ณัฐวุฒิ บัวประทุม สนับสนุนญัตติการบริหารงานราชทัณฑ์ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังด้วยความเป็นมนุษย์ ความเข้าใจ และเมตตา พร้อมหารือปัญหานักโทษล้นเรือนจำที่เกินขีดความสามารถ จึงเสนอให้ทบทวนกฎหมายและแยกประเภทคดี โดยเฉพาะคดียาเสพติดที่มีจำนวนมาก รวมถึงการใช้ทางเลือกอื่นแทนการคุมขัง เช่น สถานกักกันทางเลือกหรือบ้านกึ่งวิถี นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ยกเลิกการตีตราผู้ต้องขังด้วยถ้อยคำไม่เหมาะสม พิจารณาจ่ายเงินเพิ่มให้เจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย และผลักดันระบบประเมินความเสี่ยงและฟื้นฟูพฤตินิสัยอย่างเป็นระบบ พร้อมให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ต้องขังกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยเสนอให้นำกรุงเทพมหานครรูลส์มาปรับใช้ในเรือนจำทุกแห่ง และผลักดันให้มีการศึกษาร่วมกันโดยสามคณะกรรมาธิการเพื่อพัฒนาระบบราชทัณฑ์อย่างมีมนุษยธรรม
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขออภิปรายสนับสนุนญัตติการบริหารงานราชฑัณฑ์ของท่านนริศ ขํานุรักษ์ และท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ จากพรรคประชาธิปัตย์ครับ ตลอดจน ท่านสมาชิกท่านอื่น ๆ ซึ่งได้มีการอภิปรายไปบ้างแล้ว แต่ผมจะขอพูดในนามของพรรคก้าวไกล อยู่สัก ๓ ประการด้วยกันครับ อย่างไรก็ตามก่อนจะถึง ๓ ประการที่ผมจะพูดต่อไปนี้ ผมอยากจะย้ําถึงหัวใจของงานบริหารงานราชทัณฑ์ ในฐานะที่ผมเองเคยเป็นหนึ่งใน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ในสมัยสภานิติบัญญัติ ที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนั้นมีการแก้ พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ในปี ๒๔๗๙ ท่านลองดูนะครับ ถ้านับถึงปัจจุบันก็เกือบ ๑๐๐ ปี มาเป็นฉบับในปี ๒๕๖๐ ผมอยากย้ําให้เห็นว่าเรือนจําคือ พื้นที่ที่ทําให้เราได้แสดงความเป็นมนุษย์ครับ ความเป็นมนุษย์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในระหว่างเจ้าหน้าที่ พัศดีกับตัวผู้ต้องขัง ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ต้องขังด้วยกันเอง ไม่ว่าตัวเจ้าหน้าที่ พัศดี ผู้คุมเรือนจําต่าง ๆ กับญาติของผู้ต้องขัง หรือแม้บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ในกระบวนการยุติธรรมกับตัวผู้ต้องขังหรือคนที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นในเรือนจําจึงต้องใช้เรื่องของหัวใจ มากกว่าเรื่องของกฎหมาย จึงต้องใช้เรื่องของความเข้าใจ ความใส่ใจ ความเมตตากรุณา ความมีเหตุมีผลมากกว่าระเบียบหรือโซ่ตรวนที่ตีตรานักโทษเหล่านั้น ๓ ประการที่ผม อยากจะสนับสนุนญัตตินี้ครับ
