ดิศปนัดดา เปิดแนวทางแก้ PM 2.5 รอบด้าน พร้อมเสนอมาตรการระยะสั้น-ยาว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒ กันยายน ๒๕๖๓

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล รายงานผลการศึกษาและหารือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) โดยเสนอแนวทางแก้ไขที่ครอบคลุมทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า การควบคุมมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม และการขยายระบบฐานข้อมูลการปล่อยมลพิษ พร้อมเน้นความจำเป็นของนโยบายระยะยาวร่วมกับมาตรการระยะสั้นเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ จัดทำรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกัน และแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) อย่างเป็นระบบ ขอกล่าวถึงสาระสำคัญ ของเล่มรายงานผลการศึกษาคณะกรรมาธิการ ซึ่งได้พิจารณาตามกรอบและแนวทางในการ ดำเนินงานของคณะกรรมาธิการใน ๔ ประเด็นคือ ๑. สาเหตุของปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ๒. วิธีการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ๓. กฎหมายที่ใช้บังคับ และ ๔. วิธีการแก้ไขปัญหา รวมทั้งได้นำรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการหรือ คณะอนุกรรมาธิการที่เคยพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มาประกอบการจัดทำรายงานผลการศึกษาด้วย ซึ่งในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ได้กำหนดกรอบไว้ตามแหล่งกำเนิด ๕ แหล่งได้แก่ ภาคการคมนาคม ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเผาในพื้นที่โล่ง การเผาในพื้นที่อนุรักษ์ ฝุ่นควันข้ามแดน ซึ่งในส่วนสาระสำคัญของ รายงานผลการศึกษาจะอยู่ในบทที่ ๓ และบทที่ ๔ จะมีรายละเอียดตามสไลด์ (Slide) ที่กำลังจะขึ้นนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

พอเรามาพูดถึงเรื่องของ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ว่าเราต้อง มองปัญหานี้เป็นปัญหาของมลพิษในภาพรวม แต่ว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เป็นสิ่งที่มีผลกระทบกับเรามากกว่าเพราะเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่สามารถที่จะกำจัดได้ คราวนี้นโยบายในการแก้ไขปัญหาก็เลยต้องมาพิจารณาการแก้ไขในภาพใหญ่ ในเรื่องของ การควบคุมถึง ๕ ภาคส่วนด้วยกัน นั่นก็คือคมนาคม อุตสาหกรรม การเผาในที่โล่ง ไฟป่า แล้วก็หมอกควันข้ามแดน คณะกรรมาธิการมองว่าการแก้ปัญหาโดยที่ใช้นโยบายในการ แก้ปัญหาระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ปัญหาให้หมดไป ต้องมีการวางวิสัยทัศน์ ในการแก้ปัญหาในระยะกลางแล้วก็ระยะยาวด้วย ในด้านของฝุ่นละอองที่มาจากภาคคมนาคม ๔๒ เปอร์เซ็นต์ของรถยนต์ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนเป็นยานยนต์ที่มีอายุมากกว่า ๑๔ ปี ซึ่ง ๑๔ ปีนี้ เป็นรถที่มีอายุใช้งานมาก่อนที่จะมีเครื่องยนต์ยูโร ๓ (EURO 3) ซึ่งเครื่องยนต์ยูโร ๓ (EURO 3) เป็นเครื่องยนต์ที่มีการพัฒนาระบบการเผาผลาญให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นแล้ว แต่รถ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นยานยนต์ที่อายุเกิน ๑๔ ปีนี้ ถ้าเราเอามาเทียบเรื่องของ การปล่อยมลพิษกับรถยานยนต์ใหม่รถเหล่านั้นจะปล่อยมลพิษที่มากกว่ายานยนต์ใหม่ถึง ๑๐ เท่าด้วยกัน ดังนั้นวิธีการในการแก้ปัญหาระยะสั้นที่จะเกิดผลที่สุดคือการบังคับใช้ กฎหมาย ซึ่งปัจจุบันนี้หลังจากที่คณะกรรมาธิการได้มีการศึกษาดูเราก็พบว่าเรามีกฎหมาย ที่ค่อนข้างจะครบถ้วนบริบูรณ์ เพียงแต่ว่าการบังคับใช้กฎหมายอาจจะเป็นสิ่งที่ต้องมีการ กำกับให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วยการบังคับให้มีการติดตั้งอุปกรณ์กรองมลพิษในยานยนต์เก่า