กิตติศักดิ์ ชูแนวทางป้องกัน-แก้ไขปัญหาล่วงละเมิดทางเพศอย่างเป็นระบบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒ กันยายน ๒๕๖๓

กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ หารือแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศอย่างเป็นระบบ โดยเสนอการเสริมสร้างศูนย์คุ้มครองความรุนแรง การพัฒนาการวิเคราะห์ข้อมูลในพื้นที่ การให้ความรู้ในสถานศึกษา และการเฝ้าระวังผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต พร้อมเน้นการดูแลความปลอดภัยนักเรียนผ่านการมีครูที่ปรึกษา บุคลากรคุ้มครอง และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมโรงเรียน รวมถึงการตรวจสอบบุคลากร ปรับปรุงหลักสูตรเพศศึกษา และผลักดันการลงทะเบียนผู้กระทำผิดทางเพศอย่างเร่งด่วนภายใต้กรอบกฎหมายที่เหมาะสม โดยเน้นความสมดุลระหว่างการควบคุม การไม่ตีตรา การจัดการข้อมูลอย่างปลอดภัย การบำบัดด้วยเคมีคาสเทรชัน และการฟื้นฟูทั้งผู้กระทำผิดและผู้ถูกกระทำ พร้อมจัดตั้งศูนย์พึ่งได้เพื่อรองรับการช่วยเหลืออย่างครบวงจร

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางป้องกัน และแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร และประธานอนุกรรมาธิการศึกษาสถานการณ์การป้องกันแก้ไขปัญหาการข่มขืน กระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ ขอรายงานการศึกษาดังนี้

๑. แนวทางการป้องกัน

๑.๑ การป้องกันสำหรับผู้ถูกกระทำ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวมีกฎของ ก.พ. ว่าด้วย การกระทำอันเป็นการล่วงละเมิดหรือการคุกคามทางเพศ พ.ศ. ๒๕๕๓ และมีการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งจะมีการแต่งตั้ง มีการจัดตั้ง ทั้งศูนย์ของ พมจ. สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในทุกจังหวัด ๗๖ จังหวัด

๑.๒. กรมกิจการเด็กและเยาวชน โครงการการคุ้มครองเด็กระดับจังหวัด โดยมีบ้านพักเด็กและครอบครัวเป็นหน่วยงานประสานงาน โดยมีปัจจัยที่ยังเป็นปัญหา และต้องพัฒนาดังนี้ ๑. ขาดการวิเคราะห์ในพื้นที่ โดยมีการศึกษาในเชิงระบาดวิทยา และอุบัติการณ์ในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจในการป้องกันในเชิงรุก ๒. การเข้าถึงพื้นที่เชิงรุก ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีหลายหน่วยงานและต้องมีมาตรฐานเดียวกัน ๓. การให้ความรู้และการ เฝ้าระวังในชุมชน โดยมีนโยบายเยี่ยมบ้านในหมู่บ้านของเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติการ การคุ้มครองเด็กและสตรี ๔. ทุกโครงการและกิจกรรมต้องมีการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ๕. รูปแบบความรุนแรงทางเพศที่มีการเปลี่ยนไป เป็นการล่อลวง ลวนลามทางเพศผ่านทางอินเทอร์เน็ต (Internet) มากขึ้น ซึ่งเป็นการ ทำได้ง่ายและมีการระบาดมากขึ้น มีการทำมากขึ้น จึงต้องมีการรณรงค์ให้สังคมได้ตระหนัก ถึงเรื่องนี้ให้มากขึ้น กระทรวงศึกษาธิการมีแนวทางป้องกันการถูกล่วงละเมิดทางเพศ อยู่ ๕ ประเด็น

๑. ให้ความรู้ความเข้าใจและตระหนักแก่ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ในการป้องกัน หาทางออก เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์การละเมิดและสร้างกลไกการป้องกัน ให้เด็กนักเรียนที่ถูกละเมิด

๒. ระบบการดูแลนักเรียน ครูที่ปรึกษา เอาใจใส่เด็กนักเรียนอย่างใกล้ชิด และต้องทำงานเป็นทีม

