บัญญัติ แจงผลดี-ผลร้ายธุรกิจออนไลน์ ชูแนวทางพัฒนาอย่างยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๓

บัญญัติ เจตนจันทร์ หารือเกี่ยวกับผลกระทบของธุรกิจออนไลน์ทั้งในด้านบวกและลบ พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งจัดทำกรอบกฎหมาย ระบบภาษี และธรรมาภิบาลที่เป็นธรรม เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการทุกฝ่ายและส่งเสริมการค้าออนไลน์อย่างยั่งยืน

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออภิปรายรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการประกอบธุรกิจออนไลน์ (Online) และการทํา ธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้อง ขอขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ที่ได้ทํารายงานที่สมบูรณ์เสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ผมเองเป็นผู้หนึ่งที่เสนอญัตติเรื่องนี้ แล้วก็ขอให้ได้ผลสรุปเพื่อที่จะ ส่งให้ทางรัฐบาลได้พัฒนาธุรกิจการค้าออนไลน์ (Online) ของประเทศไทย เนื่องจากธุรกิจนี้ เป็นธุรกิจใหม่ แล้วมีความสําคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ขออนุญาตที่จะตั้งข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม ในส่วนของข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้นผมได้ศึกษาอ่านโดยละเอียด แล้วก็เห็นด้วยกับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ท่านประธาน ที่เคารพ ธุรกิจออนไลน์ (Online) หรือเรียกว่าธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยเรานี้ สําคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ใน ๒-๓ ปีที่ผ่านมา มีผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ผลกระทบ ทางเชิงบวก ผมยกตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดระยองผม มีผลไม้ ทุเรียนตามฤดูกาล ตั้งแต่ มีธุรกิจค้าขายออนไลน์ (Online) ราคาผลไม้ไม่มีตกเลยครับ ทุเรียนนี่ราคาก็ไม่ต่ํากว่า ๑๐๐ บาทตลอดฤดูกาล เดี๋ยวนี้กรมไปรษณีย์โทรเลขของประเทศไทย แล้วก็ธุรกิจโลจิสติกส์ (Logistics) ต่าง ๆ แข่งขันกันส่งสินค้า ผมส่งทุเรียนไปจังหวัดสงขลา ไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปจังหวัดอุบลราชธานี ใช้เวลาแค่ ส่งวันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนถึงแล้ว แล้วคุณภาพสินค้า ไม่เปลี่ยนแปลงเลย อันนี้มันเกี่ยวข้องกันทั้งธุรกิจออนไลน์ (Online) และธุรกิจโลจิสติกส์ (Logistics) ซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นนี่ เขาก็ใช้แพลตฟอร์ม (Platform) ของเขา ซึ่งทําให้ราคา ต้นทางกับปลายทางนั้นตัดพ่อค้าคนกลางออกไปได้เยอะ แล้วกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภค ได้อย่างรวดเร็ว มีความสะดวก มีความรวดเร็ว ราคาถูก แต่ว่าผลกระทบเชิงลบมีไหม ก็มีผลกระทบเชิงลบสําหรับสินค้าที่คนมีหน้าร้าน ยกตัวอย่างสินค้าชุมชน