มีการเพิ่มความเข้มงวดของการตรวจสภาพรถยนต์เอกชนหรือ ตรอ. แล้วก็มีการตรวจจับ ยานยนต์ที่ปล่อยควันดำ จะทำให้เราสามารถที่จะลดฝุ่นละอองที่ออกมาจากรถยนต์เก่า บนท้องถนนได้ อย่างไรก็ตามเราควรจะต้องมีการพิจารณาถึงเรื่องการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการปรับราคาของเอ็นจีวี (NGV) ให้อยู่ในระดับที่สามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ผู้ใช้ยานยนต์หันมาใช้เอ็นจีวี (NGV) มากขึ้นได้ เพราะว่าเอ็นจีวี (NGV) นั้นก็พิสูจน์แล้ว เหมือนกันว่าสามารถที่จะปล่อยมลพิษได้น้อยกว่าดีเซลอย่างชัดเจน ในระยะกลาง แล้วก็ระยะยาวเราควรจะมุ่งเน้นการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่มีการดำเนินการที่ดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่เดิมเคยมีรถที่ปล่อย ควันดำก็ต้องมีการปรับปรุงให้มีการพัฒนาให้ปล่อยควันดำน้อยลง หรือในขณะเดียวกัน ก็มีการส่งเสริมให้มีการลดปริมาณการใช้รถส่วนตัวประจำวันบนท้องถนนควบคู่ไปกับ การพัฒนาระบบยานยนต์ไฟฟ้า ที่อาจจะเอาเข้ามาเปลี่ยนการขนส่งมวลชนของประเทศ หรือมีการพัฒนาแหล่งชาร์จจิง สเตชัน (Charging station) หรือจุดชาร์จ (Charge) ไฟต่าง ๆ เพื่อที่จะให้ยานยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้สามารถที่จะเดินทางไปครอบคลุมพื้นที่ได้ไกลขึ้นแล้วก็มี ความสะดวกสบายเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับการใช้ยานยนต์ที่เป็นน้ำมัน ข้อที่ ๖ เป็นเรื่อง ของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่จะช่วยดูดซับฝุ่นละอองในเขตเมือง เพราะปัจจุบันนี้มีปัญหา ฝุ่นควันที่มาจากภาคคมนาคมส่วนหนึ่งก็เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีจราจรค่อนข้างที่จะแออัด ทั้งนี้ประเด็นเรื่องของคมนาคมเป็นปัญหาของวิถีชีวิตซึ่งเราทุกคนควรจะต้องคำนึงถึง การไม่สร้างผลกระทบเพิ่มกับประชาชนด้วยในระหว่างการพิจารณาหามาตรการต่าง ๆ ที่จะ เข้ามาป้องกัน สำหรับฝุ่นละอองจากภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบันนี้เราได้มีการทำโครงการนำร่อง ระบบการจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยมลพิษหรือที่ชื่อว่าพีอาร์ทีอาร์ (PRTR) ซึ่งระบบนี้ เป็นระบบที่ทำให้เกิดการเปิดเผยข้อมูล การเข้าถึงได้ทั้งในภาคส่วนของภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็ภาคประชาชนทั่วไป เรามีการพัฒนาในพื้นที่ที่จังหวัดระยองแต่ว่ายังไม่ได้มีการ ขยายผลต่อ ซึ่งระบบนี้ถ้าเกิดได้มีการขยายผลต่อ จะช่วยให้เราสามารถที่จะประเมินแล้วก็ มีความเข้าใจถึงฐานข้อมูลของการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมได้ดีขึ้นกว่าเก่า ดังนั้น คณะกรรมาธิการก็คิดว่าควรจะต้องมีการขยายระบบการดำเนินการจัดทำฐานข้อมูล การปล่อยมลพิษหรือพีอาร์ทีอาร์ (PRTR) ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ โดยอาจจะนำร่องในเขตพื้นที่ เศรษฐกิจพิเศษเพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนการจัดการมลพิษในภาคอุตสาหกรรมต่อไป ในขณะเดียวกันควรดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการตรวจสอบมลพิษและ การกำกับให้มีการติดตั้งปล่องควันและเครื่องวัดปล่องควัน หรือระบบที่ชื่อว่าซีอีเอ็มเอส (CEMS) คอนทินิวอัส อิมิชชัน มอนิเทอริง ซิสเท็ม (Continuous Emission Monitoring System) เป็นระบบตรวจวัดมลพิษที่ปากปล่องอย่างต่อเนื่อง เพื่อสามารถที่จะปรับปรุง กระบวนการแล้วก็ควบคุมกระบวนการในการปล่อยมลพิษของจากภาคอุตสาหกรรม ประเด็นที่ ๓ คือฝุ่นละอองที่มาจากการเผาในที่โล่ง ในปัจจุบันนี้ปัญหาของฝุ่นละออง ในการเผาในที่โล่งเป็นประเด็นของการบริหารจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นหลัก เพราะต้นทุนที่ถูกที่สุดในการจัดการวัสดุเหลือทิ้งในการเกษตรคือการเผา เนื่องจากเกษตรกร ส่วนมากเป็นเกษตรกรรายเล็ก ขาดแรงงาน ขาดต้นทุนในการจัดการเครื่องจักร การเผาจึงเป็น วิธีที่ง่ายที่สุดของเขา ข้อมูลที่เรามีอยากจะเรียนท่านประธานว่าหากเราลองประมาณการ ชีวมวลที่เหลือทิ้งจาก ๑ ภาคการเกษตร คือทางภาคเหนือเราจะพบว่ามีวัสดุเหลือทิ้ง ทางการเกษตรจากแปลงข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อยกว่า ๔๓.