เกียรติ สิทธีอมร หารือปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานที่ไม่เป็นธรรม ตั้งข้อสังเกตเรื่องราคาน้ำมันที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริง และตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการน้ำมันก๊าซ รวมถึงกำไรที่สูงผิดปกติของโรงกลั่นและค่าการตลาด พร้อมเรียกร้องให้มีการชี้แจงกลไกการกำหนดราคาอย่างเป็นธรรม และเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการปรับราคาพลังงาน โดยนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อประสมเพื่อประกอบการพิจารณาในที่ประชุม
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้ยื่นญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรม เหตุผลที่ต้องทําอย่างนั้น ก็เพราะว่าท่านประธานทราบไหมครับในรอบ ๙ ปีที่ผ่านมาผมพูดเรื่องนี้ ๑๖ ครั้ง ทั้งแถลงข่าว ทั้งลงเฟซบุ๊ก (Facebook) ทั้งพูดในสภาผู้แทนราษฎรและในเวทีสัมมนาต่าง ๆ แต่ใน ๑๖ ครั้งใน ๙ ปี ผมไม่เคยได้รับคําตอบ ในการที่ผมปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ในสภาครั้งนี้ ผมได้พูดทั้งหมด ๔ ครั้งแล้ว ในวาระต่าง ๆ กัน แล้วก็ดีใจในประเด็นหนึ่ง วันแรกที่นโยบาย ของรัฐบาลเข้าสภา ไม่มีคําว่าเป็นธรรมอยู่ แต่ต่อมาพอมีการผลักดันก็มีการใส่ว่าโครงสร้าง พลังงานต้องมีความเป็นธรรม แล้วผมก็เลยติดตามดูว่ามันเป็นธรรมจริงไหม ก็มีคําถาม ผมพูดทั้งหมด ๔ ครั้งตั้งแต่มีสภารุ่นนี้มา ฉะนั้นโครงสร้างพลังงานเอง ต้องยอมรับว่า ณ วันนี้ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทั้งในส่วนของราคาน้ํามันดิบสําเร็จรูป ก๊าซหุงต้ม ก๊าซธรรมชาติ ทั้งที่ขายส่ง ขายปลีก จําหน่ายให้กับโรงไฟฟ้าและหน่วยงานต่าง ๆ ทําให้ ประชาชนต้องแบกรับราคาพลังงานอย่างไม่เป็นธรรม และกระทบต่อค่าครองชีพของ ประชาชนอย่างยิ่ง ผมจึงได้เสนอญัตติด่วนเข้ามาในวันที่ ๑๓ สิงหาคมที่ผ่านมา ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ในเรื่องโครงสร้างราคาพลังงาน ต้องคุยกันให้ได้ข้อยุติก่อนว่า นโยบายและหลักการในการบริหารจัดการคืออะไร แต่ละประเทศมีทรัพยากรไม่เท่ากัน และมีชนิดของทรัพยากรที่ไม่เหมือนกัน บางประเทศไม่มีเลย ต้องนําเข้าทั้งหมด ร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนั้นก็ต้องอิงราคาขายที่จะสามารถจัดซื้อได้ บางประเทศ เช่น ประเทศไทย มีบางส่วนอยู่ในประเทศ นําเข้าบางส่วน คําถามก็เลยมีว่าถ้าเป็นกรณีเช่นนี้เกลี่ยต้นทุน กันอย่างไร เพราะต้นทุนของที่มีอยู่ในประเทศย่อมไม่เท่ากับต้นทุนที่มีการนําเข้า บางประเทศก็มีทรัพยากรเพื่อใช้กับตัวเองโดยลําพัง เพราะฉะนั้นคําถามมีอยู่ว่าหลักที่เราใช้ ในการบริหารจัดการกํากับดูแลราคาพลังงานคืออะไร สําหรับประเทศที่มีทรัพยากรบางส่วน มีการนําเข้าบางส่วน เขาใช้ระบบที่เขาเรียกว่าคอสต์พลัส (Cost plus) คือเอาต้นทุน