๓. บุคลากรในสถานศึกษา ดูแล พิทักษ์ ป้องกันและคุ้มครองเด็กนักเรียน มิให้ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากบุคคลทั้งที่อยู่ภายในและภายนอกสถานศึกษา

๔. จัดสถานที่ภายในสถานศึกษาให้เหมาะสม เช่น จัดให้มีกล้องวงจรปิด มีการจัดตั้งเวรยามตรวจตราพื้นที่จุดเสี่ยง เป็นต้น

๕. สถานศึกษาได้มีการสอนเพศศึกษาในกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้มีการดำเนินการในเชิงรุก ก็คือ ๑. การตรวจสอบ สถานที่ของสถานศึกษารัฐและเอกชนทุกประเภททั่วประเทศ โดยสำรวจปัญหาอย่างแท้จริง เพื่อเข้าถึงปัญหาการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ๒. บุคลากรทางการศึกษาทุกคน จะต้องผ่าน การตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดทางด้านกาย จิต สังคม ตลอดจนจัดให้มีหลักสูตรเบื้องต้น สำหรับผู้ที่จะบรรจุเป็นครู ๓. ให้ความรู้กับผู้ปกครองในการประชุมผู้ปกครอง ติดตาม พฤติกรรมของนักเรียน ต้องมีการบันทึกและตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอระหว่างครูประจำชั้น และผู้ปกครองเด็ก โดยให้ผู้ปกครอง ชุมชนเป็นเครือข่ายเข้ามาดูแลและป้องกันแก้ไขในเรื่องนี้ ๔. หลักสูตรเพศศึกษาที่มุ่งสอนให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้เรื่องเพศอย่างถูกต้อง สอนให้มี ความฉลาด รู้เรื่องเพศให้กับเด็กและมีความเข้าใจในเพศสภาพ เพศวิถี ต้องมีการประเมิน ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ๕. บุคลากรทางการศึกษาที่มีการกระทำในลักษณะล่วงละเมิด ทางเพศต่อเด็กนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการต้องดำเนินการยึดใบประกอบวิชาชีพครู ในทันที และในส่วนนักเรียนให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้ามาคุ้มครอง ดูแลสวัสดิภาพของเด็กนักเรียนตามที่กฎหมายกำหนด ๖. ต้องมีมาตรการ ในการป้องกัน แก้ไขเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายกรณีล่วงละเมิดทางเพศให้ชัดเจน และดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิดทางเพศ รวมทั้งโรงเรียนควรมีช่องทางในการ รับเรื่องราวร้องทุกข์ร้องเรียนโดยถือให้เป็นความลับและดำเนินการด้วยความยุติธรรม ทั้งนี้การให้ความรู้ทางการศึกษาเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ควรมีการกำหนด ในแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยนำหลักสูตรสิทธิมนุษยชนและสิทธิพื้นฐานต่าง ๆ บรรจุไว้ในระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต กล่าวคือสิทธิทางเพศเป็นสิทธิพื้นฐานและเป็นรากฐานของสิทธิมนุษยชน การเรียนรู้สิทธิ ทางเพศเป็นการเรียนรู้สิทธิพื้นฐานของตนเองเพื่อป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ ล่วงละเมิด สิทธิจากผู้อื่น และสามารถมีวิถีชีวิตของตนได้อย่างไม่ล่วงละเมิดทางเพศของผู้อื่นเช่นกัน ๒. แนวทางการป้องกันการกระทำผิดซ้ำของผู้กระทำผิดทางเพศ การจัดทำระบบลงทะเบียน ผู้กระทำผิดทางเพศ ประเทศไทยมีผู้รู้จักระบบการลงทะเบียนผู้กระทำผิดคดีทางเพศน้อยมาก ซึ่งทั้งนี้ประเทศไทยยังไม่มีการบำบัดหรือแยกนักโทษคดีความผิดทางเพศเพื่อการบำบัดใด ๆ มาก่อน และระบบการปล่อยตัวของนักโทษก็เป็นการปล่อยตัวเหมือนคดีทั่วไป ซึ่งเราก็เห็นในคดีของนักโทษสมคิดที่ได้เป็นข่าวที่ผ่านมา ฉะนั้นการนำระบบการลงทะเบียน ผู้กระทำผิดทางเพศมาใช้ในประเทศไทยจึงมีความจำเป็น และสามารถสรุปประเด็นได้ดังนี้

