ดอน แจงมาตรการเดินทางกลับไทย หลังพบปัญหาที่อยู่-งานรออยู่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๓

ดอน ปรมัตถ์วินัย ชี้แจงความคืบหน้าการ repatriation ชาวไทยจากซาอุดีอาระเบีย พร้อมอธิบายอุปสรรคด้านกฎหมาย ปัญหาการตั้งถิ่นฐานหลังกลับประเทศ และความพยายามของสถานทูตในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และปัญหาสถานะการพำนักที่ผิดกฎหมายจากการ "กระโดดวีซ่า" ผ่านกิจกรรมแสวงบุญ

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ

กราบเรียนท่านประธานครับ สําหรับคําถามที่ ๒ นั้น ในกรณีคนไทย ที่อยากจะกลับที่อยู่ในฐานะต่าง ๆ นั้น ส่วนหนึ่งเราได้กล่าวไว้ในคําตอบแต่แรกว่า ทางรัฐบาลก็มีการจัดไฟลต์ (Flight) เพื่อจะให้ผู้ที่สมัครใจกลับ รวมไปถึงพวกที่อยู่ในข่าย เนรเทศ แต่ว่าเมื่อเราจัดให้มีเที่ยวบินก็สามารถจะมารวมกันอยู่ในนี้ได้ เที่ยวบินต่อไป ก็วันที่ ๕ กันยายน ซึ่ง ณ วันนี้ขณะนี้ก็มีผู้แสดงความจํานงมาแล้ว ๒๕๐ คน แล้วก็ยังมี เที่ยวต่อไปคือเดือนกันยายน แต่ว่าเมื่อมาถึงแล้วจะผ่านกระบวนการอย่างไรนั้นก็เป็นอีก ประเด็นหนึ่ง ซึ่งเราก็ได้พบจากการไปพูดคุยสัมภาษณ์ คราวที่แล้วมีการเดินทางของ คณะก่อนที่โควิด (COVID) จะมาเยี่ยมเยียน ภูมิภาคต่าง ๆ ก็มีคณะจากประเทศไทย ไปร่วมประชุมที่เมืองรียาด ก็มีการไปพบปะกับกลุ่มคนไทยได้ถามไถ่ดูว่าความประสงค์ เป็นอย่างไรกัน ในแง่จะมีความกินดีอยู่ดีเพียงพอหรือไม่ นั่นคือก่อนโควิด (COVID) และมีทุกข์สุขอย่างไร มีอะไรที่จะช่วยเหลือกันได้ ส่วนหนึ่งของคําตอบนั้นก็คือเรื่องของ การตัดสินใจว่าจะกลับหรือไม่กลับนั้นก็มักจะเกิดขึ้นอยู่ในความรู้สึกของคน เมื่อมีโอกาส ก็ล้วนแล้วแต่อยากจะกลับ แต่พอพูดถึงเรื่องของการกลับก็มีคําถาม ๆ หนึ่งขึ้นเสมอก็คือ กลับไปแล้วไปทําอะไร ก็คือเรื่องงาน แล้วที่อยู่อาศัย เพราะในจํานวนหนึ่งที่ได้พบแล้วได้ถาม ก็ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งอยู่แล้ว เพราะว่าญาติพี่น้องก็ไม่อยู่แล้ว นี่คือคําถาม ที่ย้อนกลับมาถามว่าถ้าจะกลับเขาจะต้องเตรียมตัวอย่างไรกับปัญหาลักษณะนี้ทั้งเรื่องงาน และที่อยู่อาศัย นี่ก็เป็นประเด็นที่คงจะต้องพูดคุยกันหาทางที่จะช่วยกันดูแลนะครับ ส่วนด้านที่ว่าจะขอให้เขาพิจารณาอะไรเป็นพิเศษ ผ่อนปรนหรืออะไร ก็บ่อยครั้งเลยครับ ในมุมของค่าธรรมเนียมอายุของการอยู่อาศัยก็ดี หรือแม้กระทั่งการจับกุมเพื่อเนรเทศ ทางสถานทูตเราที่เมืองริยาดและสถานกงสุลใหญ่ที่เมืองเจดดาห์ก็พยายามจะติดต่อ เจ้าหน้าที่เพื่อจะให้มีการผ่อนปรน แต่คําตอบอย่างที่พวกเราคงทราบว่าในหลายประเทศ เขาถือว่าความเข้มแข็งของการบังคับใช้กฎหมายหรือกฎระเบียบนั้นอาจจะเป็นหัวใจของ การทํางานอย่างมีประสิทธิภาพและทําให้ลุล่วง เพราะฉะนั้นก็มักจะได้คําตอบว่าถ้าหากว่า มีการยกเว้นกับใครหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง สิ่งที่ตามมาคือเขาก็จะต้องถูกรุมจวกอีก หลาย ๆ ประเทศด้วยคําถามเดียวกัน และความต้องการเดียวกัน เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้ บนพื้นฐานนี้จึงทําให้ทางการของประเทศซาอุดีอาระเบียไม่สามารถที่จะดําเนินการอะไร มากไปกว่าที่จะยืนหยัดอยู่บนกฎระเบียบของเขา ก็ขออนุญาตเรียนว่าเป็นเช่นนั้น สําหรับ คนไทยที่กลับมาก็อยากจะเรียนในแง่ของตัวเลขว่าในมุมของตัวเลขที่มีการให้ความช่วยเหลือ คนไทยในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาก็มีอยู่รวมแล้ว ๙๒๖ คน ที่นํากลับมา ในจํานวนนั้นก็แยกเป็น แต่ละปีตามความจําเป็นและความต้องการ ตั้งแต่หลักร้อยต้น ๆ เป็นต้นว่า ๑๘๐ คน ปี ๒๕๖๒ น้อยที่สุดก็คือ ๙๘ คน แต่ที่มีมากหน่อยก็คือ ๒๒๐ คน ในปี ๒๕๖๑ แล้วก็ ปี ๒๕๖๐ ก็ ๒๑๙ คน เป็นต้น เพราะฉะนั้นในช่วงตั้งแต่มีโควิด (COVID) เข้ามาเยือน ก็มีความพยายามที่จะนําคนไทยกลับมาตามความต้องการ รวมแล้ว ๔๗๑ คน อันนี้ยังไม่ได้ รวมไปถึงกลุ่มต่อมาในเดือนกันยายน วันที่ ๕ อีก ๒๕๐ คน แล้วก็ปลายเดือนกันยายนก็จะมี ตามมาอีก ก็ขออนุญาตให้เป็นตัวเลขในลักษณะนี้ และในมุมของก่อนตอบคําถาม แต่ขอเรียนว่าในจํานวนบุคลากรหรือคนไทยที่อยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ณ ขณะนี้ เมื่อสักครู่ได้เรียนว่าติดเชื้ออยู่ ๑๐๘ คน เสียชีวิตไป ๖ คนนั้น ณ ขณะนี้ก็พยายามให้จํานวน ตัวเลขไม่มากไปกว่านี้ โดยทางสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ก็พยายามเข้าไปมีบทบาท และให้การปรึกษาแล้วก็ช่วยเหลือเท่าที่เป็นไปได้ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะเพิ่มเติมก็คือว่า จํานวนคนที่เพิ่มขึ้นในประเทศซาอุดีอาระเบียในแต่ละปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่ก็มาจากการที่เรา เรียกว่าจัมป์วีซ่า (Jump Visa) กระโดดวีซ่า ส่วนใหญ่เป็นเวลาเข้าไปพร้อมกับกิจกรรม การแสวงบุญใหญ่ แสวงบุญฮัจญ์ ซึ่งก็ไม่กลับมาตามกําหนดก็มีจํานวนไม่น้อย และรวมไปถึง แสวงบุญเล็กก็คืออุมเราะห์ก็เช่นกัน ถ้าหากมีการลดจํานวนเหล่านี้ คนของเราที่อยู่ใน ประเทศซาอุดีอาระเบียก็คงจะลดลงตามส่วน แต่กระนั้นก็ดีอันนี้เป็นเรื่องของปัญหาสังคม โดยทั่วไป ก็อยากกล่าวว่าทางประเทศซาอุดีอาระเบียเองก็ให้ความสนใจติดต่อกับ ประเทศไทยอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลาในอีกหลาย ๆ เรื่อง ในหลายเรื่องก็อาจจะโยงไปถึง เรื่องของคนด้วย แต่ว่า ณ วันนี้มันมีอีกหลายเรื่องที่หลังจากที่ท่านได้กล่าวถึงปี ๒๕๓๒ และปี ๒๕๓๓ นั้น ๓๐ ปีล่วงแล้ว และขณะนี้มีการเริ่มจะติดต่อกัน ยกตัวอย่างเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศซาอุดีอาระเบียก็โทรมาหารือกับผมใน หลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งเรามักจะไม่ค่อยได้เห็นว่ามีการโทรศัพท์มาคุยกัน ก็ขออนุญาตยุติ เพียงเท่านี้นะครับ