สุชาติ เสนอขยายเวลาศึกษาปัญหาที่ดินอีก 90 วัน หลังติดโควิด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๓

สุชาติ ตันเจริญ รายงานผลการพิจารณาของวุฒิสภาเกี่ยวกับร่างกฎหมายและรายงานประจำปี พร้อมเสนอขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิอีก 90 วัน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และการลงพื้นที่ที่ยังไม่แล้วเสร็จ รวมถึงขอขยายเวลาพิจารณาโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่เพิ่มอีก 30 วัน พร้อมทั้งหารือประเด็นการรายงานธุรกรรมทางการเงินที่ส่งผลให้ประชาชนหันมาใช้เงินสดมากขึ้น เรียกร้องให้ทบทวนการบังคับใช้และเพิ่มการสื่อสารเพื่อคลายความกังวล ขณะเดียวกันเน้นย้ำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการสนับสนุนสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการชุมชน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการปรับปรุงกฎหมายการเงินอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมผลักดันให้ไทยมีสตาร์ตอัประดับยูนิคอร์นภายใต้กรอบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเรียกร้องความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกับแพลตฟอร์มในการรวบรวมข้อมูลมิจฉาชีพผ่านระบบโอเพนดาต้าเพื่อยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมออนไลน์

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญนั่งครับ ต่อไปเป็นเรื่องรับทราบ ซึ่งปรากฏอยู่ในระเบียบวาระนะครับ

รับทราบการพิจารณาของวุฒิสภา จํานวน ๒ เรื่อง

ด้วยสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๘ สมัยสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง ในวันจันทร์ที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่ประชุมได้ พิจารณาเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

(๑) ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว จํานวน ๒ ฉบับ

(๑.๑) ร่างพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตรกร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

(๑.๒) ร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. ....

(๒) รับทราบรายงานประจําปี ๒๕๖๑ ของสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ

ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เสนอแล้ว ซึ่งที่ประชุมสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้รับทราบทั้ง ๒ เรื่อง ได้แจ้งมาเพื่อให้เรารับทราบ ทั้ง ๒ เรื่อง จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ท่านสมาชิกครับ ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ ผมขอที่ประชุมนําเรื่องระเบียบวาระที่ ๗.๒ คือเรื่องที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดินขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษา และคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษา ซึ่งทั้ง ๒ เรื่องนี้ยังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระ ขึ้นมา พิจารณาก่อน เพื่อประโยชน์ในการทํางานของคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตที่ประชุมนะครับ ถ้าไม่มี ขอดําเนินการต่อนะครับ ไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

๗.๒ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออก เอกสารสิทธิในที่ดิน ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๓

ในเรื่องนี้ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดิน และการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน ได้มีหนังสือแจ้งมาว่าประเทศไทยเรามีปัญหาที่ดิน และการออกเอกสารสิทธิมาเป็นระยะเวลานาน โดยในแต่ละพื้นที่มีสภาพปัญหาด้านที่ดิน แตกต่างกันไป จึงจําเป็นที่ต้องรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ แล้วในขณะเดียวกันก็เจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Corona) หรือที่เรารู้จักกันโควิด-๑๙ (COVID-19) ส่งผลให้คณะกรรมาธิการไม่สามารถลงพื้นที่เพื่อศึกษาและรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ปัญหาต่าง ๆ และแม้ขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้นตามลําดับคณะกรรมาธิการได้ลงพื้นที่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่คณะกรรมาธิการยังรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาไม่แล้วเสร็จ อีกทั้งมีการตั้งคณะอนุกรรมการวิชาการและกฎหมายพิจารณาข้อเท็จจริงควบคู่กันไปกับ การลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการ ดังนั้น ตอนนี้ก็ยังไม่แล้วเสร็จ จึงขอให้ที่ประชุม ได้พิจารณาขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาออกไปอีก ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๓ เพื่อประโยชน์ในการทํางานของคณะกรรมาธิการ จะมีท่านสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเรามีมติอนุญาตให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดิน และการออกเอกสารสิทธิในที่ดินขยายระยะเวลาการพิจารณาออกไป ๙๐ วัน นับตั้งแต่ วันที่ ๒๙ สิงหาคม

ต่อไป คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาของการก่อสร้างอาคาร รัฐสภาแห่งใหม่ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวออกไปอีก ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๓ เช่นเดียวกันครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ได้มีหนังสือแจ้งว่าเนื่องจาก การพิจารณาศึกษาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ มีรายละเอียดข้อมูลที่จะต้อง พิจารณาตรวจสอบความถูกต้องเป็นจํานวนมาก ดังนั้น เพื่อให้การจัดทํารายงาน การพิจารณาศึกษาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่เป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบ บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่สภาได้มีมติมอบหมาย จึงมีความจําเป็นต้องขอขยายระยะเวลา การพิจารณาศึกษาออกไปอีก ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๓ จึงขอมติจาก ที่ประชุม มีท่านผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ก็ให้ที่ประชุมมีมติให้ขยายระยะเวลาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ขยายเวลาการพิจารณาออกไปอีก ๓๐ วัน นับตั้งแต่ วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๓ ต่อไปเป็นการพิจารณาในระเบียบวาระที่ ๔

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

- รายงานผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ผลกระทบจากการประกอบธุรกิจออนไลน์และการทําธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบ จากการประกอบธุรกิจออนไลน์ในประเทศไทยผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ (นายภาสกร เงินเจริญกุล เป็นผู้เสนอ) และญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบการค้าตรงและการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ต่อเศรษฐกิจชุมชน (นายบัญญัติ เจตนจันทร์ เป็นผู้เสนอ) และลงมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาศึกษาผลกระทบจาก การประกอบธุรกิจออนไลน์และการทําธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ตามข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ จํานวน ๒๕ คน โดยได้กําหนด ระยะเวลาพิจารณาไว้ทั้งสิ้น ๙๐ วัน และคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ขอขยายระยะเวลา ในการพิจารณาออกไป ๙๐ วัน ซึ่งครบกําหนดระยะเวลาในการพิจารณาดําเนินการของ คณะกรรมาธิการในวันจันทร์ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๓ บัดนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้ดําเนินการพิจารณาศึกษาญัตติดังกล่าวเสร็จเรียบร้อย ซึ่งในการพิจารณาศึกษา ของคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้น ได้มีการแต่งตั้งที่ปรึกษาประจําคณะกรรมาธิการจาก ผู้ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เกี่ยวกับญัตติดังกล่าว จํานวน ๒๑ คน และมีการประชุมทั้งสิ้น ๑๒ ครั้ง โดยในช่วงแรกได้พิจารณาศึกษาเรื่องผลกระทบจาก การประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) พุทธศักราช ๒๕๖๒ ประเด็นการทําธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเพย์เมนต์ (e-Payment) จนแล้วเสร็จ จากนั้นได้พิจารณาผลกระทบ ศึกษาผลกระทบจากการประกอบธุรกิจออนไลน์ (Online) ของประเทศไทยผ่านแพลตฟอร์ม (Platform) ต่างประเทศ และผลกระทบ การค้าตรงและการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) หรืออีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ต่อเศรษฐกิจชุมชนไปพร้อมกัน โดยได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและทุกภาคส่วน ตัวแทนผู้ประกอบการผ่านแพลตฟอร์ม (Platform) ทั้งใน และต่างประเทศ สมาคมผู้ค้าปลีก ตลอดจนตัวแทนผู้ประกอบการกลุ่มสตาร์ตอัป (Startup) มาร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลข้อเท็จจริง ตลอดจนชี้แจงแสดงความคิดเห็น อนึ่งคณะกรรมการ ขอแก้ไขคําผิดในหน้า ๔๖ (๖) (๗) ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แจกให้กับทุกท่านแล้ว จากการพิจารณา ศึกษาข้อมูลทั้งจากคณะกรรมาธิการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้เสนอญัตติ หน่วยงาน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายมาเข้าร่วมประชุม และหน่วยงานที่คณะกรรมาธิการเชิญมา เข้าร่วมประชุมจนครบทุกมิติแล้ว จึงได้มีข้อสังเกตเพื่อสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ และส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดําเนินการต่อไป โดยมีรายละเอียด ดังนี้

๑. กฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๕๕ พ.ศ. ๒๕๖๒ ออกตามความในประมวล รัษฎากร ว่าด้วยการรายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับบุคคลที่ทําธุรกรรมลักษณะเฉพาะที่กําหนดให้ สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องรายงานกรณีมีการฝากหรือรับโอนเงิน ทุกบัญชีตั้งแต่ ๓,๐๐๐ ครั้งขึ้นไปต่อปี หรือกรณีการฝากหรือรับโอนรวมกันตั้งแต่ ๔๐๐ ครั้ง และมียอดรวมของการทําธุรกรรมฝากและรับโอนรวมกันตั้งแต่ ๒ ล้านบาทขึ้นไปต่อ กรมสรรพากร ซึ่งประกาศใช้บังคับในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ โดยผลการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ทําให้พฤติกรรมการใช้เงิน ของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปโดยหันมาใช้เงินสดมากยิ่งขึ้น ประกอบกับตามข้อมูล การรายงานพฤติกรรมทางธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในรอบปี ๒๕๖๒ ระหว่างวันที่ ๒๔-๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ ซึ่งมีระยะเวลาน้อยมาก จึงมีอัตราส่วนที่น้อยเกินไปไม่สามารถประเมิน ผลสัมฤทธิ์ในการดําเนินการได้ ดังนั้น กรมสรรพากรต้องมีการทบทวนและประเมินผล การดําเนินการตามมาตราดังกล่าวอีกครั้ง และต้องรับฟังความเห็นหน่วยงานอื่น ๆ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึง หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงต่อไป