๑. กฎหมายและนโยบายเพื่อรองรับระบบการลงทะเบียนผู้กระทำผิด คดีทางเพศจะต้องมีการจัดทำให้ถูกต้องและรวดเร็วในต่อไป

๒. การเตรียมความพร้อมในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือ ๑. ด้านทรัพยากรมนุษย์ หน่วยงานที่รับผิดชอบซึ่งต้องเป็นหน่วยงานหลักในการสร้างระบบและการใช้ระบบควรเป็น ตำรวจที่จะต้องนำฐานข้อมูลประวัติอาชญากรรมไปดำเนินการต่อไป ในปัจจุบัน กรมคุมประพฤติภายใต้กระทรวงยุติธรรมมีศูนย์ปฏิบัติการเจเอสโอซี (JSOC) ซึ่งเป็น ศูนย์เฝ้าระวังเฉพาะกิจ เฝ้าระวังความปลอดภัยของประชาชนเพื่อเป็นแนวทางในการป้องกัน ได้ทำการศึกษาและทดลองระบบที่มีความใกล้เคียงกับการลงทะเบียนผู้กระทำผิดทางเพศ แต่ก็มีปัญหาอุปสรรคคือยังไม่มีการบูรณาการการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และขาด การสนับสนุนในด้านการรองรับทางด้านกฎหมาย ๒. การจัดการติดตามผู้กระทำผิด หลังจากออกจากเรือนจำจะต้องมีการติดตามจากทางผู้เกี่ยวข้องต่อไป ๓. ทรัพยากร ที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เช่น ฐานข้อมูลอาชญากร การเชื่อมต่อข้อมูล ระหว่างหน่วยงานจะต้องมีการจัดทำ ๔. วิธีการในการจัดการกับผู้กระทำผิดในคดีทางเพศ ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การใช้วิธีการบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำผิดคดีทางเพศในประเทศไทย หรือการใช้วิธีการลงโทษด้วยวิธีอื่น สำหรับประเทศไทยพบว่ามาตรการหรือวิธีการอื่น นอกจากการลงโทษตามกฎหมายอาญาแล้วยังไม่มีมาตรการการรักษาฟื้นฟูใดที่ใช้ ต่อผู้กระทำผิดคดีทางเพศอีก