ประการที่ ๑ เป็นที่ตระหนักกันดีครับว่าปัญหานักโทษล้นเรือนจํานั้น เป็นปัญหาที่สําคัญที่สุดครับ ท่านอาจจะพูดถึงตัวเลข ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคนที่มีอยู่ทุกวัน แต่ในความเป็นจริงในแต่ละปีจะมีนักโทษที่หมุนเวียนเข้าออกเรือนจําในสถานะที่แตกต่างกัน รวมทั้งหมดประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน ในขณะที่ศักยภาพของเรือนจําไทยรองรับได้อยู่ที่ ระหว่าง ๕๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ คน ท่านเห็นไหมครับว่าจํานวนนักโทษนั้นมีมากกว่าศักยภาพ ของเรือนจําไม่น้อยกว่า ๖ เท่าครับ ผมคิดว่าตรงนี้ที่เป็นประเด็นที่การศึกษาฉบับนี้จะต้อง พูดถึงเรื่องของการปรับปรุงกฎหมาย พูดถึงระเบียบต่าง ๆ ต้องมีการแยกประเภทของคดี คดีใดเรียกว่าอาชญากรรมโดยแท้ ซึ่งในภาษาละติน นักกฎหมายเรียนมาเรียกว่า มาลา อินเซ (Mala In Se) คดีใดเป็นอาชญากรรมทางเทคนิค เป็นเรื่องของกฎหมายกําหนดว่าเขาเป็นผู้ผิด แต่อาจจะไม่ใช่เป็นเรื่องของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยเจตจํานงหรือในจิตใจโดยแท้ของตัวเขา ซึ่งในภาษาละตินเราเรียกว่า มาลา โพรฮิบิตา (Mala Prohibita) กรณียาเสพติดนั้นคือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของนักโทษในเรือนจํา ซึ่งหลายท่านได้พูดไปแล้วว่า การปรับปรุงระบบราชทัณฑ์อาจจะต้องมีสถานที่เรียกว่าสถานกักกันทางเลือก สถานกักกันเอกชน หรือแม้กระทั่งในสถานะที่อาจจะเป็นบ้านกึ่งวิถี ผมคิดว่านี่เป็นประการแรกเลยว่า จําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพูดถึงการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบหรือข้อจํากัดใด ๆ ที่ทําให้ เราไม่สามารถนําไปสู่การแก้ไขปัญหานักโทษล้นเรือนจําได้ นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ
ประการที่ ๒ เรื่องการพัฒนาดูแลขวัญกําลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานในเรือนจํา ผมเคยหารือในสภาแห่งนี้ไปถึงท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์อยู่ ๒ ประเด็นด้วยกัน สภาท่านทําหนังสือ ไปแล้วนะครับ วันนี้ผมยังรอคําตอบจากกรมราชทัณฑ์ กรมราชทัณฑ์เองโดยท่านรัฐมนตรี มีการแถลง มีการระบุการเรียกนักโทษออกเป็นหลายคํา เช่น กลุ่มหนุมาน กลุ่มเทวดาตกสวรรค์ แต่มีกลุ่มหนึ่งคือนักโทษชั้นเลวซึ่งเขามีภาษาในการเรียก ด้วยความเคารพผมไม่สามารถ พูดในสภาแห่งนี้ได้ว่าคํานั้นเป็นการดูถูกหรือตีตรานักโทษขนาดไหน ผมอยากอย่างยิ่งที่จะย้ําว่า ท่านอธิบดีหรือท่านรัฐมนตรีได้ฟังอยู่ขอถอนคํานั้นออกจากการเรียกนักโทษได้หรือไม่ เพราะไม่ว่าเขาจะกระทําความผิดอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เขาคือคนคนหนึ่งซึ่งมีหัวจิตหัวใจ มีความเป็นมนุษย์ไม่แตกต่างกับผู้อื่น อีกทางหนึ่งครับท่านประธาน กฎหมายราชทัณฑ์ ปี ๒๕๖๐ นั้นให้มีระเบียบ ผมเป็นคนเขียนกับมือเลยนะครับ กําหนดเงินเพิ่มให้กับเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลนักโทษ แต่ปรากฏมาปีนี้แล้ว ผ่านปีงบประมาณปี ๒๕๖๑ งบประมาณปี ๒๕๖๒ งบประมาณปี ๒๕๖๓ งบประมาณปี ๒๕๖๔ กําลังจะเข้าสภา ท่านทราบไหมว่าผู้คุม หรือเจ้าหน้าที่ที่ดูแลนักโทษทั้งหมดยังไม่มีใครได้รับเงินเพิ่มพิเศษ ซึ่งกฎหมายแม่บทเขียนไว้ เลยครับ นี่คือความเห็นอกเห็นใจซึ่งผมคิดว่าเราต้องมีทั้ง ๒ ด้าน ผู้คุมคนหนึ่งมาเล่าให้ผมฟัง ในตอนประชุมคณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ เขาบอกว่าถ้าท่านอยากรู้ความยากลําบาก ของพวกผม ท่านลองเข้าไปดมกลิ่นนักโทษขณะที่ตื่นนอนว่ากลิ่นนักโทษที่รวมตัวกัน ซ้อนกันต่าง ๆ ซึ่งเราพูดถึงความแออัดนั้นกลิ่นของเขารุนแรงขนาดไหน ผมไม่ได้หมายถึงว่า กลิ่นของเขาเป็นกลิ่นที่เลวร้ายนะครับ แต่มันคือข้อจํากัดที่ทําให้เราไม่สามารถพัฒนา เรื่องของการดูแลนักโทษได้ ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิ เรื่องสวัสดิการ เรื่องการพัฒนา พฤตินิสัย เรื่องการฝึกอาชีพ สิ่งเหล่านี้ต้องให้ความสําคัญหมดเลยครับ ปรัชญาการแก้ไข ในเรือนจําจึงไม่ใช่การใช้พระเดชหรือการควบคุม แต่เป็นการให้เขาได้เรียนรู้คุณธรรม ไม่ได้ใช้หลักคําสอนทางศาสนานะครับ แต่คือการเรียนรู้คุณธรรม ยอมรับถึงความผิดพลาด ท่าน ส.ส. คารมท่านบอกไปแล้วครับ คนเราชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหนมันเกิดขึ้นได้หมด ให้เขาเรียนรู้ ความผิดพลาดสํานึกในสิ่งที่กระทําความผิด รับผิดชอบต่อเหยื่อที่เป็นผู้ถูกกระทํา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีโปรแกรมในการประเมิน โปรแกรมในการบําบัดเป็นการเฉพาะ เขามาชี้แจงในกรรมาธิการเราที่ศึกษาเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทางเพศ ราชทัณฑ์บอกครับ เขาไม่มีการประเมินก่อนออกจากเรือนจําว่านักโทษคนนั้นเสี่ยงต่อการ กระทําความผิดซ้ําหรือไม่ พูดง่าย ๆ คือไม่มี ริสก์ แอสเซสเมนต์ ทูล (Risk Assessment Tool) ไม่ต้องพูดถึงวิธีการบําบัดเป็นการเฉพาะว่าคนเหล่านี้ต้องมีการบําบัดเป็นการเฉพาะ ด้วยรูปแบบที่แตกต่างอย่างไร ท่านเห็นไหมครับว่าต้องมีการให้ขวัญกําลังใจเจ้าหน้าที่ แต่ในขณะเดียวกันต้องคุ้มครองสวัสดิภาพของนักโทษในเรือนจําไปพร้อมกัน นั่นเป็น ประการที่ ๒ ครับ
ประการที่ ๓ คือการดูแลกลุ่มผู้ต้องขังเป็นการเฉพาะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้ต้องหาที่เจ็บป่วย กลุ่มผู้ต้องหาที่มีความพิการ กลุ่มผู้ต้องขังที่สูงอายุ กลุ่มผู้ต้องขังที่เป็นผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผมอยากเน้นย้ําถึงข้อกําหนด กรุงเทพมหานครที่เรียกว่าแบงก์คอก รูลส์ (Bangkok Rules) ซึ่งริเริ่มโดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ท่านทําไว้ดีมากเลยครับ อยากเอาตรงนี้เข้าไปใช้ในเรือนจําทุก ๆ แห่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องขยายรวมไปถึงกรณีการดูแลนักโทษหรือผู้ต้องขังที่เป็นผู้มี ความหลากหลายทางเพศด้วยครับ ผมขออนุญาตจบแบบนี้ครับ สิ่งที่เรือนจําต้องทํานั้นคือ การเป็นพื้นที่ที่คืนความเป็นมนุษย์ให้กับทุกคน โดยส่วนตัวญัตตินี้จึงมีความสําคัญมากกว่า การจะส่งให้คณะกรรมาธิการการกฎหมายคณะหนึ่งเท่านั้น ผมอยากเสนอให้มีการ ศึกษาร่วมกันเป็น ๓ คณะ คือคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน คณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมและคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ถ้าเราทําแบบนั้นเราถึงจะพูดถึง การบริหารราชทัณฑ์ที่เป็นจริงขึ้นได้แน่นอน ขอบพระคุณครับ