๒. กรมสรรพากรต้องมีการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ได้รับทราบเหตุผลในการจัดเก็บข้อมูลการทําธุรกรรมทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลด ความกังวลเกี่ยวกับแนวทางและเหตุผลในการจัดเก็บข้อมูลทางด้านการเงินที่เกิดขึ้นภายหลัง จากการบังคับใช้ประมวลรัษฎากรเพื่อทราบว่าเป็นการรวบรวมข้อมูลเฉพาะผู้โอนเงิน ทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ ๓,๐๐๐ บาทขึ้นไป หรือกรณีการฝากหรือรับโอนตั้งแต่ ๔๐๐ ครั้ง ขึ้นไป และมียอดรวมของธุรกรรมการฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ ๒ ล้านบาทขึ้นไป ต่อกรมสรรพากรเท่านั้น โดยการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวเพื่อให้เป็นข้อมูลเชิงสถิติ ในการดําเนินการคัดกรอง จัดรวบรวมเป็นฐานข้อมูล มิได้มีเจตนาในการใช้เป็นข้อมูล ในการคํานวณเพื่อจัดเก็บภาษีแต่อย่างใด

๓. ธนาคารแห่งประเทศไทยติดตามข้อมูลเกี่ยวกับการใช้อีเพย์เมนต์ (e-Payment) ในภาพรวมที่เกิดขึ้นภายหลังจากการประกาศและบังคับใช้พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘) พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้ประกอบการประเมินผลกระทบ รวมทั้งให้พิจารณาปรับปรุงกระบวนการอนุญาต ประกอบธุรกิจเงินอิเล็กทรอนิกส์ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อรองรับกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป

๔. กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้เอสเอ็มอี (SMEs) และผู้ประกอบการชุมชน สามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ด้วย วิธีการเข้าไปให้คําแนะนําเรื่องการขายสินค้าและบริการ ผ่านช่องออนไลน์ (Online) ควบคู่กันไป

๕. รัฐบาลควรสนับสนุนการดําเนินการของสตาร์ตอัป (Startup) ไม่ว่า จะเป็นมาตรการด้านกฎหมาย ภาษี รวมถึงส่งเสริมภาคธุรกิจ เช่น ส่งเสริมให้มีการแปลงหุ้น เป็นทุน และมีการส่งเสริมจากบีโอไอ (BOI) ให้กับสตาร์ตอัป (Startup) ด้วย และส่งเสริม ให้สตาร์ตอัป (Startup) ของประเทศไทยกลายเป็นยูนิคอร์น (Unicorn) หรือการประเมิน มูลค่าของสตาร์ตอัป (Startup) นั้นคิดเป็นมูลค่า ๓๐ ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป

๖. รัฐบาลควรที่จะเน้นการส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดดิจิทัล อินฟราสตรักเจอร์ (Digital infrastructure) และกําหนดมาตรการในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจสําหรับ ผู้ประกอบการกลุ่มสตาร์ตอัป (Startup) ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) และผู้ประกอบการ รายใหญ่ของประเทศไทยและต่างประเทศเพื่อให้สามารถแข่งขันกันได้อย่างเป็นธรรม และสามารถเข้ามาใช้บริการได้โดยยึดหลักการว่าประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูลต่าง ๆ ในระบบไพรเวซี (Privacy) เพื่อลดความเหลื่อมล้ําในการแข่งขัน เช่น เงินทุนและข้อมูล เป็นต้น

๗. หน่วยงานของภาครัฐที่กํากับดูแลธุรกิจออนไลน์ (Online) ควรสร้าง ช่องทางเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยในการทําธุรกรรมออนไลน์ (Online) โดยขอ ความร่วมมือจากเจ้าของเว็บไซต์ (Website) แพลตฟอร์ม (Platform) ที่ให้บริการซื้อขาย ออนไลน์ (Online) ทั้งหมด เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มมิจฉาชีพจัดเก็บไว้เป็นศูนย์กลาง สําหรับผู้บริโภคที่ใช้บริการเว็บไซต์ (Website) และแพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ ให้เข้าถึงได้ลักษณะโอเพน ดาต้า (Open data)

ดังนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญจึงขอเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษา ของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาต่อไป คณะกรรมาธิการวิสามัญขออนุญาตให้ นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ รองอธิบดีกรมสรรพากร นางสาวจิตรา ณีศะนันท์ ผู้อํานวยการกองสํารวจติดตามธุรกิจนอกระบบ และนายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาประจําคณะกรรมาธิการวิสามัญเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรด้วย กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ

ได้อนุญาตไปแล้วครับ เชิญท่านสมาชิกที่ต้องการจะซักถาม เชิญท่านคารมก่อน ตามด้วย ท่านบัญญัติ เชิญครับ