มานพ สนับสนุนใช้พื้นที่เป็นฐานจัดการฝุ่น PM2.5 และไฟป่าอย่างเป็นระบบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒ กันยายน ๒๕๖๓

มานพ คีรีภูวดล เห็นด้วยกับรายงานการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 แต่เสนอให้ใช้พื้นที่เป็นฐานในการบริหารจัดการ โดยเน้นการบูรณาการหน่วยงาน จัดตั้งองค์กรและจัดสรรทรัพยากรตามหน่วยนิเวศเพื่อแก้ปัญหาไฟป่าและข้อขัดแย้งอย่างเป็นระบบ พร้อมเรียกร้องให้ใช้เทคโนโลยีและงบประมาณอย่างสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ มีประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนเครื่องมือที่ตรงกับความต้องการจริงอย่างมีประสิทธิภาพ

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

เห็นด้วยอยู่แล้วครับท่านประธาน เรียนท่านประธานครับ ผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ท่านประธานครับ ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM ๒.๕) อย่างเป็นระบบ ผมดูรายงานแล้วต้องชื่นชม แล้วก็เป็นรายงานที่ค่อนข้างที่จะสมบูรณ์ ทีนี้ผมขออนุญาตเพิ่มเติมเล็กน้อยครับท่านประธานครับ ในเนื้อหาในประเด็นเรื่องของสาเหตุ ค่าฝุ่นที่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่า ผมขออนุญาตเพิ่มเติมเล็กน้อยครับ จริง ๆ แล้วเป็นรายงาน ที่ค่อนข้างที่จะดีมากเลยครับ เนื่องจากว่าลักษณะป่าในพื้นที่ป่าบ้านเราที่จะเกิดขึ้นก็จะมีแค่ ประมาณ ๙ จังหวัด ตั้งแต่จังหวัดตาก จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่อะไรพวกนี้ ๙ จังหวัดนี้ทุกปีเลยก็จะเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของหน่วยงานราชการและมีการบูรณาการ และทุกครั้งที่เกิดขึ้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม ก็จะเป็นประเด็นเถียงกัน โต้แย้งกัน และที่สำคัญก็คือผลกระทบเราก็รู้อยู่แล้ว เรื่องสุขภาพ เรื่องสังคม เรื่องเศรษฐกิจ อันนี้ผมคิดว่าโดยรวม สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าข้อเสนอที่ผมอยากจะเพิ่มเติมเข้าไปก็คือเรื่องของ การบริหารโดยการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง เพราะว่าเอาเข้าจริง ๆ หน่วยงานที่คณะกรรมาธิการบอก ไม่ว่าจะเป็นชุมชน ท้องที่ ท้องถิ่น กรมนั้นกรมนี้จะต้องทำอะไร ผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่ดี แต่เวลาไปทำงานจริง ๆ พื้นที่ไม่ได้แยกออกให้คนไหนรับผิดชอบว่าจะต้องทำเรื่องใด ไฟป่าไม่เคยแยกว่าจะอยู่กรมไหนจะอยู่หมู่บ้านไหน เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ มันไม่เคยแยกเลยนะครับ ไฟมันจะลามมาจากเขตอุทยาน หรือป่าสงวนหรือ ว่านอกเขตป่า หรือในพื้นที่ไร่ เพราะฉะนั้นการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งโดยใช้หน่วยนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายลุ่มน้ำ เขตอุทยาน ภูมินิเวศทั้งนั้น อาจจะเป็นพื้นที่ที่ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ เป็นล้านไร่ ก็แล้วแต่ต้องใช้หน่วยพื้นที่ แล้วค่อยเอาหน่วยงานที่อยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการไปจัด องค์กรว่าในพื้นที่ในนิเวศนี้จะจัดองค์กรกันอย่างไร เพราะแต่ละหน่วยงานถือกฎหมายคนละฉบับ ถืองบประมาณคนละตัว เทคโนโลยีคนละอย่าง อันนี้ผมอยากจะเพิ่มเติมในรายงานว่า เอาเข้าจริง ๆ มันจำเป็นที่จะต้องออกแบบให้ศูนย์ตัดสินใจมาอยู่ที่พื้นที่จริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก สาเหตุที่ท่านกรรมาธิการได้รายงานว่าปัญหาไฟป่า เกิดจากการหาของป่า ผมถือว่าประเด็นนี้ทุกคนสรุปอย่างนี้เลย แต่ว่าในความคิดของผม เท่าที่ผมอยู่กับไฟป่าเป็นการสังเคราะห์สาเหตุที่แบบไม่ลึกเท่าไร เวลาเจ้าหน้าที่รายงาน ก็รายงานหาของป่า วิถีวัฒนธรรมของพวกเรามันไม่ใช่เป็นเรื่องการล่าสัตว์หาของป่า เพื่อดำรงชีพแล้วนะครับ ล่าสัตว์อะไรครับมีลูกปิงปองอยู่ในเขตป่า ล่าสัตว์อะไรครับ มันมีระบบวงจรไฟฟ้าที่จะเป็นจุดประทุในป่าเป็นจุด ๆ เหมือนเป็นคนวาง สิ่งเหล่านี้ ต่างหากครับ ถ้าเราไม่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้งประเด็นความขัดแย้ง ประเด็นการไม่บูรณาการกัน ประเด็นการสนับสนุนงบประมาณที่เหลื่อมล้ำกันแล้วก็ไม่ได้เชื่อมโยงกัน ผมว่าอันนี้ เป็นสาเหตุลึก ๆ ที่จะอธิบายว่าเกิดจากการหาของป่า อันนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าอยากจะ เพิ่มเติมให้คณะกรรมาธิการทำอย่างไรให้การใช้หน่วยพื้นที่หรือพื้นที่โดยส่วนใหญ่เข้ามา ออกแบบ คือมันต้องออกแบบองค์กรใหม่ องค์กรใหม่ในที่นี้ก็คืออาจจะเป็นคำสั่ง นายกรัฐมนตรี คำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือระเบียบอะไรก็ได้ครับ มันไม่ต้องไป เปลี่ยนแปลงกฎหมาย เพียงแต่ว่าช่วงในระยะเวลา ๓-๔ เดือนนี้ขอให้หน่วยนี้ประสานงาน ขอให้หน่วยนี้ทำงาน ขอให้บูรณาการ ผมยกตัวอย่างพื้นที่ประมาณสัก ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ที่ผม เคยทำงาน นี่จังหวัดภาคเหนือนะครับ มีตั้งแต่ส่วนราชการ หน่วยงานภายนอก ท้องที่ท้องถิ่น และมีหน่วยบริหารแล้วว่าใครจะดูแล ใครมีทรัพยากรอะไร ใครมีศักยภาพอะไร ใครจะดูแล พื้นที่ตรงไหน พื้นที่ไหนไม่มีปัญหาก็วิ่งมาสนับสนุนกลุ่มนี้ สุดท้ายครับท่านประธาน ผมขออนุญาตสรุปแบบสั้นอย่างนี้ครับ ผมเห็นด้วยอยู่แล้วนะครับ แต่ว่าขออนุญาตเพิ่มเติม หลักการก็มีหนีไม่พ้นแค่ ๓ เรื่อง