๓. ปัญหาและอุปสรรคแนวทางแก้ไขระบบลงทะเบียนผู้กระทำผิดทางเพศ มีมิติย่อยได้แก่ ๑. ด้านสังคม การใช้ระบบลงทะเบียนผู้กระทำผิดทางเพศในประเทศไทย อาจนำไปสู่การตีตราผู้กระทำผิดและผลักดันให้ผู้กระทำผิดใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เพราะฉะนั้นแล้วก็เป็นดุลยภาพระหว่างการควบคุมการลงทะเบียน โดยที่ให้ผู้กระทำผิด ในการถูกตีตราให้เขาได้มีชีวิตได้อย่างปลอดภัยทั้งตัวเองและปลอดภัยแก่สังคม ๒. ปัญหา ด้านการจัดการ ระบบการลงทะเบียนผู้กระทำทางเพศต้องมีการป้องกันการเข้าถึงข้อมูล เพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้ที่มีชื่อในระบบด้วย และรูปแบบการลงทะเบียนผู้กระทำผิดทางเพศ ในประเทศไทยมีรูปแบบที่จะเสนอก็คือในระยะสั้น ประเทศไทยควรทำระบบลงทะเบียน ผู้กระทำผิดทางเพศที่เป็นผู้กระทำผิดซ้ำและเป็นผู้ที่ก่ออันตรายต่อเด็กนักเรียน เช่น ในประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศมาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งในส่วนของ ประเทศไทยควรมีการออกกฎหมายหลักและกฎหมายเพื่อรองรับการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยละเอียด ในระยะยาวประเทศไทยควรวางแผนที่จะจัดทำระบบให้ครอบคลุมทั้งผู้กระทำผิด ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อเด็กและบุคคลทั่วไป โดยบรรจุฐานความผิดอื่นเพิ่มเติมและกำหนด แนวทางการเก็บข้อมูลของผู้ที่ถูกกล่าวหาและถูกจับในคดีความผิดทางเพศแต่คดีไม่ถึงชั้นศาล รวมไปถึงบุคคลที่พ้นกำหนดรายงานตัวหรือหลุดจากการถูกลงทะเบียนชื่อแล้ว ซึ่งเป็นข้อมูล ที่เป็นความลับชั้นสุด แต่หากการเก็บข้อมูลเพื่อประโยชน์ในเชิงสืบสวนเท่านั้น การเก็บ ตัวอย่างข้อมูลสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) ในผู้ต้องขังในประเทศไทยซึ่งจะเป็น ประโยชน์ในการนำมาใช้เปรียบเทียบกับดีเอ็นเอ (DNA) ในเหตุการณ์อาชญากรรมต่าง ๆ การพัฒนาเครื่องมือวัดความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำของผู้กระทำผิดคดีทางเพศ ซึ่งมีเจตนารมณ์หลักก็คือการลดความเสี่ยงของผู้ที่มีความผิดซ้ำของผู้กระทำผิดทางเพศ จะสังเกตว่าบางครั้งมีผู้กระทำผิดทางเพศออกมาก่อคดีซ้ำจำนวนมาก ซึ่งการที่มีเครื่องมือ ในการวัดความเสี่ยงของผู้กระทำผิดซ้ำจะทำให้การเพิ่มโอกาสให้ผู้กระทำผิดทางเพศ กลับสู่สังคมได้ตามปกติโดยไม่ทำความผิดซ้ำและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม ๒. แนวทางการแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ เมื่อสักครู่ มีการพูดถึงการป้องกัน นี่คือการแก้ไขนะครับ ก็คือการดำเนินการที่สำคัญคือการจัดตั้ง หน่วยงานเฉพาะด้านคดีความรุนแรงทางเพศ ความรุนแรง การแก้ไขบำบัดฟื้นฟู เป็นการร่วมกัน ดำเนินการของกรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และกรมคุมประพฤติ กรมราชทัณฑ์และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ๑. ใช้เครื่องมือวัดความเสี่ยง ในการกระทำผิดซ้ำแก่ผู้กระทำผิดทางเพศที่กล่าวมาข้างต้นก่อนได้รับการปล่อยตัว ๒. การใช้ยาเพื่อปรับฮอร์โมนของผู้กระทำผิดหรือทางการแพทย์เรียกว่าเคมมิคัล คัสเทรชัน (Chemical castration) ซึ่งเป็นการยึดปรัชญาการลงโทษแบบบำบัดรักษาวิธีการทางเคมี ซึ่งในสื่อมวลชนอาจจะบอกว่าเรื่องฉีดแล้วฝ่อ ซึ่งแพทย์จะทำการฉีดเพื่อยับยั้งการสร้าง ฮอร์โมนเพศชายจากอัณฑะเพื่อลดความต้องการทางเพศ การสร้างอสุจิไม่ได้ และอวัยวะเพศ ไม่แข็งตัว แต่หากหยุดการใช้สารเคมีหรือฮอร์โมนสมรรถนะทางเพศก็จะกลับคืนมา เหมือนเดิม ๓. กระบวนการฟื้นฟูเด็กและเยาวชนชายที่เป็นผู้กระทำผิด ซึ่งใช้เป็นต้นแบบ จากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก ซึ่งถือว่ามีการทำงานที่เป็น