ที่มีทั้งหมดจากทุกแหล่งทั้งในประเทศและที่นําเข้ามาเกลี่ยและหาความยุติธรรมในเรื่องต้นทุน ก่อนที่จะไปบวกเรื่องภาษี ก่อนที่จะไปบวกเรื่องกําไรในขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนการผลิต และจําหน่าย มีหลายคนรวมทั้งกระทรวงเอง หลายครั้งชอบพูดคําว่าต้องอิงราคาตลาด ผมก็ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ ท่านประธานคงทราบนะครับ ในโลกนี้ที่องค์การการค้าโลก เป็นคนกําหนดในเรื่องระเบียบทางการค้า แต่ท่านประธานทราบไหมครับ น้ํามัน ก๊าซธรรมชาติเป็นข้อยกเว้น ไม่ได้เป็นไปตามกติกาขององค์การการค้าโลก ได้รับการยกเว้น เพราะอะไร เพราะมีไม่กี่ประเทศที่มีทรัพยากรเหลือจนสามารถขายไปยังประเทศที่ไม่มี ทรัพยากรเลยหรือไม่มีทรัพยากรเพียงพอได้ ก็เป็นเหตุที่เขาได้รับการยกเว้น นี่คือเหตุที่ทําไม มีกลุ่มที่ชื่อโอเปก (OPEC) ขึ้นมา และกลุ่มโอเปก (OPEC) ทําอะไรครับ นั่งคุยกันครับ วันนี้ จะเพิ่มกําลังการผลิตดีไหม ราคาน้ํามันควรจะอยู่ที่เท่าไร ราคาก๊าซควรจะอยู่ที่เท่าไร ข้อยกเว้นครับ เพราะฉะนั้นราคาตลาดที่ชอบอ้างอิงกัน ส่วนใหญ่จะเป็นราคาตลาดที่อยู่ ในระดับสูงและไม่ได้คํานึงถึงต้นทุนที่เราจัดหาได้ภายในประเทศของเราเองและมีการจัดการ ในเรื่องโครงสร้างของพลังงานอย่างไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นราคาพลังงานในประเทศไทย ถามว่าวันนี้มันแพงเพราะภาษีหรือเปล่า ผมเรียนท่านประธานนะครับ ภาษีเป็นเพียง ส่วนเดียวครับ แต่ไม่ได้แพงเพราะภาษีมันอยู่ที่การบริหารจัดการ ฉะนั้นการที่จะบริหารจัดการ ระบบคอสต์พลัส (Cost plus) หรือเอาต้นทุนมาเกลี่ย คําถามมีอยู่ว่าทําไมจนถึงวันนี้เรายัง ไม่เคยเปิดเผยต้นทุนของพลังงานที่เรามีในประเทศเลย ก๊าซปากหลุมเท่าไรครับ ไม่มีการเปิดเผยนะครับ ก๊าซธรรมชาติที่เรามีในอ่าวไทย ในแหล่งต่าง ๆ แน่นอนครับที่เปิดเผยก็คือราคาที่เราซื้อจากต่างประเทศ แต่ราคาของที่เรามีเองไม่เปิดเผย ถือเป็นความลับ แต่เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังในแต่ละรายการ เพราะฉะนั้นคําถามผมมีอยู่ว่า หลักการที่ใช้ในการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ต้นทุนที่เป็นธรรมกับประชาชนคนไทยทุกคน คืออะไร ผมอยากเริ่มต้นที่น้ํามัน ขออนุญาตขึ้นชาร์ต (Chart) เลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ชาร์ต (Chart) ทุกตัวที่ผมนํามาแสดง ในวันนี้เป็นข้อมูลของกระทรวงทั้งสิ้นผมไม่ได้จัดทําขึ้นเอง น้ํามันสําเร็จรูปปัจจุบันก็มีทั้ง ดีเซล ๕๑ เปอร์เซ็นต์ เบนซิน ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ในโรงกลั่นเวลากลั่นน้ํามันดิบออกมามันได้ แอลพีจี (LPG) มาด้วย ได้น้ํามันเตามาด้วย และได้น้ํามันเครื่องบินมาด้วย ผมชี้ว่าทั้งหมด ๑๒๙ ล้านลิตรต่อวัน ถ้าบริหารจัดการไม่ดีทุก ๑ บาทที่มันแพงขึ้นโดยไม่ควรจะเป็น มันมีคนได้ประโยชน์ปีละ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทุก ๑ บาท แล้วเดี๋ยวผมจะชี้ให้เห็นว่าตอนนี้ มันแพงไปสักกี่บาท เห็นไหมครับ อันนี้คือโครงสร้างของการใช้น้ํามันสําเร็จรูปในประเทศไทย ราคาเบนซินกับดีเซลในประเทศไทยสูงและไม่สัมพันธ์กับราคาน้ํามันดิบและอัตราแลกเปลี่ยน ผมเอาตัวอย่างมาให้ท่านประธานเห็นในวันที่ราคาน้ํามันดิบอยู่ที่ ๒๗ เหรียญสหรัฐ ๔๐ เหรียญสหรัฐ เอาละตัวเดียวเท่ากับปัจจุบันในวันนี้ ๔๓ เหรียญสหรัฐ ปี ๒๕๖๓ นะครับ ปีที่ใกล้เคียงคือปี ๒๕๔๘ แต่ในขณะเดียวกันปี ๒๕๔๘ อัตราแลกเปลี่ยนมันแย่ลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ ถ้าเอาตัวเลขปี ๒๕๔๘ มาคํานวณเราก็ควรจะได้ราคาน้ํามัน ของปี ๒๕๔๘ ที่ถูกลงไปอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๔๘ ราคาค้าปลีกน้ํามันเบนซินอยู่ที่ ๑๙ บาทเท่านั้น วันนี้อยู่ที่ ๒๙ บาท น้ํามันดีเซลอยู่ที่ ๑๔.๕๙ บาท ทั้ง ๆ ที่อัตราแลกเปลี่ยน แย่ลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ วันนี้เราอยู่ที่ ๒๒ บาท คําถามคือทําไม ส่วนหนึ่งเป็นภาษีที่อาจจะ ปรับปรุงเพิ่มมากขึ้น แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ใช่ แล้วผมจะชี้ต่อไปเลยว่าที่ผมบอกว่ามันไม่สัมพันธ์ กับราคาน้ํามันดิบและอัตราแลกเปลี่ยนเพราะอะไร จุดแรกที่ท่านประธานต้องไปดู ดูที่กําไร โรงกลั่น ทําไมเราเปรียบเทียบกําไรโรงกลั่น นี่คือเทคโนโลยีล้วน ๆ เอาน้ํามันดิบเข้าไปในโรงกลั่น กลั่นออกมาเป็นน้ํามันเกรด (Grade) ต่าง ๆ ต้นทุนการกลั่นของโรงงานที่ดีที่สุดในโลก ย่อมใกล้เคียงกันถูกไหมครับ เทคโนโลยีเดียวกัน แล้วทําไมเราเอาของประเทศสิงคโปร์ มาเป็นมาตรฐานอ้างอิงเพื่อดูประสิทธิภาพโรงกลั่นเท่านั้นเอง ไม่ได้เอาราคาขายปลีก ประเทศสิงคโปร์มาเทียบ ท่านประธานลองดูสิว่าทําไมกําไรโรงกลั่นของประเทศไทย ถึงสูงกว่าประเทศสิงคโปร์ต่อเนื่องเลยนะครับ ทุกปีเลย ๘๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๑๓๘ เปอร์เซ็นต์บ้าง วันนี้ ๓๑๖ เปอร์เซ็นต์ นี่ผิดปกติครับ แล้วผมตั้งคําถามนี้ ๒-๓ รอบแล้ว ท่านประธาน คงทราบดี ผมไม่เคยได้ยินใครชี้แจงเลยครับ เพราะท่านประธานทราบไหมว่าถ้าสิ่งที่ผม เอาขึ้นมาชี้แจงในสภาแห่งนี้ถ้าไม่ตรงความจริงผมโดนยําตายแล้วครับ ทุกวันนี้ไม่มีใคร เคยตอบผมเลย เพราะฉะนั้นสมมุติฐานของผมก็คือว่าไม่มีใครสามารถที่จะเถียงข้อมูลนี้ได้ คําถามมีอยู่ว่าเราบริหารจัดการอย่างไรที่ให้โรงกลั่นสามารถมีกําไรมากกว่าที่ควรจะเป็นได้ถึง ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ ณ วันนี้ นั่นคือต้นทุนที่ ๑ ที่ถูกบิดเบือนไป แล้วท่านประธานเห็นไหมครับ เวลาเราประกาศขึ้นหรือลงราคาน้ํามันที่ปั๊ม ถ้าท่านประธานติดตามดูเหมือนที่ผมติดตาม วันที่น้ํามันโลกขึ้นเราลง วันที่น้ํามันโลกลงเราขึ้น ประชาชนงงหมดเลย ไม่รู้จะเข้าใจ ได้อย่างไรว่าบรรทัดฐานหรือวิธีการในการกํากับดูแลของประเทศไทยเป็นอย่างไร ทั้ง ๆ ที่เรามีกองทุนน้ํามันนะครับ กองทุนน้ํามันมีไว้ใช้เพื่ออะไรครับท่านประธาน วันที่ โลกมันขึ้นเราก็ต้องบอกว่าประเทศควรจะขึ้นช้า ๆ วันที่โลกมันลงเราก็บอกลงช้า ๆ ไม่ให้มัน ผันผวนถูกไหมครับ แต่ทําไมท่านประธานช่วยอธิบายผมนิดหนึ่ง ซึ่งอันนี้ผมตั้งคําถามไปที่ กระทรวงและผู้กํากับด้วยนะครับ เขาไม่เคยตอบผมว่าทําไมวันที่โลกมันขึ้นเราลง แล้ววันที่โลกลงเราขึ้น ฉะนั้นวิธีการบริหารไม่เคยมีความชัดเจนกับประชาชนเลยนะครับ แล้วค่าการตลาดครับ อีกส่วนหนึ่งที่ผิดปกติอย่างยิ่งครับ อันนี้เป็นตัวเลขของค่าการตลาด ในปี ๒๕๔๘ ผมเทียบปี ๒๕๔๘ กับปี ๒๕๖๓ ให้เห็นนะครับ ยกขึ้นมาให้เห็นเลยนะครับ นี่คือค่าการตลาดสินค้าตัวเดียวกัน ในปี ๒๕๔๘ กําไรอยู่ประมาณ ๘๐ สตางค์ ถึง ๑.๕๐ บาท ต่อลิตร ปีนี้ครับ ๒.๓๐ บาท ถึง ๓.๖๕ บาท ค่าแรงคนไม่ได้เพิ่มขึ้นเยอะขนาดนั้น แล้วค่าแรงคนมิได้มีส่วนของต้นทุนสูงขนาดนั้น ที่จะบอกว่าในสิบกว่าปีค่าแรงคนมันเพิ่มขึ้นมาก ในธุรกิจน้ํามัน ไม่ใช่ครับท่านประธาน คํานวณได้ครับ ค่าแรงคนมีส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับ ราคาขายของน้ํามัน เพราะฉะนั้นทําไมครับ เมื่อสักครู่ผู้อภิปรายท่านหนึ่งท่านบอกว่ามีการวิจัย เคยพูดว่ามันอยู่ประมาณ ๑.๗๐-๒ บาท วันนี้ครับท่านประธาน ๒.๓๐-๓.๖๕ บาท อธิบายผมทีเถอะครับใครได้ประโยชน์ครับ ทําไมประชาชนต้องเสียหายถึงขนาดนี้ ถ้ามันไป ๓ บาทกว่า ทุก ๑ บาทครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ผมพูดไว้แล้วนะครับ ทุก ๑ บาทคือ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กําไรไปอยู่ในกระเป๋าใครก็ไม่รู้ วันนี้ถ้าอยู่ที่ ๒ บาทก็เกือบแสนล้านบาท ไปอยู่ในกระเป๋าใครก็ไม่ทราบ อันนี้คือในส่วนของราคาน้ํามัน ก๊าซหุงต้มครับ นี่คือภาพของ ก๊าซหุงต้มในช่วงปี ๒๕๕๑ จนถึงปี ๒๕๕๕ ที่ผมอยากจะเน้นให้เห็นก็คือว่าครัวเรือนเดิมอยู่ที่ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นภาคปิโตรเคมี ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นขนส่ง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ที่มามาจาก ไหนบ้าง นําเข้า ๒๔ เปอร์เซ็นต์มาจากโรงแยกแก๊ส ๕๐ เปอร์เซ็นต์ โรงกลั่น ๒๗ เปอร์เซ็นต์ วันนี้เป็นอย่างไรครับ หันมาดูภาพวันนี้ ครัวเรือนลดลงอยู่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ปิโตรเคมี ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ ท่านประธานคงทราบ แล้วผมเคยพูดไปแล้วในสภา แห่งนี้ว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีวันนี้ซื้อก๊าซแอลพีจี (LPG) ในสัดส่วนที่สูงมาก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าครัวเรือนคือประชาชนทั้งประเทศใช้ยังไม่เท่าปิโตรเคมี และปิโตรเคมี ทําไมซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าประชาชน เขาอ้างว่าเป็นสัญญาระยะยาว ควรจะสังคายนาไหมครับ ทําไมประชาชนต้องแบกรับปิโตรเคมี ทั้ง ๆ ที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีผลผลิตของ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขายในราคาที่อ้างอิงราคาน้ํามันในตลาด แต่ภาคครัวเรือนไม่รู้จะ อ้างอิงกับใคร ตอนนี้ที่ต้องนําเข้า เราเคยนําเข้าเยอะนะครับ แต่วันนี้เรานําเข้าน้อย เพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี เราเคยนําเข้าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง และนําเข้าในราคาที่แพง คําถามมีอยู่ว่าท่านไปเกลี่ยต้นทุนกันอย่างไร ไม่มีใครเคยอธิบายให้ทราบเลยครับ แม้กระทั่ง คณะกรรมการกํากับดูแลกิจการพลังงาน กระทรวงพลังงานไม่เคยอธิบายครับ บอกว่า เป็นราคาตลาด แต่มันเกลี่ยครับ ต้นทุนส่วนหนึ่งเรามีผลิตในประเทศ ทรัพยากรในประเทศ ต้นทุนต่ํากว่า เกลี่ยส่วนที่นําเข้ามาใช้ในประเทศที่ต้นทุนสูงกว่า เกลี่ยกันอย่างไร ให้ประโยชน์กับประชาชนอย่างไร และทําไมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีถึงซื้อในราคาที่ถูกกว่า ประชาชน ต้องอธิบายให้ได้ ก๊าซธรรมชาติครับ ขออนุญาตท่านประธานอีกสักไม่กี่นาทีนะครับ ก๊าซธรรมชาติ วันนี้โครงสร้างพลังงานของประเทศไทยเราพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิต กระแสไฟฟ้า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก๊าซทั้งหมด ๗๐ เปอร์เซ็นต์ นําเข้า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของความต้องการทั้งหมด เราเอาก๊าซธรรมชาติที่นําเข้ามาไปผลิตกระแสไฟฟ้า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ ราคาขายก๊าซผมเคยพูดแล้วขอพูดอีกเพราะยังไม่มีการแก้ไข ส่วนที่ดีและถูกขายปิโตรเคมี ส่วนที่สูงขึ้นมาไปเกลี่ยราคาที่สูงขึ้นขายให้โรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนใช้ มันเข้าท่า หรือเปล่าครับท่านประธาน ถ้าเรานึกถึงประชาชนจริง ๆ ปิโตรเคมีไม่จําเป็นจะต้องใช้ราคาที่ถูก มันขึ้นอยู่กับวิธีเกลี่ย ไม่ต้องพูดถึงระยะทางของการส่งก๊าซ ส่งก๊าซไม่ใช่เป็นประเด็น ประเด็นคือการเกลี่ยต้นทุนของราคาก๊าซที่นําไปใช้เป็นต้นทุนในการผลิต เพราะฉะนั้น ส่วนที่แพงตอนนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเอาไปใช้ผลิต อุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมเอาไปใช้ ครัวเรือนเอาไปใช้ ขนส่งเอาไปใช้ แต่ของที่เป็นก๊าซที่ราคาถูกและดี ปิโตรเคมีเสียส่วนใหญ่ วิธีอย่างนี้มันไม่เป็นธรรม กองทุนน้ํามันที่มีการอุดหนุนการนําเข้าก๊าซ ท่านประธาน ทราบไหมว่าต้นทุนของการอุดหนุนไม่เท่ากันครับ ภาคอุตสาหกรรมอุดหนุนประมาณ ๑๒ บาท ขนส่งประมาณ ๔ บาท ครัวเรือน ๑.