สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ชื่นชมบทบาทของกรรมาธิการวิสามัญที่ทำหน้าที่อย่างเป็นธรรมในการรับฟังและรายงานสถานการณ์การชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา โดยเน้นย้ำความจำเป็นของรัฐสภาในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตย พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งจากวาทกรรมที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ การเสนอรายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณามีมติให้รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชนในวันนี้ ทำให้ผมนึกถึงวันที่สภาของเราได้พิจารณาญัตติ ซึ่งเพื่อน สมาชิกจากหลายพรรคการเมืองได้เสนอญัตติเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้าสภา และเราได้มีการ พิจารณาไปเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นเวลาประมาณเดือนเศษ ผมคิดว่าวันนั้นหลายฝ่ายได้พูดกันชัดเจนว่ารู้สึกเป็นห่วงเป็นใย แล้วก็มีความกังวลต่อ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น แต่ทุกคนมีความรู้สึกร่วมกันว่าการออกมาชุมนุมก็ดี แสดงความคิดความเห็นก็ดี ของบรรดานักเรียน นิสิต นักศึกษานั้น เป็นลูกเป็นหลาน ของพวกเราเอง สมควรที่จะมีการรับฟังความคิดเห็นของเขา แล้วก็ระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์ ใด ๆ ที่จะทำให้มีความรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นกับลูกกับหลานของเราเอง ผมคิดว่าความตั้งใจ เบื้องต้นเหล่านี้เป็นความตั้งใจที่ดีนะครับ ในที่สุดแล้วสภาในวันนั้นก็มีมติว่าให้ตั้ง กรรมาธิการชุดนี้ขึ้น เพื่อที่จะไปรับฟังความคิดความเห็น ไปติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ แล้วก็ มีความคิดความเห็นกลับมารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ผมคิดว่าบทบาทตรงนี้สำคัญ เพราะว่าในปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นทุกครั้งนั้นผมเห็นด้วยกับท่านประธาน กรรมาธิการที่เอ่ยขึ้นเมื่อสักครู่ว่ารัฐสภาจะอยู่เฉยไม่ได้ ในเหตุการณ์นี้ก็เช่นเดียวกันครับ ญัตติที่เกิดขึ้นจนเป็นที่มาของคณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นการทำหน้าที่หรือบทบาทของสภา ผู้แทนราษฎรในฐานะปวงชนชาวไทยที่จะติดตามปรากฏการณ์การชุมนุมทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งของบรรดานักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เรามีการพิจารณา ญัตติกัน ซึ่งแน่นอนครับ การทำหน้าที่แบบนี้ เมื่ออ่านดูรายงานของคณะกรรมาธิการแล้ว โดยส่วนตัวผมมีความรู้สึกชื่นชมนะครับ แม้ว่าท่านบอกว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการที่ ไม่สมประกอบ แต่ผมเห็นความตั้งใจจากรายงานนี้ว่าท่านได้ตัดอคติ ความชอบ ไม่ชอบ ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกไปได้ นี่คือบทบาทของตัวแทนปวงชนชาวไทยครับ เพราะในประชาชนคน ไทยนั้นต้องยอมรับว่าต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเหตุการณ์ใดก็ตาม จะมีทั้งคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย การชุมนุมนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ก็จะมีตั้งแต่คนที่เห็นด้วยและคนที่ไม่เห็นด้วย บางคนอาจจะเห็นด้วยแค่บางประเด็น บางคนไม่เห็นด้วยทุกประเด็น