สมชาย ฝั่งชลจิตร หารือเรื่องความแออัดในเรือนจำ และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหานี้ โดยพูดถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมของเรือนจำเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และฟื้นฟูจิตใจของคนในเรือนจำให้กลับมาสู่สังคมได้อย่างปกติสุข
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้อภิปรายสนับสนุนญัตติ การขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการปรับปรุงพื้นที่และสภาพภายในเรือนจํา ทั่วประเทศให้มีความเหมาะสม ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ยื่นญัตติเข้ามาในสภานี้ พอพูดถึงปัญหา เรือนจําคือปัญหาสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรม และเรือนจําคือคําตอบ ของปัญหาสังคมว่าทําไมในหลายประเทศเขาปิดเรือนจํากันไปตามที่หลายท่านอภิปราย แต่สังคมไทยกําลังพูดว่าเรือนจําแออัด โดยเฉพาะพื้นที่เรือนจํากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งผมคุ้นชินกับเขาเพราะว่านอกจากไปเยี่ยมผู้ต้องหาในฐานะทนายความแล้ว ไปเป็น วิทยากรให้กับนักโทษในเรือนจําหลายรอบ สิ่งหนึ่งที่ปรากฏต่อหน้าก็คือความแออัดยัดเยียด พื้นที่เรือนจํากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ขณะนี้มีนักโทษอยู่ประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าคน ในขณะที่ความจุอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าคน นี่คือความแออัดที่เรารู้สึกว่าอย่างไร ถ้าห้องนอนหนึ่งจุได้ ๕ คน แต่นอนตั้ง ๘ คน อย่างนี้มันมีความรู้สึก สิ่งที่จะตอบคําถามนี้ได้ ถ้าเราพูดว่าจะลดผู้ต้องหาหรือผู้ต้องขังในเรือนจําสิ่งหนึ่งที่จะต้องตอบคําถามให้ได้ว่า เราปล่อยให้สภาพสังคมเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร พื้นฐานของการประกอบอาชญากรรมมาจาก สภาพอะไร ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่มีความเปลี่ยนแปลงไป แน่นอนครับความยากจนคือพื้นฐานหนึ่งของการก่ออาชญากรรม แต่ว่าเรือนจําปัจจุบันนี้ ที่มันปรากฏอยู่ก็คือนักโทษที่มาจากคดียาเสพติดเกินกว่าครึ่งและในครึ่งนั้นของนักโทษอีก ก็คือนักโทษที่ไม่ได้รับสิทธิในการที่จะปล่อยตัวชั่วคราวโดยคําสั่งศาล ซึ่งอยู่ในระหว่าง พิจารณาคดี เมื่อสักครู่นี้ก็มีสมาชิกท่านหนึ่งเขาบอกว่าประมาณ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คน แล้ว ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คนนี้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ก็คือคนยากจนที่ไม่มีหลักทรัพย์จะไปยื่น ประกันตัวให้กับตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่ง นี่คือเรื่องของกระบวนการยุติธรรมในการที่จะจัดการอย่างไร จะไม่ให้ผู้ต้องหาเพิ่มเติมขึ้น สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาแล้วก็ต้องพูดกันต่อไปว่านโยบายของ กรมราชทัณฑ์ซึ่งผมเห็นแล้วผมมีความรู้สึกชื่นชม แต่มันจะเป็นจริงได้หรือไม่ก็คือการกําหนด วิสัยทัศน์ของกรมราชทัณฑ์ว่าจะเป็นองค์กรพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มันจะไปสู่เป้าหมายใน วิสัยทัศน์นี้ได้อย่างไร แน่นอนครับ ความแออัดยัดเยียดแบบนี้ไม่สามารถที่จะไปสู่วิสัยทัศน์ ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้ แม้แต่จัดการกันเรื่องการอยู่รอดด้วยกันก็ยังยาก เพราะฉะนั้นจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ก็คือแนวนโยบายแห่งรัฐที่จะต้องไปมองภาพว่า ถ้ากําหนดให้สถาบันองค์กรราชทัณฑ์ทั้งหลายเป็นองค์กรในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เราจะยื่นมืออะไรเข้าไปช่วยเหลือ อย่างน้อยเรื่องการงบประมาณ แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้อง ตอบคําถามให้ได้ว่าเจ้าหน้าที่ที่ทําหน้าที่ในฐานะผู้ควบคุมหรือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เข้าใจบทบาทในโครงสร้างที่เรารับหลักการของสากลมาว่าพื้นที่ของราชทัณฑ์ควรจะเป็น พื้นที่พึงได้รับการปฏิบัติคุ้มครองเคารพต่อสิทธิขั้นพื้นฐานและคุ้มครองความเป็นมนุษย์ เจ้าหน้าที่ทุกคนของราชทัณฑ์เข้าใจหลักคิดแบบนี้ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานได้หรือไม่
ส่วนที่ ๒ ที่อยากจะพูดต่อก็คือแนวคิดในเรื่องของระบบคิดของสังคมไทย ที่จะบอกว่าผู้กระทําผิดคือคนร้าย คนที่ถูกดําเนินคดีในศาลคือคนชั่ว ภาพรวมของสังคม มองอย่างนั้น ถ้าไม่ปลดปล่อยความคิดว่าคนเหล่านี้ถูกประณามว่าเป็นคนชั่ว ไอ้ขี้คุก ถ้าไม่ปลดปล่อยความรู้สึกอย่างนี้ออกมา แน่นอนครับ มันคงยากสําหรับการที่จะแก้ปัญหาต่อไป ทีนี้ปัญหาที่จะต้องนํามาสู่แนวนโยบายในการที่จะจัดสรรงบประมาณ วิธีการในปัจจุบัน ก็คงหนักอยู่พอสมควร เพราะว่าเรือนจําที่ผ่านมาอายุหลาย ๆ สิบปีถึงร้อยปีทั้งนั้น มันมีความคับแคบ และโดยเฉพาะถ้าเราพูดถึงจะใช้เรือนจําเป็นองค์กรในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้ คนที่โดนคดีไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตาม เขาได้กลับมาสู่สังคมโดยปกติสุขในอนาคตข้างหน้า หลังจากที่เขาพ้นข้อกล่าวหาเราจะทําอย่างไร แนวคิดในเรื่องของการออกแบบสถาปัตยกรรม ของเรือนจําที่ผ่านมาไม่ได้ตอบโจทย์นี้เลยว่าจะเอาพื้นที่ตรงนี้มาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ฟื้นฟูจิตใจให้เขามีความพร้อมที่จะเดินออกจากประตูเรือนจําแล้วกลับมาสู่สังคมด้วยความ ปกติสุข เป็นคนที่เข้าใจความเป็นมนุษย์ เมื่อผิดก็ผิดไปแล้ว แล้วเขาก็กลับมาสู่สังคม ที่สามารถจะดําเนินชีวิตต่อไปได้ แนวคิดในเรื่องการออกแบบสถาปัตย์ของเรือนจําที่จะสร้าง ขึ้นใหม่มันควรจะไปหาวิธีตอบโจทย์นี้ด้วย ผมก็จึงฝากไว้สําหรับคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น หรืออาจจะเป็นคณะไหนก็ได้ที่ปฏิบัติในเรื่องนี้ ก็เป็นข้อคิดจากพรรคก้าวไกล ขอบคุณครับ