ตัวอย่าง เป็นเบสต์ แพร็กทิซ (Best practice) ที่จะเอาเป็นตัวอย่างให้กับศูนย์เด็กและ เยาวชนทั่วประเทศ ซึ่งกระบวนการการเรียนรู้จากวิชาชีพ วิชาหนังสือ วิชาชีวิต รวมทั้ง ถอดบทเรียนการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวัน เช่น การอ่าน การวิเคราะห์ข่าวประจำวัน การดูหนัง แล้วนำประเด็นที่ได้พบปะได้พบในชีวิตประจำวันมาพูดคุยและวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้เด็กเยาวชนผู้กระทำผิดได้ตระหนักรู้ถึงผลที่เกิดจากการกระทำ ผลกระทบที่เป็น ความเจ็บปวดของผู้ถูกกระทำ และนำมาสู่การเปลี่ยนปรับปรุงพฤติกรรมกระบวนการ ความคิดหรือมายด์เซ็ต (Mindset) เปลี่ยนพฤติกรรมจากผู้กระทำให้เป็นผู้รอด แล้วพัฒนาสู่ การเป็นผู้ปกป้องและเป็นพลังของสังคมต่อไปนะครับ ก็คือพัฒนาให้เป็นผู้ปกป้องและเป็นพลัง ของสังคมต่อไป ๔. แนวทางแก้ไขเยียวยาผู้ถูกข่มขืนกระทำชำเราและล่วงละเมิดทางเพศ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการจัดศูนย์พึ่งได้ ซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือเด็กและสตรี หรือวัน สตอป ไครซิส เซ็นเตอร์ (One Stop Crisis Center) โอเอสซีซี (OSCC) เป็นการบริการ ทางการแพทย์ และสาธารณสุข ซึ่งตอนนี้ก็จัดทำในทุกโรงพยาบาล โดยทีมสหวิชาชีพทั้งภายใน และภายนอกโรงพยาบาล และมีระบบการป้องกันและรักษาความลับที่ชัดเจน ทั้งนี้มีขั้นตอน การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยที่ถูกกระทำรุนแรงทั้งร่างกาย จิตใจและเพศ ณ โรงพยาบาล ที่จะเข้ารับการรักษา กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ภายใต้การดำเนินงาน ของศูนย์ช่วยเหลือสังคมหรือสายด่วน ๑๓๐๐ ศูนย์ประชาบดี มีบทบาทหน้าที่ในการ ให้คำปรึกษาผ่านช่องทางโทรศัพท์สายด่วนหมายเลข ๑๓๐๐ มีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาและนักสังคมสงเคราะห์ปฏิบัติงานและบริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง รวมทั้งมีการช่วยเหลือเชิงรุกในกรณีวิกฤติ โดยมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วหรือโมบายทีม (Mobile team) ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาเบื้องต้นตลอดเวลา กล่าวโดยสรุปการดำเนินงานศูนย์ช่วยเหลือทางสังคมเป็นรูปแบบการดำเนินการสหวิชาชีพ โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ บ้านพักเด็กและครอบครัว เครือข่ายกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถานีตำรวจ โรงพยาบาล ศูนย์ช่วยเหลือสังคม หน่วยงานอื่น ๆ ภาครัฐ เอกชนและประชาชนซึ่งไม่ได้รับการสืบเสาะ แสวงหาข้อเท็จจริงและประเมินสภาพปัญหาเบื้องต้นทั้งด้านกาย จิต สังคม โดยชุดเคลื่อนที่เร็ว ได้แก่บ้านพักเด็กและครอบครัว พนักงานเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ ครู อาจารย์ รวมทั้งสืบเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้วจะมีการประสานส่งต่อหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อการบำบัดฟื้นฟู ซึ่งได้แก่บ้านพักเด็กและครอบครัวเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพ โดยจำเป็น โรงพยาบาลเพื่อพยาบาลรักษาทางกาย จิตใจ นอกจากนี้ยังมีการประชุม สหวิชาชีพทั้งระดับอำเภอและจังหวัดเพื่อประเมินสภาพปัญหา ความต้องการและ การวางแผนเพื่อให้ช่วยเหลือ โดยเฉพาะด้านกฎหมาย ด้านการแพทย์และด้านสังคม การรายงานของผมเกี่ยวกับเรื่องการป้องกันปัญหาการข่มขืนการกระทำชำเราและ การล่วงละเมิดทางเพศ การแก้ไข แนวทางในการป้องกันการทำความผิดซ้ำ ปัญหาและ อุปสรรคในการทำงานรวมทั้งแนวทางการเยียวยาผู้ป่วย ผู้ถูกข่มขืนกระทำชำเราและ การล่วงละเมิดทางเพศ ก็ขอรายงานเบื้องต้นแค่นี้ก่อน ขอบคุณมากครับ