องอาจ คล้ามไพบูลย์ เสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาแนวทางการย้ายเรือนจำออกจากพื้นที่ชุมชนเมือง หลังพบปัญหาเรือนจำล้าสมัย ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ต้องขัง และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัย กระทบชีวิตประชาชน ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชน โดยเสนอให้มีการก่อสร้างเรือนจำใหม่รองรับผู้ต้องขังอย่างเหมาะสมและสามารถดำเนินการฟื้นฟูพฤตินิสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านสาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ผมได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องแนวทางการย้ายเรือนจําออกจากเขตชุมชนเมือง
สาระที่ยื่นญัตติในครั้งนี้ก็คือกรมราชทัณฑ์มีภารกิจในการควบคุมผู้ต้องขัง ให้เป็นไปตามคําพิพากษาของศาล และแก้ไขฟื้นฟูพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังเพื่อคืนคนดี สู่สังคม กรมราชทัณฑ์ถือเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่มีอํานาจในการดูแล ผู้กระทําความผิดทั้งในระหว่างที่มีการพิจารณาคดีและเมื่อมีการตัดสินโทษ กล่าวคือเมื่อศาล ได้พิจารณาให้ฝากขังผู้ต้องหาซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาคดีแล้ว พนักงานสอบสวนก็จะนําส่งที่ เรือนจําตามเขตอํานาจศาล เป็นการฝากขังระหว่างพิจารณาคดี และเมื่อผู้ต้องหาได้รับ การตัดสินโทษประหารชีวิตจําคุกหรือกักขัง จะต้องอยู่ในเรือนจําหรือทัณฑสถานเพื่อ ดําเนินการควบคุมตามหลักอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา รวมไปถึงการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทํา ความผิด การพัฒนาพฤตินิสัยและการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย เพื่อกลับคืนสู่สังคม ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์มีเรือนจําและทัณฑสถานรองรับทั้งสิ้น ๑๔๓ แห่งทั่วประเทศ สภาพแวดล้อมและแนวคิดวิธีการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและสถานการณ์การก่ออาชญากรรม ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ส่งผลอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพการควบคุมผู้ต้องขัง และพัฒนาพฤตินิสัยอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเรือนจําหลายแห่งมีอายุการใช้งาน มานาน และบางแห่งได้เปิดทําการมาแล้วมากกว่าร้อยปี ทําให้ไม่สามารถรองรับการควบคุม ผู้ต้องขังตามมาตรฐานขั้นต่ําและสิทธิพื้นฐานของผู้ต้องขังอย่างเหมาะสมตามมาตรฐาน สากลได้ และด้วยทิศทางนโยบายที่เปลี่ยนแปลงสู่การมุ่งการบําบัด แก้ไขฟื้นฟูและพัฒนา พฤตินิสัย เรือนจําและทัณฑสถานในปัจจุบันไม่สามารถจัดกิจกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันงานราชทัณฑ์กําลังเผชิญกับปัญหากระแสการเปลี่ยนแปลงสําคัญ ได้แก่ ปัญหา ผู้ต้องขังล้นเรือนจํา ซึ่งปัจจุบันกรมราชทัณฑ์มีผู้ต้องราชทัณฑ์อยู่ในความดูแลประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน แต่เรือนจําและทัณฑสถานมีพื้นที่ความจุมาตรฐานเพียง ๑๙๐,๐๐๐ คน เท่านั้น ทําให้เรือนจําและทัณฑสถานทุกแห่งอยู่ในสภาพการควบคุมเกินความจุ ซึ่งขนาด ประชากรดังกล่าวทําให้การดําเนินการในการบําบัดฟื้นฟูและแก้ไขพฤตินิสัยไม่สามารถ ดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรไม่สามารถจัดให้กับ ผู้ต้องขังทุกคนอย่างเหมาะสม และพื้นที่ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมยังไม่เพียงพอเนื่องจาก ต้องให้ผู้ต้องขังอยู่อาศัยและประกอบกิจกรรมอื่นด้วย เพื่อให้การปฏิบัติด้านการควบคุมและ การแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยสามารถดําเนินการได้ตามมาตรฐาน จึงมีความจําเป็นที่จะต้อง ก่อสร้างเรือนจําหรือทัณฑสถานให้มีพื้นที่เพียงพอต่อจํานวนผู้ต้องขังอย่างเหมาะสม
ส่วนปัญหาการพัฒนาเมืองและสภาพภูมิประเทศโดยเรือนจําและทัณฑสถาน ส่วนใหญ่จะมีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทและอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง เว้นแต่เรือนจําที่จะมีที่ตั้งอยู่ ใกล้ศาลหรือเพื่อความสะดวกในกระบวนการพิจารณาคดี แต่ปัจจุบันพื้นที่รอบเรือนจํา ได้มีการพัฒนากลายเป็นพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจสําคัญของพื้นที่ อาทิ อาคารหน่วยงาน ราชการในจังหวัด สวนสาธารณะ หรือแม้แต่พื้นที่สนับสนุนการท่องเที่ยว ทําให้ประชาชน ที่อยู่อาศัยรู้สึกวิตกกังวลต่อการที่มีที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้กับเรือนจํา นอกจากนี้ด้วยมาตรการ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและสิ่งของต้องห้ามในเรือนจํา ทําให้เทคโนโลยีเสริม ความมั่นคงบางประเภทกระทบต่อชีวิตของประชาชน เช่น เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ สําหรับกระแสความคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขัง โดยที่กระแสเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชนได้เติบโตขึ้นอย่างมากและมีความสําคัญในฐานะที่เป็นประเด็นร่วมของ ประชาคมโลก และในกระบวนการยุติธรรมได้มีการเน้นถึงกระบวนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง อย่างเหมาะสมและองค์การสหประชาชาติได้มีการออกแนวทางมาตรฐานขั้นต่ํามาใช้เป็น เครื่องมือในการกํากับ สําหรับประเทศสมาชิกในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังด้วยสิทธิมนุษยชน มีมาตรฐานขั้นต่ําขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง และข้อกําหนด สหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจํา หรือข้อกําหนดกรุงเทพฯ ซึ่งการมีพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมและเพียงพอต่อความเป็นอยู่ การจัดกิจกรรมขั้นพื้นฐานทําให้ เรือนจําหรือทันฑสถานที่อยู่ในโครงสร้างรูปแบบเก่าไม่สามารถขยับพัฒนาให้การปฏิบัติ ตามมาตรฐานดังกล่าวดําเนินงานได้อย่างเต็มศักยภาพ ด้วยเหตุนี้จึงขอเสนอญัตติดังกล่าว มาให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องแนวทางการย้ายเรือนจํา ออกจากเขตชุมชนเมืองตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๕๖๒ ข้อ ๔๙ ซึ่งผมจะขอชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมในที่ประชุมนี้ ท่านประธานครับ ผมก็อ่านญัตติ ตามวิธีปฏิบัติของการเสนอญัตติในสภาผู้แทนราษฎรให้ที่ประชุมได้รับทราบ สาระสําคัญของ ญัตตินี้ผมเชื่อว่าพวกเราคงประจักษ์ว่าเรือนจําที่ตั้งมานานกว่า ๑๐๐ ปีหลายแห่งนั้น อยู่ในสภาพที่จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา หลายสิบปี ผมจะนําหนังสือเข้าไปมอบให้ตามเรือนจําต่าง ๆ อยู่เป็นประจํา เป็นหนังสือ ที่รวบรวมมาจากเพื่อนสํานักพิมพ์ต่าง ๆ เนื่องจากผมเป็นคนอ่านหนังสือ เป็นคนเขียนหนังสือ เพราะฉะนั้นก็จะมีเพื่อนฝูงอยู่ตามสํานักพิมพ์ต่าง ๆ ก็จะไปรวบรวมหนังสือแล้วก็นําไป มอบให้ตามเรือนจํา ทุกครั้งที่นําไปมอบให้ตามเรือนจําเจ้าหน้าที่ก็จะพาผมไปชมบางส่วน ที่สามารถเข้าไปได้ จะไปดูสภาพภายในเรือนจําต่าง ๆ หลายครั้ง เฉพาะส่วนที่ผม