สินค้าโอทอป (OTOP) หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่คนมีหน้าร้าน เขามีภาระที่จะต้องเสียภาษีร้านค้า มีภาระ ที่จะต้องเสียภาษีโรงเรือนต่าง ๆ ธุรกิจที่จะมาทําสินค้าออนไลน์ (Online) เขาไม่มีภาระ สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น แล้วรัฐบาลก็ยังไม่ได้มีมาตรการในการเก็บภาษีของเขาเท่าที่ควร ก็ทําให้ เกิดความเหลื่อมล้ําสําหรับผู้ค้าขายออนไลน์กับผู้ค้าขายที่มีหน้าร้าน ก็ทําให้ชุมชนนั้น เงียบเหงาไปถนัดตา แล้วก็ผู้จัดซัปพลายเออร์ (Supplier) ต่าง ๆ ก็พลอยทําให้ได้รับการกระทบกระเทือนไปด้วย สําหรับผู้ที่สูงอายุที่ค้าขายตามบ้านตามชุมชนก็ไม่รู้เท่าทันวิธีการค้าขายทางออนไลน์ (Online) แล้วรัฐบาลก็ยังไม่มีการส่งเสริมให้มีการเรียนรู้อย่างจริงจัง การโอนเงินต่าง ๆ ก็พบว่าตามไม่ทันกันเยอะ สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่กระทบในเชิงลบต่อชุมชน ก็อยากที่จะเสนอ ทางออกเพื่อให้รัฐบาลโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญสรุปตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะไปว่า รัฐบาลควรจะมีการบริหารจัดการทั้งเรื่องของกฎหมาย ทั้งเรื่องของระบบภาษี ทั้งเรื่อง ระบบคุณภาพและระบบธรรมาภิบาลให้ผู้ค้าขายออนไลน์นั้นต้องค้าขายอย่างเป็นธรรม แล้วก็ส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง รับผิดชอบประกันสินค้า กรณีเกิดปัญหาก็จะต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบที่จะสามารถไปฟ้องร้อง แล้วก็สามารถที่จะ มีแพลตฟอร์ม (Platform) ที่รวบรวมผู้ค้าขายต่าง ๆ ทั้งที่มีคุณภาพ ไม่มีคุณธรรม จะได้ เรียนรู้และศึกษาเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อไม่ให้มีการหลอกลวงกันในการค้าขายออนไลน์ (Online) ขอยกตัวอย่างว่าปัจจุบันกรมการค้าภายในก็มีประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วย ราคาสินค้าและบริการ (ฉบับที่ ๔๙) พ.ศ. ๒๕๖๒ เรื่อง การแสดงราคาและรายละเอียด เกี่ยวกับสินค้าบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ (Online) ซึ่งคร่าว ๆ ก็คือว่า ๑. จะต้องแจ้งราคาสินค้าด้วยเลขอารบิก (Arabic) บางคนที่โพสต์ (Post) ไป โพสต์ (Post) มา บางทีไม่มีใส่ราคา ๒. ต้องมีรายละเอียดประกอบชนิด ลักษณะ ขนาด น้ําหนักให้ชัดเจน ๓. ต้องแสดงรายการและราคาเป็นภาษาไทย ถ้าภาษาอื่นร่วมด้วยก็ได้ แต่ต้องภาษาไทย ๔. ราคาต้องตรงกับราคาขายจริง เว้นแต่ว่าจะขายถูกกว่าที่โพสต์ (Post) ไว้ แพงกว่าไม่ได้ ๕. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ต้องระบุด้วย เช่น มีค่าขนส่งหรือไม่ ต้องชัดเจน ต้องครบถ้วน ต้องเปิดเผย และอ่านง่าย ฝ่าฝืนปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท อินบ็อกซ์ (Inbox) ไม่ได้ ค้าขายแล้วก็มาอินบ็อกซ์ (Inbox) กัน ต่อรองราคากันไปกันมาไม่ได้ แต่ถ้าเกิดว่าโฆษณาว่า มีขายที่ร้านให้มาชอป (Shop) ให้มาเลือกกันที่หน้าร้าน อันนั้นไม่ต้องบอกราคาได้เพราะเขา สามารถตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งได้ ถ้าเจอให้แจ้งกรมการค้าภายใน สายด่วน ๑๕๖๙ และมี สินบนนําจับด้วย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ รัฐต้องให้ความรู้แก่สังคมเรื่องของการค้าขายออนไลน์ (Online) ต้องมีหน่วยงานทางด้านการส่งเสริมด้วย เรียกว่าต้องมีดิจิทัล ลิเทอเรซี (Digital literacy) คําว่า ลิเทอเรซี (Literacy) คือต้องประกอบด้วย ๓ อย่าง เคเอพี (KAP) ๑. โนว์เลดจ์ (Knowledge) ๒. แอตติจูด (Attitude) ต้องมีความตระหนัก ๓. ต้องมี แพร็กทิซ (Practice) ต้องฝึก ต้องปฏิบัติได้ ซึ่งรวมเรียกว่าลิเทอเรซี (Literacy) เดี๋ยวนี้ พี่น้องประชาชนกว่าที่จะรู้ความตระหนักก็โดนหลอกไปเยอะแล้ว สินค้าก็มาเป็นขยะที่บ้าน อย่างนี้ไม่ได้นะครับ ก็ขอให้ทางคณะกรรมาธิการได้รับข้อเสนอแนะของผมเพื่อที่จะได้ให้ พี่น้องประชาชนค้าขายได้มากขึ้น ผู้รับสินค้าสะดวก รวดเร็ว มีความปลอดภัย สินค้า มีคุณภาพ กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีอีกเยอะ ค้าขายเครื่องสําอางต้องมีเลขจดแจ้ง โฆษณากันไป โฆษณากันมาไม่มีเลขจดแจ้งไม่สามารถจะทําได้ ต้องให้มีเลขจดแจ้ง ให้มีเลข อย. อันนี้เฉพาะกฎหมายกรมการค้าภายในก็ตั้ง ๕ ประการแล้ว กฎหมาย อย. อีก การโฆษณา ต่าง ๆ อีก มีการทําผิดกฎหมายในธุรกิจออนไลน์ (Online) มากมายเหลือเกิน รวมทั้ง เรื่องของการพนันออนไลน์ (Online) ก็คงจะเป็นสินค้าธุรกิจอย่างหนึ่งกระมังมากมาย เหลือเกิน เพียงแต่ไปตั้งแพลตฟอร์ม (Platform) ในต่างประเทศก็สามารถเล่นการพนันกัน ได้มากมาย ทําให้คนเป็นทาสของการพนัน ซึ่งก็เป็นสินค้าของนักธุรกิจการพนันอีกอย่างหนึ่ง ขออย่าให้มีการฉ้อโกง ต้องให้มีความปลอดภัย ก็ขอให้การค้าขายทางด้านนี้เป็นทางหลักแล้ว ไม่ใช่ทางเลือกแล้วสําหรับประเทศไทยในการที่จะพัฒนาด้านนี้ สุดท้ายบริษัท เฟซบุ๊ก (Facebook) ประเทศฝรั่งเศสยินยอมจ่ายภาษีและค่าปรับให้รัฐบาลฝรั่งเศสจํานวน ๑๐๖ ล้านยูโร คิดเป็น ๑๒๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ กรณีทําธุรกรรมออนไลน์ (Online) ในประเทศฝรั่งเศสในปี ๒๐๐๙-๒๐๑๘ รัฐบาลไทย ต้องไปศึกษาแล้วว่าแพลตฟอร์ม (Platform) เฟซบุ๊ก (Facebook) แล้วยังมีแพลตฟอร์ม (Platform) ใหญ่โตอีกมากมายที่ทําการค้าขายในประเทศไทย ทําอย่างไรประเทศไทยจะได้ ประโยชน์ รัฐบาลไทยจะได้ประโยชน์จากเม็ดเงินภาษีและรายได้จากบริษัทแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ เหล่านี้ตกเข้ามาในรัฐบาลเพื่อนํามาส่งเสริม นํามาบริหารจัดการ เพื่อที่จะให้การค้าขายด้านนี้มีความเป็นธรรมและเอื้อให้ระบบเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจ ฐานราก และเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทยได้รุ่งเรืองเจริญก้าวหน้าตามเทคโนโลยีดิจิทัลนี้ ด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