ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ชี้แจงปัญหาคุณภาพการศึกษาและข้อจำกัดของงบประมาณในโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมเสนอแนวทางปรับโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณและพัฒนาครูเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนสแตนด์อโลนกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอตอบกระทู้ถามของท่าน ส.ส. อัครเดชนะครับ ต้องขอขอบคุณจริง ๆ ที่ท่านเป็นตัวแทน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศที่น่าจะประสบปัญหาเดียวกันกับการที่ต้องมี การรบกวนท่านในเรื่องของการทอดกฐิน มันแสดงให้เห็นถึงปัญหาของการศึกษาไทยว่า เราไม่สามารถจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมไปลงในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ ซึ่งผมก็ยืนยันมาตลอด ว่าส่วนหนึ่งของการที่เรามีปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาคือจํานวนโรงเรียนที่อาจจะไม่ตรง กับความต้องการของนักเรียน ของสถานที่ ในขณะเดียวกันผมไม่ได้สนใจว่าโรงเรียนจะมี จํานวนเท่าไร จะ ๓๐,๐๐๐ ๕๐,๐๐๐ ๕,๐๐๐ แต่ทุกโรงเรียนควรจะเป็นโรงเรียน ที่มีคุณภาพ คุณครูก็เป็นส่วนหนึ่งในการที่ทําให้โรงเรียนมีคุณภาพ แล้วอันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ทางกระทรวงศึกษาธิการเข้าใจดี โดยเฉพาะในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมาเราพยายามจะรวบรวม ข้อมูลให้ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ผมจากประสบการณ์ที่ได้ไปลงพื้นที่ในหลาย ๆ จังหวัด สัดส่วนครูต่อนักเรียนของประเทศไทยถ้ารวมแล้วน่าจะอยู่ประมาณ ๑๖ คนต่อ ๑ คนครับ ซึ่งน่าจะถือว่าดีที่สุดในโลก แล้วทําไมการศึกษาของเรายังล้าหลังหรือไม่ทันสมัยกับ สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน เมื่อวันที่ผมไปรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของคุณภาพการศึกษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นเรื่องที่ กระทรวงศึกษาธิการต้องรีบทําอย่างเร่งด่วน และหลาย ๆ เรื่องเราก็อยู่ในกระบวนการ ที่จะทํา ๑ เรื่องที่น้องได้พูดถึงคือเรื่องความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา เขาถามว่าทําไมเขาต้อง มาเรียนในเมืองเหมือนอย่างที่ท่านอัครเดชได้พูดถึงเมื่อสักครู่ ทําไมเขาต้องมาเรียน ในกรุงเทพฯ แปลว่าความเหลื่อมล้ําทางการศึกษายังมีอยู่ ผมก็ยืนยันว่าเรากําลังแก้ตรงนี้ โดยที่เราแยกจํานวนโรงเรียนขนาดเล็กออกมาสําหรับโรงเรียนที่เรียกว่าสแตนด์ อโลน (Stand alone) โรงเรียนขนาดเล็กมีอยู่ ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน มีโรงเรียนที่เป็นโรงเรียน สแตนด์ อโลน (Stand alone) ไม่ว่าจะอยู่บนเขา บนเกาะ หรือเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพได้ ซึ่งในกระบวนการตรงนี้ ก็ได้บอกว่าโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนสแตนด์ อโลน (Stand alone) จะต้องมีครู ผู้อํานวยการ สถานศึกษาครบถ้วน ซึ่งก็ได้มีการแก้กฎระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้สามารถ ดําเนินการตรงนั้นได้ โดยที่การจัดสรรงบประมาณสําหรับโรงเรียนขนาดเล็กก็จะทํา ในแนวทางที่แตกต่างจากเดิม แต่ก่อนโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศเฉลี่ยแล้วได้ประมาณ แสนกว่าบาทถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อโรงเรียน ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่า เราก็มาดูว่าโรงเรียนที่เป็นสแตนด์ อโลน (Stand alone) ความต้องการของเขาคืออะไร เขาอาจจะเก่งทางวิชาการหรือว่าเขาอาจจะอยากเก่งทางด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อโจทย์ ตรงนั้นมาวางแล้วผ่านผู้อํานวยการสถานศึกษาเราก็จัดสรรงบประมาณให้ครบถ้วน เพื่อเขา จะได้สามารถมุ่งเข้าสู่เป้าที่ตั้งเอาไว้ได้ ฉะนั้นถ้าพูดถึงการขาดแคลน แน่นอนครับถ้าหากใช้ กฎระเบียบเดิมนักเรียน ๑๒๐ คน มีอัตราครูได้ไม่เกิน ๖ อัตรา ฟังดูดีครับ ๒๐ ต่อ ๑ แต่ในความเป็นจริงในโรงเรียนนั้นมีอยู่ ๘ ชั้นเรียนครูขาดแน่นอนครับ เด็กต้องเรียน ผ่านออนไลน์ (Online) หรือว่าดีแอลทีวี (DLTV) ซึ่งก็เป็นทางออกหนึ่ง แต่ผมได้สัมผัส ด้วยตัวเอง น้อง ๆ เหล่านั้นจะมีอนาคตทางการศึกษาที่ไม่สมบูรณ์ เราพยายามจะแก้ไข ปัญหาด้วยการเอาเทคโนโลยีมาใช้ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ไม่สามารถสร้างคุณภาพทาง การศึกษาได้ ฉะนั้นกระบวนการตรงนี้ก็ปรับ ถ้า ๕,๐๐๐ โรงเรียนที่พูดถึงมีความจําเป็น ต้องสอนให้ครบชั้น ๘ ห้องเรียนก็ต้องสอน มีครู ๘ คนก็ต้องมี ๘ คน แต่ในความเป็นจริง เราสามารถทําได้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ท่านมีหลักสูตรการสอนควบชั้น ผมดู หลักสูตรนั้น เป็นหลักสูตรที่ดีมาก ๆ แต่ไม่มีครูคนไหนหรอกที่สามารถเอาหลักสูตรนั้นมาจํา แล้วสามารถถ่ายทอดได้ ฉะนั้นกระทรวงศึกษาธิการเองกําลังพยายามที่จะดึงครูออกมาจาก โรงเรียนขนาดเล็ก ๕,๐๐๐ โรงเรียนนั้นแล้วมาศึกษาวิธีการสอนควบชั้น ทําให้เขาสามารถ มีอัตราครูได้ ๖ อัตราหรือน้อยกว่าด้วยซ้ํา แต่จะมีการบาลานซ์ (Balance) ในการสอน ทีนี้ ในช่วงที่ดึงครูออกมาเราจะทําอย่างไร ตอนนี้มีคนว่างงานเยอะ มีครูที่รอขึ้นบัญชีอยู่เยอะ เราก็สามารถนําครูเหล่านั้นหรือว่านักศึกษาที่ยังไม่มีงานทํา แต่อันนี้ต้องแก้กฎระเบียบ หรือประกาศอะไรต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อไปทดแทนในระหว่างที่ครู ผมคิดว่า ประมาณ ๑๕,๐๐๐ คน ออกมาพัฒนาตัวเอง ซึ่งกระบวนการนี้เราก็จะทําให้โรงเรียน ขนาดเล็กเริ่มต้น ๕,๐๐๐ โรงเรียนจะมีศักยภาพในการสร้างทักษะทางด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการหรือว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ ส่วนโรงเรียนที่เหลืออีก ๑๐,๐๐๐ โรงเรียน เราก็อยู่ในกระบวนการที่ต้องพิจารณา และจริง ๆ แล้วจังหวัดราชบุรีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่เรา มองว่ามีความสามารถในการบริหารจัดการได้ในการควบรวมโรงเรียน แต่ต้องมั่นใจว่า การควบรวมโรงเรียน ณ ปัจจุบันไม่ได้ดึงศักยภาพออกจากโรงเรียนเล็ก ๆ ที่ถูกรวม แต่เรา กําลังสร้างสถานศึกษาโรงเรียนแม่เหล็ก จะโรงเรียนดีประจําตําบลหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ให้เด็ก ๆ ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพจริง ๆ ก็ต้องขอความร่วมมือจาก ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วทั้งประเทศที่จะผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น โรงเรียนที่เราดูอยู่ มีพื้นที่ไม่ไกลเกิน ๕ หรือ ๖ กิโลเมตรทั้งนั้น แล้วโรงเรียนที่จะเป็นโรงเรียนแม่เหล็กอยู่ใน สภาพที่สามารถรองรับนักเรียนได้มากกว่าเดิม ๒ เท่า ๓ เท่า ๔ เท่าด้วยซ้ํา จะเป็น การจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็หวังว่าไม่ไปกระทบท่านในการที่จะต้อง มีกฐิน แล้วก็ระดมในเรื่องต่าง ๆ เหล่านั้น ยืนยันว่าทางกระทรวงศึกษาธิการเข้าใจ และกําลังหาแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อยู่ครับ ขอบคุณครับ