วราวุธ แจงแนวทางนำไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านในเขตป่าอนุรักษ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๓

วราวุธ ศิลปอาชา หารือปัญหาการจัดหาไฟฟ้าให้ชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ที่บ้านป่าเมี้ยงและบ้านผาแดง พร้อมเสนอแนวทางเปรียบเทียบระหว่างการเดินสายไฟฟ้าระยะทาง 10 กิโลเมตรและการติดตั้งระบบไมโครกริดด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต้นทุนที่เกี่ยวข้อง โดยขอรับเป็นการบ้านเพื่อหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ต้องขอบคุณท่านสมาชิกนะครับ ท่านนิติพล ขออภัยที่เอ่ยนาม เพราะว่าปัญหาเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือในเขตอุทยานแห่งชาตินั้นเป็นสิ่งที่ทางกระทรวงนั้นเราให้ ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าท้ายที่สุดแล้วพี่น้องประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้านตาม เขตป่าอนุรักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บ้านป่าเมี้ยงและบ้านผาแดงนั้นจะเป็นพี่น้องประชาชน ที่ช่วยเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในการที่จะเป็นหูเป็นตา แล้วก็ ดูแลรักษาพื้นที่อุทยานของเรา ดังนั้นความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนนั้นเราให้ความสําคัญ เป็นอย่างยิ่ง ปัญหาอยู่ที่ว่าตอนนี้พี่น้องประชาชนต้องการไฟฟ้าครับท่านประธาน จะเอา ไฟฟ้าเข้าไปได้มีอยู่ ๒ แบบ แบบแรกคือตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ คือการเดิน เสาไฟฟ้าเข้าไปที่พื้นที่ ซึ่งตามที่ตรวจสอบมาใช้ระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ส่วนที่ ๒ คือ การใช้ไฟฟ้าในพื้นที่เลย คือการใช้แผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) เมื่อสักครู่ได้ลองสอบถามดู ก็ทราบ พูดถึงประเด็นแรกก่อนครับท่านประธาน การที่ใช้พาดเสา ติดเสาไฟฟ้า เดินสายไป ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร สิ่งที่ทางกรมเป็นห่วงนั้นคือระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร ใช้งบประมาณ เฉลี่ยกิโลเมตรละประมาณล้านกว่าบาท ๑๐ กิโลเมตร ก็ใช้เงินประมาณ ๑๐ ล้านบาท เท่านั้นเอง ไม่ได้เยอะมากมายอะไร ประเด็นปัญหาจะอยู่ที่ว่าเวลาเราพาดสายไป ๑๐ กิโลเมตรนั้น ตลอดระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร ถ้าหากว่าเกิดปัญหาขึ้นมา ฝนตก ฟ้าร้อง หรือมีสัตว์ หรือมีอะไรเข้าไปเกี่ยวปุ๊บสายขาดขึ้นมาก็จะมีปัญหากับทั้ง ๒ หมู่บ้านได้ ประเด็นต่อมาก็คือว่าตลอดระยะทาง ๑๐ กิโลเมตรนั้น ปัจจุบันนั้นเป็นป่าที่สมบูรณ์ เป็นอุทยานที่สมบูรณ์อยู่ ถ้าหากว่ามีการสร้างสายไฟพาดผ่านไป ๑๐ กิโลเมตรแล้ว ในประสบการณ์ตามที่เราเคยเห็นมามันจะเกิดจุดต่อไฟออกมาระยะทางจาก ๑๐ กิโลเมตร ฉะนั้นประเด็นนี้คงต้องมานั่งพินิจพิเคราะห์กันว่าเมื่อสร้างแล้ว ถามว่าตัวสายไฟและเสาไฟเอง ก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไหม อาจจะยังไม่เกิด แต่สิ่งที่ตามมาก็คือจะมี พี่น้องประชาชนบางกลุ่มอาจจะไปเริ่ม พอเห็นมีเสาไฟเสร็จแล้วก็จะไปต่อตรงนั้นทีหนึ่ง ต่อตรงนี้ทีหนึ่ง จนท้ายที่สุดแล้วตลอดระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร จากที่เคยเป็นป่าสมบูรณ์ ก็จะเริ่มแหว่งขึ้นทีละหน่อย ๆ อันนี้เป็นสิ่งที่ทางกรมก็เป็นห่วงพอสมควร ทีนี้ถ้าลองมองอีก ประเด็นหนึ่งก็คือว่าการใช้ไฟโดยแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ปัจจุบันทราบว่าทางพี่น้อง กลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง ๒ หมู่บ้านนั้นมีเป็นโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ที่ติดอยู่บนหลังคาบ้าน หรือที่เราเรียกว่าโซลาร์รูฟทอป (Solar Rooftop) ติดมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ซึ่งมาถึงวันนี้ก็ใช้ เวลาประมาณเกือบ ๑๕ ปีแล้ว โดยเฉลี่ยแล้วแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ๑ แผง จะมีอายุ การใช้งานก็อยู่ประมาณนี้ครับท่านประธาน ๑๐-๑๕ ปี ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่วันนี้ พอกาลเวลาผ่านไปนั้น ศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ที่มีอยู่นั้น ก็ลดความมีประสิทธิภาพลงไป บวกกับว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามา จากที่เมื่อก่อนอาจจะมี พัดลม อาจจะมีอุปกรณ์ไฟฟ้าไม่กี่ชิ้น ปัจจุบันอาจจะมีเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นทีวี (TV) ตู้เย็นมากขึ้น ดังนั้นโซลาร์รูฟทอป (Solar Rooftop) ที่มีอยู่ปัจจุบันนี้ โซลาร์โฮม (Solar Home) ที่ใช้งบประมาณหลังหนึ่งประมาณสักไม่เกิน ๓๐,๐๐๐ บาท อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน แนวทางอีกวิธีหนึ่งคือการทําเป็น เรียกว่าโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) เป็นไมโครกริด (Microgrid) ซึ่งผมลองเช็ก (Check) ดูว่า ถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนประมาณ ๑๓๐ ครัวเรือน ผู้อาศัยประมาณ ๔๐๐ คนนั้นก็จะ ใช้เงินประมาณ ๒๕-๔๐ ล้านบาท แล้วก็ใช้พื้นที่โล่งประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าตารางเมตร หรือว่าประมาณสัก ๒ ไร่กว่า ๆ ในประเด็นนี้ผมคิดว่าอาจจะมีความเสถียรภาพมากกว่า เพราะว่าถ้าหากว่าทําเป็นไมโครกริด (Microgrid) ขึ้นมา แล้วก็ฟีด (Feed) มาให้กับ ทั้ง ๒ หมู่บ้านนี้ ความเสถียรของกระแสไฟที่จะส่งมาก็จะมีความเสถียรมากกว่า แต่ต้นทุน จากที่บ้านหลังละประมาณ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ก็จะขึ้นไปเป็น ๒๕-๓๐ ล้านบาท เพื่อที่จะฟีด (Feed) คนให้ได้ถึง ๔๐๐ คน แล้วก็ใช้พื้นที่ในอุทยานอีกประมาณเกือบ ๒ ไร่กว่า ๆ ทั้งนี้ ๒ ประเด็นนี้ผมขออนุญาตรับเป็นการบ้าน แล้วก็หารือกับทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าจะต้องใช้งบประมาณ มีงบประมาณหรือไม่ แล้วก็ ปริมาณกําลังไฟนี้ใช้พื้นที่ ๒ ไร่แล้วจะสามารถส่งกระแสไฟให้กับพี่น้องประชาชน ทั้ง ๒ หมู่บ้าน ก็คือหมู่บ้านป่าเมี้ยง แล้วก็หมู่บ้านผาแดงนั้นได้เพียงพอหรือไม่ แต่ประเด็นที่ คงจะต้องขออนุญาตฝากท่านประธานไปยังท่านสมาชิกว่าเมื่อมีไฟฟ้าที่เพียงพอแล้ว ประเด็น ที่เราเป็นห่วงก็คือว่าพอไฟฟ้ามาทุกอย่างสะดวกสบาย หมู่บ้านที่เคยมีอยู่ประมาณ ๒ หมู่บ้าน รวมกันแล้วประมาณ ๑๓๐ หลังคาเรือน ประมาณไม่เกิน ๔๐๐ ชีวิตมันจะเพิ่มขึ้น จาก ๑๓๐ หลังคาเรือน จะเป็น ๑๕๐ หลังคาเรือน เป็น ๒๐๐ หลังคาเรือน ปริมาณ พี่น้องประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้นก็จะเพิ่มขึ้น นี่คือสิ่งที่เราเป็นห่วง ดังนั้นก็ขออนุญาตเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกว่าความเดือดร้อนของพี่น้องทั้ง ๒ หมู่บ้านนั้น ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเราให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง แล้วเราก็จะ รับเป็นการบ้านติดต่อกับทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กระทรวงพลังงาน เพี่อหาวิธีในการที่จะ แก้ไขประเด็นเรื่องกระแสไฟฟ้าให้กับพี่น้องของทั้ง ๒ หมู่บ้านนี้ให้ได้มีประสิทธิภาพโดยที่ เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมแล้วก็บริเวณอุทยานแห่งชาติน้อยที่สุดครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