หรือบางคนอาจจะ ไม่เห็นด้วยในทุก ๆ ประเด็นเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นบทบาทหน้าที่ของกรรมาธิการจะทำหน้าที่ อย่างหนึ่งก็คือไปดูว่าข้อเท็จจริงเกิดขึ้นอย่างไร แต่หน้าที่สำคัญของเขาก็คือการที่จะต้อง พิทักษ์รักษาสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ผมคิดว่าในรายงานของคณะกรรมาธิการนี้ ได้เขียนไว้ชัดถึงข้อสังเกตที่มีต่อหน่วยงานต่าง ๆ ที่รายงานต่อคณะกรรมาธิการว่าควรจะ มีบทบาทที่เหมาะสมอย่างไร ผมคิดว่านี่ถูกต้องแล้วครับ เพราะว่ารัฐสภาจะไปถือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ว่าเป็นพวก แล้วก็บอกว่าอีกฝ่ายหนึ่งทำผิดนั้นไม่ได้ครับ เช่นเดียวกันกับคณะกรรมาธิการชุดนี้ ถ้าเกิดว่ามีข้อกล่าวหากรรมาธิการชุดนี้ว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล นั่นแปลว่ามีอคติไม่เห็นด้วยกับ กลุ่มผู้ชุมนุม ผมว่ารายงานจะต้องออกมาอีกแบบหนึ่งอย่างแน่นอน แต่คณะกรรมาธิการชุดนี้ มีข้อสังเกตซึ่งเป็นข้อสังเกตที่เป็นจุดยืนประชาธิปไตยทั้งสิ้นนะครับ ผมอ่านครบทุก ๆ ความคิดเห็นของท่าน แม้แต่กระทั่งความคิดเห็นของท่านต่ออาจารย์ที่มา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งอาจารย์ท่านนี้ก็มีความคิดเห็นเอาไว้ที่ดี แล้วความคิดเห็น แบบเดียวกับของอาจารย์ธรรมศาสตร์ท่านนี้ก็อยู่ในความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการที่มีต่อ หน่วยงานต่าง ๆ อีกด้วย ผมคิดว่านั่นเป็นความถูกต้องที่สุดแล้วที่คณะกรรมาธิการชุดนี้พึงทำ เพราะฉะนั้นบรรยากาศที่เกิดขึ้นในสภาในการรับฟังรายงานฉบับนี้นั้นผมอยากให้พิเคราะห์ ดูจุดตรงนี้เป็นส่วนที่สำคัญ มากกว่าที่เราจะบอกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำถูกหรือทำผิด แต่บทบาทสภาจะต้องทำหน้าที่ในการทำให้พื้นที่แสดงความคิดความเห็นสิทธิเสรีภาพนั้น มันเกิดขึ้นได้และนิสิต นักศึกษา ประชาชนของเราได้รับการคุ้มครองอย่างถูกต้อง โดยหลักการของระบอบรัฐธรรมนูญ แต่ที่ผมกังวลก็คือว่ารายงานฉบับนี้รายงานต่อสภา เสร็จแล้วส่งไปยังรัฐบาลนั้นการชุมนุมยังไม่ได้จบลงนะครับ แล้วต้องยอมรับว่าการชุมนุม ระยะหลังนี้ไม่ได้มีแค่นักเรียน นิสิต นักศึกษาอย่างที่ปรากฏขึ้นตอนต้นเท่านั้น แต่เราเริ่ม มีกลุ่มความคิดต่าง ๆ มีการเข้าไปร่วมชุมนุมและนำเสนอความคิด รวมถึงในหลากหลาย การชุมนุมก็มีท่าทีหรือแนวโน้มที่เป็นการสร้างความคิดบางประการ ซึ่งอาจจะทำให้เกิด ความขัดแย้งอย่างที่เรียกว่าเป็นการสร้างวาทกรรมในเชิงที่เราเรียกว่าเฮตสปีช (Hate Speech) เกิดขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นรายงานกรรมาธิการชุดนี้อาจจะเป็นการตั้งหลักเบื้องต้น แต่รัฐสภาอาจจะต้องติดตามสถานการณ์นี้ต่อไป แนวโน้มการชุมนุมในเดือนกันยายนอาจจะ ขยายตัวมากขึ้น เราเองก็คงจะต้องติดตามต่อไปในฐานะสมาชิกของรัฐสภานี้ แต่จะต้อง วางตัวเป็นกลางแล้วดูว่าประชาชนนั้นมีทุกฝ่ายทุกความคิดเห็น แต่ทำอย่างไรให้ความคิดเห็น ที่หลากหลายนี้อยู่ในสังคมเดียวกันได้โดยไม่เกิดความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นจบรายงาน กรรมาธิการชุดนี้ไปแล้ว แต่ภารกิจในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราคงยัง ไม่จบลงครับ คงยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิดครับ ขอบคุณครับ