วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และมาตรา 116 เป็นเครื่องมือคุกคามประชาชนและนักเรียนนักศึกษา วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่บิดเบือนบทบาทของกฎหมายเพื่อกดดันผู้เห็นต่าง พร้อมเสนอให้ใช้มาตรา 200 ฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินคดีมิชอบ เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับในรายงานฉบับนี้เรื่องที่ผมยินดีมาก ๆ ก็คือว่า ผมอ่านเจอประโยคที่ว่า การคุกคามประชาชนและนักเรียนนักศึกษามีการเอา พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาเป็นเครื่องมือในการ คุกคาม จึงทำให้พวกเราพรรคก้าวไกลไม่เสียใจเลยครับ ที่ได้เคยแถลงการณ์เตือนรัฐบาลไว้ ว่าอย่าใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในการคุกคามประชาชนเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม วันนี้เราต้องยอมรับ ว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไม่ได้เอาไว้ควบคุมโรค แต่เป็นกลไกในการกดขี่ประชาชนของรัฐบาลนี้ แต่สิ่ง ๆ หนึ่งนอกจาก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน สิ่งที่ไม่ปรากฏในรายงานนี้ก็คือนวัตกรรมในการ คุกคามประชาชนที่รัฐบาลนี้รังสรรค์ขึ้นมา นั่นก็คือมาตรา ๑๑๖ จริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะว่ามาตรา ๑๑๖ หรือข้อหายุยงปลุกปั่นเป็นข้อหายอดฮิต (Hit) ที่ถูกเอามาใช้ตั้งแต่มีการทำรัฐประหารโดยกบฏ คสช. ในปี ๒๕๕๗ และใช้จนถึงปัจจุบัน โดยมีการกล่าวหาแก่ประชาชนที่แสดงความคิดเห็นในทางตรงกันข้ามกับรัฐบาลเรียกว่า จะทำกิจกรรมอะไร พูดอะไร แสดงสัญลักษณ์อะไรที่ไม่ถูกใจรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการ ชู ๓ นิ้ว ยกกระดาษเปล่า ผูกโบว์ขาว ร้องเพลงแร็ป (Rap) ทำกิจกรรมสันทนาการด่าตุ๊กตา อภิปรายถึงความล้มเหลวของรัฐบาลอย่างไร ก็จะถูกดำเนินด้วยมาตรา ๑๑๖ ยอดฮิต และถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อกระจัดกระจายทั่วประเทศ จนบั่นทอนความเป็นนิติรัฐของประเทศ ให้สูญสลายหายไปเรื่อย ๆ ผมตั้งคำถามครับ ประเทศที่มีประชาชนถูกดำเนินคดีด้วยข้อหา ยุยงปลุกปั่นทุกวันนี้ ประเทศนี้อยู่ไม่ได้แล้วครับ มีคนโดนมาตรา ๑๑๖ ทุกวัน ผมยืนยันครับ ว่าการพูดถึงข้อเรียกร้อง ๓ ข้อคือหยุดคุกคามประชาชนตั้ง ส.ส.ร. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับ ยุบสภา คืนอำนาจประชาชนภายใต้ ๒ จุดยืนคือไม่เอารัฐบาลแห่งชาติและไม่เอา รัฐประหาร และความฝันหนึ่งความฝันของพวกเขาคือการมีระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงเป็นมิ่งขวัญภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น จึงถือว่าเป็นการแสดงสิทธิและเสรีภาพของเขาที่ชอบตามมาตรา ๓๔ ของรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๖๐ ดังนั้นนะครับ สิ่งที่เขาเรียกร้องไม่ว่าจะเป็นการแก้ไข รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมกับพวกเขา เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง นายกรัฐมนตรี เปลี่ยนรัฐบาล เขาไม่ได้คุกคามใคร เขาไม่ได้ใช้การประทุษร้ายข่มขู่ใคร ทุกคนที่มาชุมนุมมาด้วยความสมัครใจ จึงไม่เข้าองค์ประกอบในมาตรา ๑๑๖ เลย คำถาม ต่อมาก็คือว่าทำไมต้องใช้มาตรา ๑๑๖ หรือข้อหายุยงปลุกปั่น เพราะข้อหานี้มีโทษจำคุก สูงสุดถึง ๗ ปี ตำรวจสามารถขอศาลออกหมายจับได้เลย โดยที่ไม่ต้องมีหมายเรียกและเงิน ประกันตัวก็สูงมากหลักแสนบาท นี่ละครับเป็นแทกติก (Tactic) ที่ใช้ในการคุกคาม ประชาชนคือสร้างภาระสร้างชนักปักหลังให้กับประชาชน นักเรียนนัก ศึกษาให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ของรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชุดนี้ รายงานฉบับนี้ไม่ได้พูดถึง