ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายการพัฒนาระบบราชการ โดยตั้งคำถามถึงความล่าช้าในการดำเนินเป้าหมายจากรายงานปี 2561 ที่ยังไม่เกิดผลในปี 2563 พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงโครงสร้างราชการ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ พัฒนาระบบบุคลากร และรองรับการทำงานระยะไกลในภาวะปกติใหม่ รวมถึงตั้งข้อสังเกตต่อการจัดตั้งหน่วยงานภาครัฐ 52 หน่วยงานภายใต้แผนปฏิรูปประเทศในเรื่องความจำเป็น ความคุ้มค่า และความสอดคล้องกับเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำและการปรับโครงสร้างองค์กร พร้อมแสดงความกังวลต่อการจัดสรรงบประมาณของ ก.พ.ร. โดยเฉพาะส่วนที่ใช้จ้างผู้เชี่ยวชาญและศึกษาวิจัยที่มีมูลค่าสูง รวมถึงการทบทวนบทบาทและจำนวนองค์การมหาชนที่เพิ่มขึ้น พร้อมเรียกร้องความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจบริการ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายธรรมาภิบาลที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขออภิปรายรายงานการพัฒนาระบบราชการไทย เสนอมาเป็นประจำปี ๒๕๖๑ นะครับ แต่ผมอยากจะเริ่มแบบนี้ครับ โดยขอเอามติ การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมานี้เป็นกรอบในการพิจารณา แล้วย้อนกลับไปดูว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ในรายงาน ปี ๒๕๖๑ นั้น เพราะเหตุใด ท่านถึงวางเป้าหมายในปี ๒๕๖๑ แต่จนถึงปี ๒๕๖๓ ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้นยังเป็นปัญหาอยู่ หรือไม่ประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่ท่านได้เป็นคนตั้งหรือวางเอาไว้เองนะครับ นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือที่เราเรียก กันว่า ก.พ. และสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. ของท่านอยู่ ทั้งหมด ๕ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ให้ร่วมปรับปรุงระบบการทำงาน เช่น เรื่องโครงสร้าง การจัดองค์กร การลดอัตราข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ รวมถึงการเน้นการนำดิจิทัล (Digital) มาใช้
ประการที่ ๒ คือการให้เร่งการผลักดันเรื่องของอีเซอร์วิส (e-Service) ผมใช้คำภาษาอังกฤษเพราะเป็นคำที่อยู่ในหนังสือสั่งการทั้งหมด ไม่ได้เป็นคนพูด ภาษาอังกฤษเหล่านี้ขึ้นมาเอง เน้นการใช้อีเซอร์วิส (e-Service) ให้เป็นรูปธรรม และดำเนินการให้บริการแก่ประชาชนแบบ ๒๔ ชั่วโมง
ประการที่ ๓ ให้มีการปรับปรุงระบบการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร ที่จะเข้ามาเป็นข้าราชการให้ตรงกับภารกิจ ตรงกับความต้องการของส่วนราชการ และให้เพิ่มระบบเขาเรียกเซคันด์เมนต์ (Secondment) หรือการปฏิบัติงานในส่วนราชการ อื่น ๆ อีกหน้าที่หนึ่ง
