กนก จี้แก้กฎหมายธุรกรรมออนไลน์-สร้างเน็ตเสถียรชนบท-คุ้มครองเอสเอ็มอี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๓

กนก วงษ์ตระหง่าน อภิปรายรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาผลกระทบจากการประกอบธุรกิจออนไลน์ โดยระบุประเด็นสำคัญ ๔ ประเด็น ได้แก่ กฎกระทรวงฉบับที่ ๓๕๕ ที่บังคับให้สถาบันการเงินรายงานธุรกรรมมูลค่าสูงซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผลักดันให้ธุรกิจออนไลน์ขนาดใหญ่ผูกขาด กนก วงษ์ตระหง่าน ชี้ว่าโอกาสทางธุรกิจออนไลน์และการค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอี เกษตรกร และผู้บริโภคเข้าถึงกันโดยตรง ลดต้นทุนจากการตัดพ่อค้าคนกลาง แต่ปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตในชนบทและมาตรการตรวจสอบของสรรพากรเป็นอุปสรรค จึงเรียกร้องให้รัฐสร้างความเป็นธรรม คุ้มครองกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้เพื่อไม่ทำลายโอกาสที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้คณะกรรมาธิการเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตให้มีเสถียรภาพเพื่อขยายโอกาสเข้าถึงบริการออนไลน์ของประชาชนในชนบท

ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปรายในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาผลกระทบจากการประกอบธุรกิจออนไลน์ (Online) และการทําธุรกรรมผ่าน ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมมีอยู่ด้วยกัน ๔ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ที่ขออนุญาตเรียนก็คือว่าหัวใจสําคัญของเรื่องนี้ที่มีผลกระทบ อย่างมากคือกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๕๕ พ.ศ. ๒๕๖๒ ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ก็คือให้สถาบันการเงินรายงานกรณีรับโอนเงิน ๓,๐๐๐ ครั้งต่อปีขึ้นไป การรับฝากเงินหรือรับโอนเงินรวมกัน ๔๐๐ ครั้งต่อปี รวมถึงยอดธุรกรรมของเงินฝาก หรือเงินโอนก็แล้วแต่ตั้งแต่ ๒ ล้านบาทขึ้นไป เงื่อนไขตรงนี้ที่จะต้องให้รายงานกับ กรมสรรพากร คนที่ทําธุรกิจทุกคนจะทราบดีว่าตรงนี้คืออันตราย แล้วก็ความเสี่ยง และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองจึงทําให้ผู้ประกอบการของประเทศไทยเราจํานวนมากที่เป็น เอสเอ็มอี (SMEs) จําเป็นที่จะต้องไปฝากขายให้กับธุรกิจออนไลน์ (Online) ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นลาซาด้า ช้อปปี้ อาลีบาบา อะเมซอน ก็ตาม นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น กฎข้อนี้ กฎกระทรวงนี้บีบให้เอสเอ็มอี (SMEs) ไทยไม่มีทางที่จะทํามาหากินบนธุรกิจออนไลน์ (Online) ครับ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบมีการแก้ไข เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้วธุรกิจออนไลน์ (Online) ของประเทศไทยด้วยกฎกระทรวงข้อนี้ ก็ถูกบีบให้ไปอยู่กับรายใหญ่ แล้วก็ถูกรายใหญ่หักเปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการก็คงมี ข้อมูลอยู่แล้วว่าค่าคอมมิชชัน (Commission) ของธุรกิจขนาดใหญ่นั้นเขาคิดกี่เปอร์เซ็นต์ ผมไม่จําเป็นต้องพูดในเรื่องนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการเห็นเอสเอ็มอี (SMEs) โตเราก็ควรที่จะปลดล็อกตัวนี้แล้วก็ให้ เอสเอ็มอี (SMEs) ได้เกิดขึ้น แล้วในเวลาเดียวกันสัญญาณ ๕ จี (5G) สัญญาณอินเทอร์เน็ต (Internet) ทั้งหลายทั่วประเทศมันไม่มีเสถียรภาพ วันนี้มีพี่น้องประชาชนเยอะมาก