๔๓ บาท ปิโตรเคมีใช้มากที่สุดอุดหนุน บาทเดียวครับ ที่เหลือเงินอุดหนุนที่จ่ายเป็นภาระของคนซื้อนะครับ แพงกว่าปิโตรเคมี ทั้งสิ้น ค่าผ่านท่อก็มีคนวิจารณ์เยอะแยะผมไม่ลงในรายละเอียด ผมเคยถามเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายนปีที่แล้ว มันมีวาระของสภาของคณะกรรมการกํากับดูแลกิจการพลังงาน ผมเคยถาม ในสภาแห่งนี้ถามว่าคณะกรรมการกํากับทราบไหมว่าต้นทุนก๊าซของหลุมในอ่าวไทยราคาเท่าไร กรรมการบอกไม่ทราบ บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ แล้วผมก็พูดต่อไปบอกว่าแล้วท่านไม่ทราบต้นทุน ท่านจะกํากับด้วยวิธีไหน เพราะปกติระบบคอสต์พลัส (Cost plus) ท่านต้องเฉลี่ยต้นทุน ของที่หาได้จากต่างประเทศและจากในประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าตอบไม่ได้อะไรคือ หลักประกันว่าประชาชนจะมั่นใจว่าราคาก๊าซ ราคาพลังงานที่เราบริโภคจะถูกที่สุดและเป็น ประโยชน์สูงสุดกับประเทศ พลังงานไฟฟ้ามีบางท่านพูดไปแล้วผมจะไม่พูดซ้ํา ผมอยากจะสรุป อย่างนี้ครับ ความเป็นธรรมมันต้องเกิดขึ้น เมื่อพลังงานแพง ขนส่งแพง ไฟฟ้าแพง ของแพง ประชาชนเดือดร้อน เดือดร้อนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นหลักแม้กระทั่งเป็นนโยบายของ รัฐบาลเองมันต้องมีการอธิบายให้ชัดเจนว่าหลักที่ใช้ในการบริหารจัดการที่ให้เกิดความเป็นธรรม คืออะไร วิธีง่าย ๆ หลายประเทศเขาทําอย่างนี้ครับ เปิดเผยต้นทุน เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ผมเรียนท่านประธานครับ มีงานวิจัยของสถาบันจุฬาลงกรณ์ เคยเข้าไปดูว่าราคาก๊าซปากหลุม อยู่ที่เท่าไร ที่คณะกรรมการบอกว่าไม่ทราบ ท่านประธานทราบไหมอยู่ที่เท่าไร อยู่ที่ ๓ บาท แล้วทําไมขายที่ปั๊มวันนี้ ๑๓ บาท ต้องอธิบายให้ได้ครับ บางสัญญาสัมปทาน ที่ปากหลุมอยู่ที่ ๑.๕๐ บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้นเองครับ วันนี้ ๑๐ กว่าบาท เป็นภาระหน้าที่ และความรับผิดชอบของกระทรวงต้องอธิบาย ตอนนี้ผู้บริโภครับภาระแทนในขณะที่ ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ประโยชน์เป็นหลักหมื่นล้านบาท เป็นหลักแสนล้านบาท อันนี้ ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง อย่างที่ผมเรียนท่านประธานนะครับ ผมพูดมาแล้วใน ๙ ปี ๑๖ ครั้ง ผมไม่เคยได้รับคําตอบ ผมก็เลยต้องยื่นญัตติขอให้ตั้งกรรมาธิการมาช่วยกันพิจารณา ส่วนนโยบายทางเลือกวันนี้ยังไม่ชัดครับ หลายท่านบางท่านได้พูดไปแล้วว่านโยบายทางเลือก ของเราคืออะไร ทั้งลม น้ํา แสงอาทิตย์ ชีวมวล ชีวภาพ ขยะ เอาอย่างไรครับ มีช่องทาง เยอะแยะที่จะทําได้โดยไม่ต้องเป็นภาระกับประชาชน นี่คือเหตุผลที่ผมได้ยื่นญัตติเข้ามา เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ แต่ถ้าเกิดบอกว่าสภาแห่งนี้มีความเห็นว่าส่งเรื่องให้ คณะกรรมาธิการสามัญที่มีอยู่แล้วผมไม่ขัดข้อง แต่ขอให้มีการกลับมารายงานกับสภาแห่งนี้ โดยเร็วที่สุด ต้องมีการศึกษาชัดเจนให้ชัดเจนให้เกิดความโปร่งใส ต้นทุนทั้งหมดต้องเอามาอธิบายให้สภาแห่งนี้รับทราบ และชี้แจงให้ประชาชนรับทราบว่า ราคาพลังงานที่เป็นธรรมคืออะไร และหลักการที่รัฐบาลใช้ในการบริหารจัดการให้เกิด ความเป็นธรรมนั้นใช้หลักคิดอะไรบ้าง ขอบคุณครับ