ประการที่ ๔ คือให้ปรับตัวและปรับระบบราชการต่าง ๆ เหล่านี้ให้เหมาะสม กับเรื่องของเวิร์กฟรอมโฮม (Work from home) แล้วก็เรื่องของนิวนอร์มัล (New normal) หรือฐานชีวิตใหม่ อันนี้ผมไม่ลงรายละเอียดนะครับ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่เราเข้าใจกันอยู่ ในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างดีแล้ว
ประการที่ ๕ ให้สนับสนุนการพัฒนากำลังพล ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรเรื่องของ กลุ่ม นปร. กลุ่มฮิปส์ (HiPPS) หรือข้าราชการที่มีประสิทธิภาพสูงต่าง ๆ ให้มีบทบาทด้าน การปฏิรูปประเทศ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดองสามัคคี วันนี้ ผมไม่ได้มาถามว่าคำว่าความปรองดองสามัคคีที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีที่สั่งการท่านนั้น ความหมายเหมือนความปรองดองสามัคคีที่ผมเข้าใจหรือไม่ เอาไว้วาระอื่นจะพูดกันครับ แต่อย่างไรก็ตามผมจำเป็นต้องมีข้อสังเกตต่อรายงานฉบับนี้ เพราะว่าท่านคงทราบดีว่า ในปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ที่กำลังจะเข้าการพิจารณานั้น งบประมาณในส่วนของบุคลากร ภาครัฐสูงมากนะครับ โดยเฉลี่ยประมาณ ๑.๑ ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น ๑ ใน ๓ ของ งบประมาณทั้งหมด ผมมีข้อสังเกตต่อรายงานฉบับนี้อยู่ ๓ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ก็คือเรื่องการโอนถ่ายการปรับลดระบบโครงสร้างของหน่วยงาน และข้าราชการต่าง ๆ พิจารณาเฉพาะในรายงาน ปี ๒๕๖๑ ท่านพูดถึงความจำเป็นในการ ปฏิรูปประเทศตามแผนปฏิรูปประเทศที่มีผลมาตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๑ ท่านพูดถึง การตั้งหน่วยงานทั้งหมด ๕๒ หน่วยงานด้วยกัน อยู่ภายใต้ภารกิจความรับผิดชอบของท่าน ๓๑ หน่วยงานครับ แบ่งเป็นกรม ๙ กรม แบ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กรม ๑๓ หน่วยงาน แบ่งเป็นองค์การมหาชนและอื่น ๆ อีกทั้งหมด ๙ หน่วยงาน มันมีความจำเป็นมากน้อยขนาดไหน ที่จำเป็นจะต้องจัดตั้งหน่วยงานขนาดนั้น และวันนี้ระบบที่ท่านผลักดันหน่วยงานขนาดนั้น ตกลงมันสำเร็จเป็นไปตามเหล่านั้นจริงหรือไม่ มันสอดคล้องกับวิสัยทัศน์แผนและเป้าหมาย ของ ก.พ.ร. เองที่พูดถึงการปรับลดหน่วยงานต่าง ๆ และในขณะเดียวกันท่านตอบได้หรือไม่ ว่าการตั้งหน่วยงานเหล่านี้สอดรับกับประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมซึ่งเป็นหนึ่งใน วิสัยทัศน์ของท่านอย่างไรครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ ในงบของ ก.พ.ร. ในปี ๒๕๖๑ ท่านได้รับการจัดสรร งบประมาณทั้งหมด ๓๑๑ ล้านบาทเศษ เป็นงบบุคลากร ๑๐๙ ล้านบาท เป็นงบดำเนินการ และงบลงทุนประมาณ ๓๕ ล้านบาท อันนี้ผมไม่ติดใจ แต่ที่ผมติดใจก็คือว่าท่านตั้งงบไว้ สำหรับงบรายจ่ายอื่น ๆ เป็นจำนวน ๑๖๕ ล้านบาท แล้วท่านเขียนไว้เลยว่างบรายจ่าย อื่น ๆ นั้น คืองบของการจ้างผู้เชี่ยวชาญ และงบของการศึกษาวิจัย ซึ่งถือว่าเป็นกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณของท่าน ด้วยความเคารพนะครับ ถ้า ก.