พันตำรวจโทหญิง ศิพร โกวิท หารือการปรับปรุงนิยาม "การกระทำชำเรา" ในประมวลกฎหมายอาญาให้ทันสมัยและครอบคลุมรูปแบบการล่วงละเมิดทางเพศที่หลากหลายมากขึ้น โดยเสนอให้เพิ่มหลักการยืนยันความยินยอมอย่างชัดเจนจากผู้เสียหาย และผลักดันให้มีการกำหนดนิยามการคุกคามทางเพศในกฎหมายอย่างชัดแจ้งเพื่อคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอมาตรการสนับสนุนผู้เสียหาย เช่น การแจ้งสิทธิ การช่วยเหลือทางกฎหมาย และการเรียกร้องค่าสินไหมได้อย่างสะดวก รวมถึงการจัดทำคู่มือเผยแพร่ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจในสังคม
เรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันตำรวจโทหญิง ศิพร โกวิท ในฐานะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการศึกษากระบวนการยุติธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับการข่มขืนกระทำชำเราและล่วงละเมิดทางเพศ ตามที่ได้รับมอบหมายจากท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ดิฉันขอสรุปสาระสำคัญในประเด็นข้อกฎหมาย ดังนี้ค่ะ
ประเด็นที่คณะอนุกรรมาธิการได้มีการพิจารณาศึกษาในเบื้องต้นเรื่องแรกก็คือ บทนิยามของคำว่ากระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๑๘) ซึ่งเดิมประมวล กฎหมายอาญาบัญญัติว่าการกระทำชำเรา หมายความว่ากระทำเพื่อสนองความใคร่ของ ผู้กระทำ โดยใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น ซึ่งบทบัญญัตินี้มีการแก้ไขมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๖๒ โดยมีเหตุผลว่าเพื่อให้เป็นไปตาม ลักษณะของการกระทำชำเราตามธรรมชาติแล้วก็ให้สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา หลายปีที่ผ่านมา แต่จากการพิจารณาศึกษาพบว่าบทบัญญัติดังกล่าวนั้น ยังไม่มี ความสอดคล้องกับพฤติการณ์สภาพแวดล้อมของสังคมปัจจุบัน ซึ่งลักษณะการกระทำผิด ทางเพศนั้นมีหลากหลายรูปแบบ และเพศในปัจจุบันไม่ใช่มีเพียงแค่เพศหญิงและเพศชาย ฉะนั้นการกำหนดองค์ประกอบความหมายของการกระทำชำเรา ที่ต้องเป็นการปรากฏว่า มีอวัยวะเพศล่วงล้ำนั้นทำให้ไม่สามารถนำตัวบทดังกล่าวไปปรับใช้กับการกระทำความผิด ที่เกิดขึ้นได้ครอบคลุมในทุกกรณี ส่งผลให้คดีที่เกิดขึ้นในหลายคดีไม่สามารถลงโทษ ผู้กระทำความผิดในฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นได้ จึงมีการพิจารณาให้แก้ไขบทนิยามคำว่า กระทำชำเราให้มีความหมายครอบคลุมสอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน โดยมีแนวทางว่า การกระทำชำเราหมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศ หรือสิ่งอื่นใดของผู้กระทำ หรือของผู้อื่นล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือผู้กระทำ
ประเด็นที่ ๒ คือการเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ ในส่วน ของพฤติการณ์ของผู้ถูกกระทำที่ต้องมีการปฏิเสธด้วยวาจาหรือท่าทางอย่างชัดแจ้ง ซึ่งเดิม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ บัญญัติว่าผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญ ด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น พฤติการณ์ของการข่มขืนกระทำชำเรานะคะ ผู้ถูกกระทำไม่ยินยอมอยู่แล้วค่ะ แต่ตามหลักของความไม่ยินยอมผู้เสียหายต้องแสดงการขัดขืนต่อสู้ พฤติการณ์ ตามข้อเท็จจริงถูกกระทำไม่สามารถที่จะแสดงการต่อสู้ด้วยสภาพบังคับ สภาพจำเป็นบางอย่าง เพราะฉะนั้นการพิจารณาคดีข่มขืนกระทำชำเราต้องคำนึงถึงผู้เสียหายในกรณีที่ไม่สามารถ แสดงการต่อสู้ขัดขืนได้ จึงเห็นควรให้มีการเพิ่มพฤติการณ์ที่ผู้เสียหายปฏิเสธด้วยวาจาหรือ ท่าทางอย่างชัดแจ้งไปในบทบัญญัติของ มาตรา ๒๗๖ ประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้
มาตรา ๒๗๖ ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น หรือผู้ใดข่มขืนกระทำชำเรา ด้วยวิธีการอื่นใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลัง ประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นปฏิเสธด้วยวาจาหรือท่าทางอย่างชัดแจ้ง หรืออยู่ในภาวะที่ ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท
ประเด็นต่อมาในเรื่องของบทกฎหมายนะคะ คือการเพิ่มบทนิยามและ บทลงโทษของการกระทำที่เป็นการคุกคามทางเพศไว้ในประมวลกฎหมายอาญาค่ะ เดิมการกระทำที่เป็นการคุกคามทางเพศ ประมวลกฎหมายอาญาได้มีบัญญัติไว้ว่าให้สามารถ ลงโทษผู้ถูกกระทำในความผิดฐานที่เป็นลหุโทษ ได้แก่ การกระทำที่เป็นการทำให้ผู้อื่นกลัว หรือตกใจ
มาตรา ๓๙๒ ผู้ใดทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยขู่เข็ญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา ๓๙๗ ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ต่อผู้อื่นอันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือทำให้ได้รับความอับอาย เดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วพฤติการณ์ของผู้ถูกกระทำที่ถูกคุกคามทางเพศ การทำให้เกิดความรู้สึก ไม่ปลอดภัยในทางเพศ การข่มขู่ การรังแก ไม่ได้เป็นการทำต่อเนื้อตัว ไม่ได้รุนแรงถึงขั้น อนาจาร แต่ทำให้ผู้ถูกกระทำมีความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยและถูกรุกรานรังแกนะคะ เมื่อเป็นความผิดลหุโทษความผิดโทษค่อนข้างเบา แล้วก็มีสภาพปัญหาในเรื่องของการ ฟ้องร้องดำเนินคดี คณะกรรมาธิการจึงพิจารณาความหมายของคำว่าคุกคามทางเพศ โดยเปรียบเทียบกับลักษณะการล่วงละเมิดทางเพศหรือคุกคามทางเพศจากกฎหมาย ๓ ฉบับ ก็คือพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ พระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๖ และมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ หรือคุกคามทางเพศของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ดังนี้นะคะ ให้เพิ่มบทนิยามการคุกคามทางเพศในมาตรา ๑ ว่า
การคุกคามทางเพศ หมายความว่า การกระทำหรือพฤติการณ์อื่นใดไม่ว่า จะเป็นการกระทำโดยกาย วาจา การส่งเสียง การแสดงอากัปกริยาท่าทาง การแสดง การสื่อสารด้วยวิธีการใด ๆ ไม่ว่าจะกระทำต่อหน้าหรือกระทำโดยการสื่อสารในช่องทางใด ที่ส่อไปในทางเพศ เป็นเหตุให้เดือดร้อน รำคาญ อับอาย หรือถูกเหยียดหยาม รวมถึง การติดตามรังควานหรือกระทำการใด ๆ ตามวิสัยและพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความไม่ ปลอดภัยทางเพศ อันนี้เป็นเบื้องต้นในประมวลกฎหมายอาญาที่คณะกรรมาธิการขอเพิ่มเติม แก้ไขมานะคะ
ในส่วนของกระบวนการยุติธรรมจะเป็นกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับการ ช่วยเหลือผู้เสียหายหรือผู้ถูกกระทำ ซึ่งมีข้อเสนอให้บัญญัติว่าความผิดในประมวลกฎหมาย อาญาลักษณะ ๙ ความผิดเกี่ยวกับเพศให้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถึงแม้ว่ากฎหมายจะได้กำหนดสิทธิของผู้เสียหายในการ เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำความผิดเอาไว้แล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้เสียหายทราบถึงสิทธิที่ตนเองจะได้รับน้อยมาก ดังนั้นจึงควรมีการพิจารณาแนวทางการให้ ความช่วยเหลือทางกฎหมายและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การแจ้งสิทธิ การได้รับ ความช่วยเหลือจากทนายความ การจัดหาทนายความอาสาช่วยเหลือผู้เสียหายในการ ยื่นคำร้องในการต่อสู้คดีและการเรียกค่าสินไหมทดแทนต่าง ๆ เนื่องจากผู้เสียหายบางส่วน ไม่ทราบว่าตนมีสิทธิในส่วนนี้ แล้วก็ไม่มีทุนทรัพย์ในการที่จะว่าจ้างทนายความว่าด้วย เห็นควรให้มีการจัดทำคู่มือเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนทราบถึงสิทธิในการเรียกร้อง ค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำทางเพศกับตน โดยอ้างอิงจากการแจ้งสิทธิผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓๔ ที่มีการกำหนดว่าเพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้เสียหาย ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแจ้งให้ผู้เสียหายทราบในโอกาสแรกถึงสิทธิที่จะ เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดและสิทธิที่จะได้รับ การช่วยเหลือทางกฎหมาย กล่าวโดยสรุปแล้วคณะกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษาเกี่ยวกับ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยขอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ในบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระทำชำเรา การข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศ และเพิ่มเติม กระบวนการยุติธรรมในการช่วยเหลือผู้เสียหายในส่วนของกระบวนการวิธีพิจารณา ความอาญาค่ะ ขอบคุณค่ะ