ที่ผมทํางานด้วยในภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดสกลนคร ที่จังหวัดขอนแก่น ในภาคกลาง ที่จังหวัดจันทบุรี ในภาคใต้ที่จังหวัดกระบี่ เป็นต้น พี่น้องประชาชนหรือเกษตรกรรายย่อย ที่เราพยายามส่งเสริมให้เขาขายออนไลน์ (Online) สัญญาณในพื้นที่ของเขาไม่มี ไม่เสถียร การขายออนไลน์ (Online) ภาพก็กระตุก ขายไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการวางโครงสร้าง พื้นฐานคือระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) จะต้องมีเสถียรภาพและให้ชาวบ้านเข้าถึงได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเราก็พูดว่าส่งเสริมออนไลน์ (Online) แต่ชาวบ้านจะทําจริง ๆ ทําไม่ได้ มีเฉพาะรายใหญ่ ๆ ที่อยู่ในเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้น ผมคิดว่าทําไมคณะกรรมาธิการน่าจะบอก กับ กสทช. เอารถไปวิ่งในชนบทให้หมดเลย แล้วตรงไหนไม่มีสัญญาณก็ขึ้นสายสัญญาณ ขึ้นเสาสัญญาณเพื่อรับสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านคนยากคนจนในชนบทของเราได้ มีโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากธุรกิจออนไลน์ (Online) นี้ นั่นคือประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ที่สําคัญก็คือสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เกิดขึ้นนี้ มันบีบ แล้วก็เปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจออนไลน์ (Online) แล้วก็การทําธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น แล้วก็กลายเป็นทางเลือกใหม่จริง ๆ นั่นก็หมายความว่าเปิดโอกาส ใหม่ขึ้น เอสเอ็มอี (SMEs) ชาวบ้าน เกษตรกร เกษตรกรก็เห็นว่าอันนี้เป็นโอกาสแล้วที่ผม จะขายผลผลิตทางการเกษตรของผมตรงไปยังผู้บริโภค ผู้บริโภคก็ได้สินค้าที่มีคุณภาพ แล้วก็ ในราคาถูก เกษตรกรก็ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ไม่ต้องเสียการหักกําไรจากคนกลางออกไป เป็นการดีทุกฝ่าย ความเป็นธรรมในสังคมก็มากขึ้นแต่ก็ทําไม่ได้ครับ ในชนบทสัญญาณ อินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นปัญหา พอเขาทําได้มากขึ้นสรรพากรไปตรวจเขาอีก นั่นเป็น ปัญหา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเมื่อโควิด (COVID) ให้โอกาสกับเอสเอ็มอี (SMEs) เมื่อโควิด (COVID) ให้โอกาสกับคนยากคนจนแล้วท่านก็อย่าทําลายเลยครับ ผมอยากจะขอเรียกร้อง ความเป็นธรรมให้กับคนยากคนจน ให้กับพี่น้องเกษตรกรแล้วก็เอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีอยู่ ทั่วประเทศ ให้คนตัวเล็กตัวน้อยได้เกิดเถอะครับ เพราะอันนี้เป็นโอกาสของเขาจริง ๆ

ประการที่ ๓ ผมมีคําถามเรื่องนี้กลับไปยังนโยบายของรัฐบาลว่ารัฐบาล คิดเรื่องนี้อย่างไร ถ้ารัฐบาลคิดแต่เพียงว่าส่งเสริมให้เกิดธุรกิจออนไลน์ (Online) ให้เกิด การทําธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วก็จบแค่นั้น โดยไม่ไปดูว่าระบบนี้ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ ผมคิดว่าจะเป็นการกําหนดนโยบายที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เป็นนโยบายที่ขาดความเป็นธรรมต่อการกระจายผลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นนโยบายของรัฐบาลจะต้องชัดเจนว่าธุรกิจออนไลน์ (Online) เราต้องการให้ เศรษฐกิจฐานรากเติบโต เราต้องการให้เอสเอ็มอี (SMEs) เกิด เราต้องการให้เกษตรกร รายย่อยมีช่องทางทางการตลาดที่มากขึ้น ต้องเป็นนโยบายที่ชัดเจนอย่างนี้ครับ ส่วนคน