พ.ร. ไม่เชี่ยวชาญ แล้วใครจะเชี่ยวชาญอีกในประเทศไทยนี้ ท่านไปจ้างผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เพราะเหตุใดครับ หรือเอาเข้าจริง ๆ แล้วรายจ่ายเหล่านี้มันมีรายจ่ายอื่น ๆ ซึ่งท่านไม่ได้ยกตัวอย่างเช่น เหล่านั้นหรือไม่ เพื่อให้ผมสบายใจและไม่คลางแคลงใจว่าตกลงท่านจะจ้างผู้เชี่ยวชาญ ท่านจะศึกษาวิจัยอะไรอีก ในเมื่อ ก.พ.ร. นั้นควรเป็นหน่วยงานที่มีความชัดเจนเรื่องเหล่านี้ มากที่สุดอยู่แล้ว นั่นเป็นคำถามประการที่ ๒ ครับ
ประการที่ ๓ เรื่องของการทบทวนความจำเป็นขององค์การมหาชนต่าง ๆ ผมเข้าใจว่าในปี ๒๕๖๑ ในรายงานของท่านระบุถึงองค์การมหาชนอยู่ทั้งหมด ๓๘ แห่ง ด้วยกัน และแน่นอนตัวเลขปัจจุบันอาจจะมากกว่า ๔๐ หน่วยงานขึ้นไปแล้ว ผมคิดว่า วันนี้ ก.พ.ร. จำเป็นต้องสะท้อนอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาไปยังรัฐบาลถึงจำนวน องค์การมหาชนและกองทุนหมุนเวียนต่าง ๆ ตกลงวันนี้เราสร้างรัฐซ้อนรัฐหรือไม่ เรามี รัฐราชการอยู่แล้วนะครับซึ่งเข้มแข็ง เป็นทั้งข้อเด่นและเป็นปัญหาในตัวของมันเอง แต่เรากำลังจะมีรัฐซ้อนรัฐอีกรัฐหนึ่งครับ เป็นรัฐขององค์การมหาชนและกองทุนต่าง ๆ คำตอบของท่านต้องอยู่ที่ว่าองค์การมหาชนเหล่านี้ที่ดีก็มีครับ ที่มีประสิทธิภาพก็มี ที่มีเรื่อง เป็นการเฉพาะ ซึ่งผมเองมีโอกาสไปดูงานเช่นสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) นี่ผมอยากให้งบเขาเพิ่มด้วยซ้ำ แต่จำนวนเหล่านี้ตกลงมันเกิดประโยชน์ เป็นความจำเป็นจริง ๆ หรือไม่ครับ แล้วในขณะเดียวกันถ้าท่านบอกว่ามันโตเกินไปแล้ว ร่างพระราชบัญญัติที่ท่านเขียนอยู่ในนี้ว่าท่านจะสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม วิสาหกิจเพื่อสังคม สถานะของร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ตรงไหน ประการใดครับ
ผมขออนุญาตท่านประธานเพิ่มเติมในเวลาที่เหลืออยู่เป็นประการที่ ๔ ครับ เรื่องการจัดสรรงบประมาณของกลุ่มจังหวัด ท่านยังวนอยู่กับประเด็นเรื่องการส่งเสริมการเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม แต่วันนี้ฐานคิดของประเทศไทยมันเบี่ยงมาที่ งานบริการแล้วนะครับ ถึงแม้สถานการณ์โควิด (COVID) ทำให้เราเห็นปัญหา แต่จริง ๆ แล้ว ผมคิดว่างานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์และสังคมตอบโจทย์ว่าสังคมไทยกำลังพัฒนามาสู่สังคม ภาคบริการ แต่งบประมาณกลุ่มจังหวัดไม่ได้เขียนตอบสนองสิ่งเหล่านี้เลยครับ ด้วยความ เคารพครับท่านประธาน การรับราชการยังเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงครับ ครอบครัวผมเอง ก็เป็นครอบครัวข้าราชการ แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้ ก.พ.ร. ได้ตอบโจทย์กู๊ด กัฟเวิร์นแนนซ์ ฟอร์ เบตเทอร์ ไลฟ์ (Good governance for better life) จริงหรือไม่ ผมขออนุญาต ที่จะเป็นข้อสังเกตและเป็นคำถามในฐานะผู้แทนประชาชน ขอบพระคุณครับท่านประธาน