สามารถเข้าไปดูได้ก็เห็นสภาพของเรือนจําว่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอย่างมาก กราบเรียนท่านประธานว่าสภาพเรือนจําโดยทั่วไปที่เราประสบพบเห็นนั้นก็จะอยู่ในสภาพ ที่มีความแออัดยัดเยียด มีผู้ต้องหาต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจําจํานวนมาก นักโทษ จํานวนมากนั้นแน่นอนที่สุดครับ ในอดีตเราอาจจะหวังให้เขาหลาบจําด้วยการมีที่อยู่ที่ไม่ต้อง ดีมากนักเพื่อไม่อยากจะกลับเข้ามาอยู่อีก แต่ผมคิดว่าในปัจจุบันคนที่เข้าไปอยู่ในเรือนจํานั้น ท่านประธานก็คงทราบดีว่ามีหลายประเภทมากและมีคนจํานวนไม่น้อยที่เขาไม่น่าที่จะต้อง เข้าไปอยู่เรือนจําจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม จะด้วยสาเหตุของกระบวนการยุติธรรม ที่ขาดตกบกพร่อง จะด้วยสาเหตุของความเหลื่อมล้ําในสังคม ด้วยสาเหตุทางเศรษฐกิจ หรืออะไรก็ตาม เมื่อเขาเข้าไปอยู่ในเรือนจําแล้ว เขาออกมาเขาควรจะเป็นคนดีของสังคม จะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แต่เราก็พบว่ามีหลายครั้งคนจํานวนไม่น้อย ก็ต้องกลับเข้าไปอยู่ในเรือนจําอีก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรือนจําควรจะเป็นที่ที่สร้างคนดี ให้กับสังคม สร้างคนเพื่อให้เขากลับมาเป็นบุคคลซึ่งสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติในสังคมต่อไป ท่านสาคร เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผู้ยื่นญัตตินี้คนหนึ่งนะครับ รวมทั้ง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ อีกจํานวนมากได้เป็นผู้รับรองญัตตินี้ ท่านสาครได้เล่าให้ผมฟังว่าที่จังหวัดกระบี่เรือนจํานั้น อยู่กลางเมืองแวดล้อมไปด้วยโรงเรียน และแน่นอนที่สุดครับ เรือนจําที่อยู่กลางเมืองนั้น ท่านประธานคงนึกภาพออกว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ใกล้เรือนจํานั้นจะมีสภาพชีวิตและจิตใจ อย่างไร เมื่อสักครู่ที่ผมอ่านญัตติให้ท่านประธานฟัง ท่านประธานก็จะเห็นว่าบ้านเรือน พี่น้องประชาชนที่ไปอยู่ใกล้เรือนจํามาก ๆ หลายครั้งถูกตัดโทรศัพท์ เพราะเรือนจําบางที เขาตัดสัญญาณโทรศัพท์เพื่อป้องกันเรื่องยาเสพติด พี่น้องประชาชนที่อยู่รอบเรือนจําก็ได้รับ ผลกระทบไปด้วย อันนี้เป็นสาเหตุส่วนหนึ่ง แต่สภาพจิตใจ สภาพความเป็นอยู่ของคนที่อยู่ใกล้ เรือนจํานั้น ผมเชื่อว่าคงไม่อยู่ในสภาพที่มีความสุขแน่นอน เพราะฉะนั้นเรือนจําที่อยู่ในเมืองนั้น ผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้ควรหาที่ให้ออกไปอยู่นอกเมือง โดยเฉพาะที่จังหวัดกระบี่เป็นเมืองท่องเที่ยว เราควรจะนําเรือนจําออกไปสู่นอกเมือง แล้วก็ทําที่ที่เป็นเรือนจําในปัจจุบันให้เป็นสวนสาธารณะหรือทําให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ขึ้นมาใหม่ ให้มีแลนด์มาร์ก (Landmark) ที่จะทําให้คนได้มาเที่ยวจังหวัดกระบี่เพิ่มมากขึ้น ผมคิดว่าก็จะมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ท่านสาคร เกี่ยวข้อง ได้บอกผมว่าที่จังหวัดกระบี่นั้น กรมราชทัณฑ์มีที่ดินอยู่แล้ว อยู่นอกเมืองประมาณ ๔๕ ไร่ เพราะฉะนั้นถ้าเราย้ายเรือนจํานี้ ออกไปนอกเมือง ที่ ๔๕ ไร่นั้นผมว่าเพียงพอที่จะสร้างเรือนจําขึ้นมา เพราะฉะนั้น นอกเหนือจากมาตรฐานเรือนจําโดยทั่วไป ซึ่งควรอยู่ในสภาพที่เหมาะสม เพื่อที่จะรองรับ ในการพัฒนาคน ในการเปลี่ยนแปลงคนให้กลับมาสู่สังคม เป็นคนดีของสังคมแล้ว เราก็ควรจะ ทําให้เรือนจํานั้นเป็นที่ที่ไม่ส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในจังหวัดนั้น ๆ ด้วย จึงขอฝากให้ที่ประชุมนี้ช่วยพิจารณาในญัตตินี้ด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