ที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ท่านไม่ต้องห่วงเขาหรอกครับ ท่านไม่ต้องไปห่วงอาลีบาบาเลยว่า จะต้องขายได้หรือไม่ได้ในประเทศไทย ท่านไม่ต้องห่วงลาซาด้าเลยว่าเขาจะขายได้หรือไม่ได้ ในประเทศไทย เขาเอาตัวเขารอดครับ แต่กลุ่มเกษตรกรของผมที่อยู่ที่จังหวัดสกลนคร อยู่ที่จังหวัดขอนแก่น อยู่ที่จังหวัดจันทบุรี อยู่ที่จังหวัดกระบี่ ของเราเอาตัวไม่รอดครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ผมขอเรียกร้องความเป็นธรรมต่อคณะกรรมาธิการนะครับว่ากรุณาบอก รัฐบาลเถอะว่านโยบายธุรกิจออนไลน์ (Online) นี้ไม่ใช่นโยบายเฉย ๆ แต่นโยบายที่ต้อง พ่วงโอกาสที่ให้ความเป็นธรรมกับคนยากคนจนด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้เราต้องกลับไปที่เอสเอ็มอี (SMEs) เราต้องกลับไปที่เกษตรกรรายย่อยครับ และในเงินกู้ ๑.๙ ล้านล้านบาท เราก็มีปัญหานี้ เช่นเดียวกันครับ

ประเด็นสุดท้าย เมื่อเราคิดอย่างนี้ และนโยบายชัดเจนเช่นนี้ ผมอยากเสนอ ให้คณะกรรมาธิการได้แจ้งกับรัฐบาลว่าขอให้ทํานโยบายที่ผมได้กล่าวไปแล้วอย่างรวดเร็ว เพราะความเร็วเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ทุกท่านก็คงจะทราบดีว่าธุรกิจเอสเอ็มอื (SMEs) นี้ มีช่วงจังหวะเวลาของโอกาส เราเรียกว่าวินโดว์ ออฟ ออปพอร์ทูนิตี (Window of opportunity) หน้าต่างมันเปิดในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นที่จะทําให้เกษตรกรรายย่อย คนยากคนจนและเอสเอ็มอี (SMEs) รายเล็ก ๆ ได้มีโอกาส และโอกาสคือกําลังเกิดขึ้น ณ วันนี้แหละ ถ้าเราทิ้งตัวนี้ไปอีก ๑ ปี ทุกอย่างในตลาดมันเต็มหมดแล้ว คนตัวเล็กตัวน้อย ก็จะไม่ได้เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะฉะนั้นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทําในเรื่องนี้ก็คือไปแก้ปัญหาและอุปสรรคที่ขวางทาง เอสเอ็มอี (SMEs) ที่ขวางทางเกษตรกรรายย่อยครับ อย่างเช่นที่ขวางทางเกษตรกรรายย่อย ก็คือสัญญาณอินเทอร์เน็ตแก้ออกให้หมด อุปสรรคที่ขวางทางเอสเอ็มอี (SMEs) ก็คือ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๕๕ (พ.ศ. ๒๕๖๒) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วย การรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ นี่ละครับ ท่านไปแก้ให้หมด เถอะครับ เพื่อให้เส้นทางเดินของเอสเอ็มอี (SMEs) เพื่อให้เส้นทางเดินของเกษตรกรรายย่อย เดินได้สะดวกขึ้น คนไทยของเราทุกคนมีศักดิ์ศรี เราพร้อมที่จะลุกขึ้นและเดินด้วยตัวเราเอง ครับ แต่ขออย่างเดียวว่าเส้นทางที่เราเดินนั้นอย่าสร้างอุปสรรคที่มันมากจนเกินไปครับ และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๕๕ สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่มันไม่ได้เรื่องตรงนี้ละครับ ท่านประธาน ที่มันเป็นอุปสรรคที่ขวางทางคนยากคนจนครับ ผมเป็นผู้แทนราษฎรที่ยืนอยู่ ข้างคนยากคนจน และผมต้องการที่จะต่อสู้เพื่อขจัดอุปสรรคเหล่านี้ให้ออกจากเส้นทางนี้ เพื่อให้เอสเอ็มอี (SMEs) ตัวเล็ก ๆ คนยากคนจนที่อยู่ทั่วประเทศได้มีโอกาสได้เห็นโอกาสว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่การซื้อขายออนไลน์ (Online) นี้ พวกผมก็มีโอกาสด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ใช่คนรวยเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ครับ ประเทศนี้เราให้โอกาสคนรวยมาเยอะมาก ซึ่งไม่ได้เสียหายอะไรครับ แต่วันนี้ผมขอร้องให้คนจนได้โอกาสบ้างครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