อันที่ ๑ คือเราจะใช้ความรู้และเทคโนโลยีคืออะไร มันมีเทคโนโลยีความรู้ ที่เป็นวิทยาศาสตร์และเป็นภายนอกและเป็นความรู้ที่เป็นเรื่องของพื้นที่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ความรู้ในเทคโนโลยีมันเหมาะสมกับบริบทพื้นที่คือความรู้อะไร เทคโนโลยีอะไรที่เหมาะสมกับวิธีการจัดการแบบนี้

อันที่ ๒ คือระบบบริหารจัดการ ซึ่งผมได้พูดไปแล้ว ระบบบริหารจัดการ ที่ผ่านมาคือก็สั่งการลงไป มีผู้หลักผู้ใหญ่วิ่งไปทีหนึ่งไฟก็เกิดทีหนึ่งหรือไฟก็หายไปทีหนึ่ง ระบบตัดสินใจในการแก้ปัญหามันไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของระบบนิเวศป่าครับ หลังดอยสุเทพ ที่ไฟไหม้ขึ้นมาผมถามว่าเกิดจากอะไร จากคนหาของป่าหรือครับ ไฟไม่ไหม้มากี่ปี สะสมเชื้อเพลิงเท่าไร ความรู้ที่เราจะเอาใบไม้ออก เชื้อเพลิงออกเพื่อมาทำเป็นปุ๋ยก็ดีทำอย่างอื่นก็ดี เชื้อเพลิง มันสะสมเป็นสิบ ๆ ปี ผมเคยทดลองนะครับ เราควบคุมไม้ขีดไฟไม่ได้ไม่รู้ใครไปจุด ไม่รู้ ความขัดแย้งคืออะไร ต้นไม้ตายหมดกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นความรู้ กลไก หน่วยงานที่จะต้องจัดการ อำนาจในการตัดสินใจครับ เราต้องประเมินไม่ใช่แค่พีเอ็ม (PM) ต้องประเมินว่าตัวนิเวศที่เมื่อไฟเข้าไปแล้วมันจะเกิดอะไร ทางเลือกที่ดีทางเลือกที่เหมาะสม จะต้องเป็นอย่างไร ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ

เรื่องสุดท้ายคือเรื่องระบบสนับสนุน ผมเข้าใจว่ามันมีการสนับสนุนสะเปะสะปะ ถ้าดูจากแผนงบประมาณของส่วนราชการ ผมเข้าใจว่าตั้งแต่เกิดไฟป่าหมอกควันตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๓ จะเข้าในปีนี้แล้วใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาท แต่ละหน่วยงาน ก็ตั้งครับ ตั้งแต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย แต่ละกระทรวงก็ตั้งไป แต่ละคนแยกกันทำไม่รู้ว่ามันไปตอบโจทย์ร่วมกันหรือไม่ อันนี้ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นถ้าระบบ สนับสนุนที่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง แล้วพื้นที่ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ว่าการจัดการกรณีค่าฝุ่น ที่เกิดจากในป่า ตำบลนี้ อำเภอนี้ พื้นที่อุทยานนี้มีแผนอยู่ประมาณ ๓-๔ เรื่อง ๑. ป้องกัน ๒. จัดการเชื้อเพลิงหรือไม่ให้เกิดหรืออื่น ๆ แล้วแต่แต่ละพื้นที่ หน่วยงานที่เกิดขึ้นทั้งหมด ลงไปสนับสนุนแผนภายใต้พื้นที่บริบทนั้น ๆ น่าจะดี ที่ผ่านมาผมคิดว่าคนที่จะไปทำปุ๋ยก็ทำไป แล้วไม่เกี่ยวข้องในพื้นที่ที่มันเกิดฮอตสปอต (Hot spot) ด้วยนะครับ ก็ไปทำที่ไหนไม่รู้ คนที่จะสนับสนุนเรื่องเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ไปลงไม่ตรงจุด

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ผมเนื่องจากว่ามีการอภิปรายแค่ ๑ คน ผมขออนุญาตเวลาอีกนิดเดียว ประเด็นสุดท้ายก็คือถ้าจะดูเรื่องของอุปกรณ์และเทคโนโลยี ท่านกรรมาธิการถ้าจะไปดูสถานีควบคุมไฟป่าก็จะเห็นอยู่แล้วคือกระติกน้ำที่คนทางเหนือ เรียกว่าโบโดเอามาทุกปี ก็ชาวบ้านบอกว่ามันไม่ได้ตรงนี้พอแล้วเอาเป็นอย่างอื่นได้ไหม เอาเป็นกองทุนได้ไหม ซึ่งในรายงานของคณะกรรมาธิการเขียนไว้ต้องทำเป็นกองทุน บางปี ไม่มีไฟป่าจะเอาอุปกรณ์มาทำไม ประเด็นที่ ๒ คือไม้ตบไฟ ที่เป็นหนา ๆ ท่านประธานเดินขึ้นป่า ซึ่งความชันสโลป (Slope) ๕๐-๖๐ แบกข้าวสาร แบกอาหารมันก็หนักแล้วครับ ถ้าเอา ไม้ตบไฟขึ้นไป ผมคิดว่าเทคโนโลยีบางตัวต้องให้ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ กำหนดว่าต้องการเทคโนโลยีแบบไหน ต้องการเครื่องไม้เครื่องมือแบบไหน ไม่ใช่สั่งซื้อ มาจากระบบส่วนกลางแล้วก็ส่งลงมา

สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน เพื่อการแก้ปัญหาเรื่องนี้ทำอย่างไร ความทับซ้อนของความรับผิดชอบตามกฎหมายและหน้าที่ของหน่วยงานให้มาบูรณาการ ในพื้นที่ร่วมกัน ผมนึกภาพไม่ออกแต่ถ้าเป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรืออไรก็ตามแต่ว่า ใช้หน่วยพื้นที่เป็นตัวตั้ง ทรัพยากรทั้งบุคคล ทรัพยากรทั้งงบประมาณ เครื่องไม้เครื่องมือ ความรู้ ให้ทุ่มลงไปทีละจุด ๆ ไม่ต้องกระจัดกระจาย แบบนี้ถ้าเราทำแล้วเราจะมีตัวชี้วัดและ เกิดผลสำเร็จ ขอบคุณมากครับท่านประธาน