ๓ ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองสูงสุดใหม่ ด้วยข้อมูลใหม่ที่หามาได้ทั้งหมด ยื่นให้ศาลปกครองสูงสุดใหม่เพื่อที่จะพิจารณาตัดสินใหม่ว่า ประเทศไทยไม่ควรจะผิดในเรื่องนี้ ข้อต่อไปก็คือการแก้ไข พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ ซึ่งก็มี การยื่นญัตติ แล้วก็ยื่น พ.ร.บ. ที่จะแก้ไขในสภารอคิวอยู่ ข้อ ๕ แก้ไข พ.ร.บ. จัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อ ๖ ปรับปรุงการทํางานของ สํานักงานเลขาธิการ ครม. อันนี้เป็นข้อเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรี ผมก็เสนอต่อไปว่าบุคคล ที่ควรจะติดตามมาสอบสวน ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเสนอตั้งคณะกรรมการมาสอบสวน คนแรกคือเลขานุการของรัฐมนตรีมนตรี พงษ์พานิช เพราะรัฐมนตรีเสียชีวิตไปแล้ว เอาเลขานุการมาสอบสวนว่าคุณทําโครงการตอนแรกทําไมรวดเร็วมาก ทําอะไร อย่างไร มีการฮั้วกันอย่างไร ข้อ ๒ คณะกรรมการดําเนินโครงการโฮปเวลล์ เมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๓๒ เรียกกรรมการนี้มาสอบ ข้อ ๓ เจ้าหน้าที่กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ที่รับ จดทะเบียน บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จํากัด เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๓ ว่าจดทะเบียนได้อย่างถูกต้อง กรณีนี้มีชื่อครับ นางพิมลวรรณ คชเดช และคณะ