๘ ล้านตันต่อปี ถ้าเกิดเรา เอาวัสดุเหลือทิ้งเหล่านี้มาเผาในช่วงที่อากาศนิ่ง ในช่วงที่ระยะเวลาใกล้เคียงกันทั้งหมด จะทำให้มลพิษนี้มีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐานถึง ๓ เท่าด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีข้อมูลเทคโนโลยี ในเรื่องของจุดความร้อน แล้วก็พื้นที่เผาไหม้หรือฮอตสปอต (Hotspot) แล้วก็เบิร์นสการ์ (Burn scar) อยู่แล้ว แต่ขาดศูนย์กลางในการวิเคราะห์แล้วก็ส่งข้อมูลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อที่จะบูรณาการการแก้ไขปัญหาให้ทันท่วงทีแล้วก็ประสานงานจังหวัดต่าง ๆ ที่ประสบปัญหา เพราะฉะนั้นการที่เราจะสามารถจัดตั้งศูนย์ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อที่จะช่วยในการบูรณาการ ข้อมูลเหล่านี้ก็จะเป็นประโยชน์ การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุก็ต้องมุ่งเน้นถึงเรื่องของการจัดการ ชีวมวลที่ทิ้งอยู่ในพื้นที่เกษตรให้ได้ โดยที่เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้มันเกิดผลกระทบ น้อยที่สุด นั่นก็คือการสร้างมูลค่าให้เกิดขึ้นกับชีวมวล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะรับซื้อ ชีวมวลไปทำเป็นถ่านหรือว่ามีการจัดการลงทุนในเรื่องของเตาเผาชีวมวลชุมชน หรือแม้กระทั่งว่าการลงทุนในโรงไฟฟ้าชีวมวลระดับชุมชนเพื่อที่จะทำให้ชาวบ้านสามารถ ที่จะเก็บวัตถุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปแล้วก็มาผลิตเป็นไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุน เกษตรกรให้มีการรวมแปลงการเกษตรให้เป็นเกษตรแปลงใหญ่เพื่อที่จะสามารถเข้าถึง แหล่งการระดมทุนหรือสามารถที่จะกู้เงินในการซื้อเครื่องจักรทางการเกษตร เพื่อที่จะลด ปัญหาในการเผา และสุดท้ายคือเรื่องการส่งเสริมให้มีระบบการสอบกลับและฉลากสินค้า ทางการเกษตรที่ไม่เกิดกระบวนการเผา การที่เราสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์แล้วก็ ให้ผู้บริโภคได้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะเลือกซื้อสินค้าที่ไม่สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ก็อาจจะเป็นอีก ๑ ทางเลือกที่จะแก้ไขปัญหาในระยะยาว สำหรับฝุ่นละอองจากไฟป่า เราจะพบได้ว่าจากไฟป่าจุดเล็ก ๆ เพียง ๑ จุด ถ้าเกิดทิ้งเอาไว้เฉย ๆ สามารถที่จะลุกลามได้ถึง ๒๖,๐๐๐ ไร่ ข้ามคืน โดยที่ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการหาของป่า การล่าสัตว์ แล้วก็การเผาไร่ทั้งสิ้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้สามารถที่จะป้องกันได้หากมีความร่วมมือกัน ระหว่างเจ้าหน้าที่และชุมชนที่ดีพอ ดังนั้นโจทย์ที่สำคัญคือทำอย่างไรที่จะให้เจ้าหน้าที่ และชุมชนสามารถที่จะทำงานร่วมกันได้ ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังดูแลพื้นที่ ของตนเองไม่ให้เกิดไฟป่า นโยบายจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นในการที่จะเข้าไปจัดการแก้ไขปัญหา ในพื้นที่ ซึ่งนโยบายในการจัดการพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ชุมชนแล้วก็เจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ทับซ้อนต้องมีทางออกให้กับ ประชาชนในการที่จะทำมาหากิน ไม่ใช่แค่เน้นการจับ หรือการให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ เท่านั้น อีก ๑ นโยบายที่สำคัญก็คือการใช้เทคโนโลยีในการจัดตั้งศูนย์อำนวยการ เพื่อประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่และชุมชนในการป้องกันเมื่อเกิดไฟป่าขึ้น โดยที่อาจจะ ต้องมีการสนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ แล้วก็เบี้ยเลี้ยงให้สามารถที่จะดำเนินการแก้ไข ปัญหาเรื่องไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระยะยาวควรมีการสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้น จากการมีป่าและสิ่งที่สามารถจะทำได้คือการตรากฎหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อกำหนดเกณฑ์การ ปล่อยมลพิษและการซื้อขายมลพิษ เพราะเมื่อทุกบริษัทมีเกณฑ์การปล่อยมลพิษ ทำให้สามารถซื้อคาร์บอน เครดิต มาชดเชยการปล่อยมลพิษที่เกินได้ ชาวบ้านเดิมที่จะต้อง หากินจากป่าต้องทำลายป่าในการทำการเกษตรก็สามารถที่จะดูแลป่าและสามารถที่จะ ขึ้นทะเบียนเพื่อที่จะนำคาร์บอน เครดิต ตรงนี้ไปขาย เพื่อที่จะสร้างรายได้ให้กับชุมชนของเขา ในระยะยาว ข้อที่ ๒ คือการตรากฎหมายการจัดตั้งตลาดการซื้อขายคาร์บอนที่ปัจจุบันนี้ ยังเป็นตลาดสมัครใจไม่ใช่ตลาดที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหามลพิษ จึงควรจะมีการ จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนอย่างเป็นทางการเพื่อให้บริษัทและองค์กรต่าง ๆ ที่ปล่อยมลพิษ เกินเกณฑ์สามารถที่จะเข้ามาซื้อขายคาร์บอน เครดิต ไปชดเชย ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องของ ฝุ่นละอองที่มาจากหมอกควันข้ามแดน ผมต้องเรียนว่า ๔ ส่วนแรกเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ภายในประเทศ แต่ฝุ่นละอองที่ข้ามแดนมาปัจจุบันนี้ในบริบทของอาเซียน (ASEAN) มีข้อตกลง ร่วมกันในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศหรือทรานซ์บาวน์เดรี เฮซ โพลลูชัน (Transboundary haze pollution) โดยมีการดำเนินการผ่านอาเซียน อะกรีเมนต์ ออน ทรานซ์บาวน์เดรี เฮซ โพลลูชัน (ASEAN agreement on transboundary haze pollution) และเฮซ ฟรี โรดแมป (Haze free roadmap) แต่เป็นลักษณะของการให้คำมั่นสัญญา ที่ยังไม่สามารถที่จะผลักดันให้ประเทศสมาชิกและประเทศไทยเองแก้ไขปัญหาหมอกควัน ข้ามแดนได้ เนื่องจากยังขาดกลไกติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามพันธกรณีและมีการ เคารพซึ่งอำนาจอธิปไตยต่อกิจการภายในของแต่ละประเทศรัฐสมาชิกอย่างเคร่งครัด กระบวนการนี้จึงเป็นกระบวนการที่ยากที่สุดในการดำเนินการ ดังนั้นหากเราต้องการที่จะ แก้ปัญหาในภาพใหญ่ให้ได้ประเทศไทยควรจะต้องดำเนินการใน ๔ ประเด็นแรกให้สมบูรณ์ก่อน จึงจะมีเบสต์ แพร็กทิซ (Best practice) ที่จะนำไปแบ่งปันให้กับประเทศอื่น ๆ ผ่านในระดับ ทวิภาคีหรือในระดับพหุภาคี ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถที่จะผลักดันให้เกิดข้อตกลง ในระดับภูมิภาคเพื่อแก้ไขปัญหาในมาตรฐานเดียวกัน โดยมีตัวชี้วัดและกรอบระยะเวลา การดำเนินการที่ชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้หลังจากการดำเนินการแก้ไขปัญหา ๔ ประเด็นก่อน ล่วงหน้านี้แล้ว สุดท้ายผมก็อยากจะเรียนให้ท่านประธานทราบว่าพวกเราทุกคน เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อม จะมากหรือจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับบริบทของ พวกเราทุกคน แต่สิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักคือธรรมชาติไม่ใช่ของฟรี ธรรมชาติมีต้นทุน สิ่งที่เราอาจจะไม่ได้จ่ายในลักษณะของตัวเงิน เราอาจจะต้องจ่ายในเรื่องของคุณภาพชีวิต ในเรื่องของสุขภาพแล้วก็ในเรื่องของอนาคต สิ่งที่ทุกคนควรจะต้องมุ่งทำร่วมกันคือ ทำอย่างไรที่จะรักษาต้นทุนทางธรรมชาติเหล่านี้ให้คงอยู่ในสภาพที่เท่าเดิมหรือดีกว่าให้กับ คนรุ่นหลังต่อไป กราบขอบพระคุณครับ