และไม่ได้ให้คำแนะนำในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการปกป้องตนเอง คือการ ใช้มาตรา ๒๐๐ ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งวรรคสอง ผมขออนุญาตอ่านครับ ท่านประธานเขาระบุไว้ว่าอย่างนี้ ถ้าการกระทำของเจ้าพนักงานหรือไม่กระทำการเป็นการ เพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งหรือบุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น หรือต้องถูกบังคับ ตามวิธีการเพื่อความปลอดภัยผู้กระทำคือเจ้าพนักงาน ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ ๑ ปี ถึง ๒๐ ปี และปรับตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ บาท ที่ผ่านมาครับ ข้อกล่าวหาในมาตรา ๑๑๖ จากสถิติ พอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ก็มักจะสั่งไม่ฟ้องบ้าง จำหน่ายคดีบ้าง ยกฟ้องบ้าง นี่จึงเป็นหลักฐานโดยชัดแจ้งว่ามาตรา ๑๑๖ ถูกใช้เป็นเครื่องมือ ในการกลั่นแกล้งรังแกประชาชนของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยเหตุนี้ครับ นักเรียน นักศึกษา หรือประชาชน ที่ถูกแจ้งข้อหามาตรา ๑๑๖ คณะกรรมาธิการชุดนี้ควรจะ แนะนำว่าหากยืนยันว่าการแสดงสิทธิเสรีภาพเป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ ไม่มีการใช้ กำลังข่มขู่ผู้ใดให้มาร่วมชุมนุม หากถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาใน มาตรา ๑๑๖ ผู้ชุมนุมนักเรียน นักศึกษา ครับ ปรึกษาศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน หาทนายความครับ ไปฟ้องร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบโดยตรงเลยครับ และให้ฟ้องพ่วงด้วยมาตรา ๑๕๗ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเข้าไปด้วย อีกกระทงหนึ่ง แต่มาตรา ๒๐๐ นำไปก่อน เขาให้มาตรา ๑๑๖ มา เขาให้มาตรา ๑๑๖ เราคืนไป ๒๐๐ ไม่ต้องทอน ที่ผ่านมาครับ พนักงานสอบสวนผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ คนหนึ่งที่จังหวัดพิษณุโลก เขาบอกว่าอะไรครับ มาตรา ๑๑๖ รับไปก่อน เดี๋ยวศาลก็ยก นี่ครับทัศนคติของตำรวจเป็นอย่างนี้ ผมก็เลยบอกว่าท่านก็รับมาตรา ๒๐๐ ไปด้วย เดี๋ยวศาลก็อาจจะยกเหมือนกัน โกรธครับ คราวนี้ผมยืนยันครับ ที่ผ่านมาตำรวจมักจะเอา มาตรา ๑๑๖ ให้ไปเป็นชนักปักหลังสร้างความวุ่นวายให้กับประชาชน เพราะต่อให้ได้รับ การประกันตัวก็ต้องมารายงานตัว ต้องถูกเรียกมาสอบเพิ่มเติมขึ้นโรงขึ้นศาลเสียเวลา มากมาย ดังนั้นแจ้งความเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ที่มาจับกุมด้วยมาตรา ๒๐๐ พ่วงมาตรา ๑๕๗ ไปเลย ให้ตำรวจได้มีภาระในการพิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรมเช่นกัน ถ้าสถิติบอก มาตรา ๑๑๖ ยกเป็นส่วนใหญ่ คราวนี้พอยกเมื่อไรมาตรา ๒๐๐ ก็เดินทันทีเพื่อจะได้สร้าง บรรทัดฐานของกระบวนการที่ทำเพื่อไม่ให้เจ้าพนักงานสอบสวนและ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจบาตรใหญ่เอามาตรา ๑๑๖ กดหัวประชาชนไม่จบไม่สิ้นแบบนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะอ้างกับผมเสมอนายสั่งมา ผมก็ฝากท่านประธานไปยังตำรวจทุกคนว่า ถ้าท่านโดนมาตรา ๒๐๐ มีผลแน่ ๆ กับหน้าที่การงานของท่าน และนายท่านก็ต้องย้ายไป ต้องเกษียณไป นายใหม่มาจะดูแลท่านหรือไม่ และอย่างไรก็ตาม เมื่อคดีเข้าสู่ศาลอาญา คดี ทุจริตและประพฤติมิชอบ ต่อให้นายท่านเป็นใครก็ช่วยเหลือท่านไม่ได้ ผมยืนยันว่า รายงานฉบับนี้ควรเพิ่มเติมว่าพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ควรใช้มาตรา ๑๑๖ ในการ คุกคามประชาชนแบบนี้ต่อไป และแนะนำให้ประชาชนทุกคนที่โดนมาตรา ๑๑๖ ให้คืน มาตรา ๒๐๐ กลับไปที่ตำรวจทุกผู้ทุกนาย และให้กระบวนการยุติธรรมสร้างบรรทัดฐานเพื่อ ยุติการใช้มาตรา ๑๑๖ ในการกดหัวประชาชนทั่วทั้งประเทศอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ขอบพระคุณครับ