ณัฐวุฒิ บัวประทุม ชื่นชมความรวดเร็วและความเป็นกลางของรายงานกรรมาธิการที่สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ สิทธิมนุษยชน และการศึกษา พร้อมแสดงความเห็น 4 ประการ โดยย้ำว่าฝ่ายค้านตัดสินใจถูกที่ไม่เข้าร่วมคณะกรรมาธิการ ขณะเดียวกันตั้งข้อสังเกตถึงการไม่ตอบรับจากหน่วยงานบางแห่ง และตั้งคำถามต่อการประยุกต์ใช้หลักรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะกรณีการดูแลนักเรียน นักศึกษาและการใช้กำลังของตำรวจ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง คนบ้านเดียวกับท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ผมต้องขอบพระคุณ ทางคณะกรรมาธิการที่ได้มีการทำแล้วก็ศึกษาจนออกมาเป็นรายงานฉบับนี้ครับ เรียนด้วยความภาคภูมิใจในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รายงานฉบับนี้ใช้เวลานานกว่า ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่กี่วันเองครับ ถือว่า เป็นการทำได้รวดเร็วอย่างยิ่งครับ และผมก็ยังยืนย้ำอยู่ตรงนี้ชัดเจนว่าในนามของ พรรคฝ่ายค้านเรา เราก็คิดว่าสิ่งที่เราไม่อาจเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการคณะนี้ได้นั้น เราคิดถูกแล้วครับ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับตัวรายงานทั้งหมดผมมีความคิดเห็นอยู่ ๔ ประการด้วยกันครับ
ประการแรก อย่างน้อยที่สุดรายงานฉบับนี้ทั้งหมดที่เป็นเนื้อหา ไม่นับ ภาคผนวก มีเนื้อหาทั้งสิ้น ๕๘ หน้าด้วยกันครับ สิ่งที่ชัดเจนอย่างยิ่งเลยคือท่านได้ รวบรวมการจัดเวทีการชุมนุมของทุกฝ่ายไว้หมดเลย มีรายละเอียดการจัดและสิ่งที่สำคัญ คือมีการระบุประเด็นเก็บข้อเรียกร้องต่าง ๆ ที่มีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผมคิดว่านี่เป็น สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกเราศึกษาได้ง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น และเห็นถึงประเด็นร่วมกันของ ข้อเรียกร้องดังกล่าวนั้นว่าเป็นข้อเรียกร้องแบบไหน ประการใด สิ่งที่ผมภาคภูมิใจในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือในฐานะกรรมาธิการท่านไม่เคยมีข้อมูลหรือการปิดกั้น และบอกว่าท่านมีอคติต่อการแสดงความคิดเห็นของเวทีใดแบบใดแบบหนึ่ง ที่บอกว่า ภาคภูมิใจเพราะท่านประธานคงทราบดีว่าวันนี้องค์กรอิสระบางองค์กรก็ไปออก คำแถลงการณ์ ผมก็ไม่ทราบว่าใครเขียนนะครับ เขาบอกมีการแก้ไขกันหลายครั้ง บอกว่า การจัดชุมนุมต่าง ๆ ข้อเรียกร้องเลื่อนลอยบ้าง ข้อเรียกร้องไม่ชัดเจน ข้อเรียกร้อง ไม่รู้ต้องการแบบไหน ประการใด แต่คำเหล่านั้นไม่มีอยู่ในรายงานฉบับนี้ รายงานฉบับนี้บอกชัดเจนอย่างยิ่ง ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่รายงานบอกกับเราก็คือว่าข้อเรียกร้อง ของเวทีการชุมนุมต่าง ๆ เป็นข้อเรียกร้องที่มิใช่ประเด็นเฉพาะเรื่องของทางการเมือง การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีต้องยุบสภา การแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่มันกินความ รวมไปถึงปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ที่ผมเคยนำเสนอมาโดยตลอดว่าแม้กระทั่งเรื่องของการสมรส อย่างเท่าเทียมก็ถูกพูดคุยกันหลายครั้งในเวทีของการชุมนุม นั่นคือสิ่งที่ผมชื่นชมและยอมรับ รายงานฉบับนี้ได้เป็นประการที่ ๑ ครับ ในประการที่ ๒ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ได้นำเสนอว่าท่านได้มีการส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น และขอความอนุเคราะห์ในการดำเนินการต่าง ๆ ทั้งสิ้น ผมพยายามอ่านในภาคผนวก ข มีทั้งหมด ๔ หน่วยงานด้วยกัน ได้แก่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือที่เรา เรียกกันว่าเลขาธิการ สพฐ. ได้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่รัฐมนตรีว่าการ เอาชื่อย่อ ๆ แล้วกันนะครับท่านประธานมีแค่ ๗ นาที อว. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และได้แก่ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่สิ่งที่ได้ กลับมาในรายงานฉบับนี้ ท่านส่งไป ๔ หน่วยงาน ผมได้กลับมาแต่ภาคผนวก ก ครับ ก็คือ หนังสือกลับมาจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนามของเลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รักษาราชการแทนเลขาธิการ สพฐ. ที่ไปถึงเขตพื้นที่ การศึกษาต่าง ๆ แล้วหนังสือฉบับนี้มีคุณมากเพราะทำให้กลุ่มน้อง ๆ นักเรียนที่อยู่ใน โรงเรียนต่าง ๆ ที่กำลังผูกโบว์ขาว ที่กำลังชูแบบนี้แค่กระดาษขาว ๆ แบบนี้ ที่กำลัง ชูสัญลักษณ์บางประการในโรงเรียนของเขา และเรียกร้องสิทธิบางประการซึ่งรวมไปถึงสิทธิ ความเป็นนักเรียนของเขาต่อครูบาอาจารย์ที่มาละเมิดสิทธิเขานั้น โรงเรียนต้องตระหนัก ต้องเปิดพื้นที่ ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และในขณะเดียวกันต้องไม่มีการไปละเมิดสิทธิของ นักเรียน รวมถึงสร้างหลักประกันเรื่องความปลอดภัย หนังสือฉบับนี้ลงนามวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๓ โดยรองเลขาธิการ สพฐ. ที่ ศธ ๐๔๒๗๗/๘๘๕ นี่บอกให้นักเรียน ทั่วประเทศได้ยินว่ากระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายแบบนี้นะว่าโรงเรียนปิดกั้นไม่ได้ ฉะนั้น ผมไม่ติดใจในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ผมติดใจว่าหนังสือที่ท่านทำถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งวันนี้ชื่อท่านเอนก เหล่าธรรมทัศน์ หนังสือที่ท่านทำถึง ผบ.ตร. ซึ่งวันนี้ชื่อ พลเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ตกลง เขาไม่ได้ตอบท่านหรือครับ หรือเพราะเหตุใดท่านถึงไม่รอให้เขาตอบท่านก่อน หรือเพราะ เหตุใดท่านถึงไม่ทำหนังสือถามย้ำไปอีกว่าตกลงท่านเอาอย่างไร โดยเฉพาะกระทรวง การอุดมศึกษา ซึ่งเรารู้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีการละเมิดสิทธิเด็กค่อนข้างมาก ท่านปิดมหาวิทยาลัยได้ แต่ท่านให้ตำรวจไปขอบัตรประชาชนเขาในมหาวิทยาลัย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในหลายพื้นที่ ท่านให้เขาเดินไปจับนักศึกษาในความดูแลของท่านในมหาวิทยาลัย ตกลงคำตอบของ หน่วยงานเหล่านั้นมีไหมครับ หรือวันนี้เขาตอบกลับมาไหมครับ เผื่อว่าไม่มีในรายงานผมจะ ได้รับทราบ นั่นเป็นประการที่ ๒ ครับ ประการที่ ๓ ผมขออนุญาตท่านประธาน ผมเรียนจบ ทางด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ รายงานฉบับนี้มีคำที่เขียนว่าควรใช้หลักรัฐศาสตร์มากกว่า หลักนิติศาสตร์อยู่ทั้งสิ้นถ้าผมจำไม่ผิด ๒ จุดด้วยกัน จุดที่ผมผิดสังเกตคือจุดที่อยู่ใน ข้อสังเกตในหน้า ๕๗ ท่านพูดถึงการใช้หลักรัฐศาสตร์ว่าให้ตำรวจควรคำนึงถึงการใช้หลัก รัฐศาสตร์มาใช้ประกอบหลักนิติศาสตร์ด้วย ด้วยความเคารพจนถึงทุกวันนี้ผมยังไม่เข้าใจว่า หลักรัฐศาสตร์กับหลักนิติศาสตร์แตกต่างกันอย่างไร ท่านให้ความหมายของคำแบบนี้ ประการใด นี่ด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ผมจบทั้งรัฐศาสตร์จบทั้งนิติศาสตร์ ผมไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่ผมต้องการหรือเข้าใจมากกว่าคือเอาเข้าจริง ๆ แล้วผู้เกี่ยวข้องกับ การบังคับใช้กฎหมายทั้งหมด เข้าใจหลักการที่เรียกว่ารูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) หรือ หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมหรือไม่ นี่เป็นหัวใจที่สำคัญมากกว่านะครับ ผู้บังคับใช้กฎหมาย เข้าใจหรือไม่ว่าวันนี้ท่านกำลังใช้กระบวนการที่ทั่วโลกเขายอมรับแล้วที่เรียกว่ากระบวนการ ใช้กฎหมายปิดปากสแลป (SLAPP) กับพี่น้องประชาชน เรื่องที่ควรเป็นหมายเรียกท่านก็ ออกหมายจับ เรื่องที่ควรจะปล่อยให้นักศึกษากลับไปในชั้นพนักงานสอบสวนท่านก็ไป ขออำนาจศาล ศาลก็บ่นแล้วว่าวันนี้ท่านก็จะไม่ไหวแล้ว เรื่องที่ควรให้หลักประกันตามข้อหา ที่ถูกต้องท่านก็ไปตั้งข้อหาที่หนักเกินเกณฑ์ สิ่งเหล่านี้ท่านต้องการอะไรครับ ท่านไม่ได้ หมายถึงกรรมาธิการนะครับ แต่หมายถึงหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย และในขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเราเรียกว่าอะบิวส์ ออฟ พาวเวอร์ (Abuse of Power) หรือการใช้อำนาจ ที่เหนือกว่า ซึ่ง ผบ.ตร. ไม่ได้ตอบท่าน ประการที่ ๔ สั้น ๆ ครับเป็นประการสุดท้าย อันนี้ชื่นชมครับ ฝากขอบพระคุณไปยังน้อง ๆ เจน (Gen) กล้าที่นำเสนอประเด็นเรื่องผู้ลี้ภัยในรายงานฉบับนี้ ท่านประธานครับ ชีวิตของ คนหนุ่มสาววันนี้คืออนาคตของพวกเขา ถ้าหากเราไม่เริ่มตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็น แล้วสิ่งเหล่านี้มันจะจบที่รุ่นเราได้อย่างไร ขอบพระคุณครับท่านประธาน แต่ในส่วนตัว สนับสนุนรายงานฉบับนี้ครับ