บุญลือ ประเสริฐโสภา เสนอญัตติด่วนให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2018) หลังพบว่าโครงสร้างพลังงานไม่เหมาะสม ส่งผลให้ราคาพลังงานสูงเกินกว่าประเทศเพื่อนบ้านและเพิ่มภาระค่าครองชีพประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ปรับแผนพลังงานใหม่โดยเน้นการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมพลังงานทางเลือก เช่น ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เพื่อลดต้นทุนและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตท่านประธานทําตามข้อบังคับ การประชุมสภา ข้อ ๔๙ และ ข้อ ๕๐ ขออนุญาตอ่านญัตติที่ผมพร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ทั้ง ๒๐ ท่าน ได้เสนอญัตติด่วนต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการปรับแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐ (PDP2018) เพื่อให้ราคาพลังงานในประเทศไทยเหมาะสมและรองรับ ความต้องการของประชาชน
ด้วยปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมและประชาชนประเทศไทยมีความต้องการ ใช้พลังงานน้ํามันและก๊าซเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นแหล่ง ขุดเจาะน้ํามันหลายแห่งทั้งบก เช่น แหล่งฝางจังหวัดเชียงใหม่ แหล่งอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และแหล่งของอ่าวไทย เช่น แหล่งจัสมินและบานเย็น แหล่งบัวหลวง แหล่งสงขลา รวมถึง จังหวัดราชบุรีซึ่งมีโรงไฟฟ้าถึง ๕,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ แต่ปรากฏว่าประเทศไทยนําเข้าน้ํามัน จากต่างประเทศจํานวนมากจึงจําเป็นที่จะต้องปรับแผนพัฒนากําลังการผลิตไฟฟ้า ของประเทศ ในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าของประเทศให้เพียงพอ ต้องการรองรับ การเจริญเติบโตของประเทศในภาพรวม อีกทั้งราคาพลังงานในประเทศไทยแพงกว่า ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา มาเลเซีย จากโครงสร้างพลังงานที่ไม่เหมาะสมในการ เก็บเงินกองทุนน้ํามันสูงขึ้น ทําให้ประชาชนต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางขนส่ง รวมถึงราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นผมจึงขอเสนอญัตติด่วนดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎร เพื่อตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการปรับแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐ (PDP2018) เพื่อให้ราคาพลังงานในประเทศมีความเหมาะสมและรองรับความต้องการ ของประชาชน โดยญัตติดังกล่าวจะเสนอสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๙ และ ข้อ ๕๐ โดยในรายละเอียดหลักการและเหตุผล ผมจะขออภิปรายในเวลาอันจํากัด ที่ท่านประธานได้กําหนดดังนี้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านคงทราบดีว่าขณะนี้บ้านเมืองของเรา เกิดวิกฤติโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ทําให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ รวมถึง ผู้ประกอบการได้มีผลกระทบ ได้รับความเดือดร้อนทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคประชาชนธุรกิจ ระบบอิมพอร์ต (Import) เอกซ์พอร์ต (Export) การขนส่งสินค้า พี่น้องเกษตรกร พี่น้องเกษตรกรรมทุกสาขาอาชีพ รวมถึงเพื่อนข้าราชการ นักศึกษา นักเรียน ล้วนได้รับ ผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า จึงเป็นเหตุให้ผมและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย อยู่นิ่งไม่ได้ จริง ๆ เรื่องนี้ผมเคยเสนอสอบถามรัฐบาลโดยการยื่นกระทู้ถามด้วยวาจาไปเมื่อช่วง หลังจากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาไม่นาน นอกจากนี้ยังมีการยื่นกระทู้ถามแยกเฉพาะที่ ๐๘๗ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาพลังงานแบบยั่งยืน โดยในครั้งนั้นท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้มอบให้ท่านสนธิรัตน์ ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในขณะนั้นมาตอบกระทู้ ท่านประธานคงจําได้ ท่านก็เป็นประธานอยู่ในห้องกระทู้ถามแยกเฉพาะของกระผม ท่านคงทราบดีว่าวันนี้ปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมีอยู่จํานวนมาก ตามที่เพื่อนสมาชิกได้มีความรู้สึก เช่นเดียวกับผม ได้ยื่นญัตติไปก่อนหน้า แล้วก็ในการอภิปรายวันนี้ต้องเรียนว่าโดยเฉพาะ แหล่งน้ํามันดิบ วันนี้ในประเทศไทยมีอยู่มากผมจะขอสรุป ไม่ว่าจะเป็นอําเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เฉลี่ยวันละ ๑,๔๐๐ บาร์เรล อําเภอน้ําพอง จังหวัดขอนแก่น พบก๊าซ ๔ หลุมเจาะเฉพาะ ๗๐ ล้านบาร์เรลต่อวัน จังหวัดกาฬสินธุ์ ก๊าซธรรมชาติ ๑๐ ลูกบาศก์ฟุต ต่อวัน อําเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี ก๊าซธรรมชาติ ๔ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นอกจากนี้ ยังมีก๊าซหุงต้ม รวมถึงแอลพีจี (LPG) วันละ ๒๐๐ กว่าตัน จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงพื้นที่อ่าวไทยเราจะเห็นได้ว่ามีน้ํามันดิบ มีก๊าซ นับว่าเป็นพลังงาน เป็นวัตถุดิบซึ่งวันหนึ่งมีไม่ต่ํากว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน เพราะฉะนั้นก่อนสถานการณ์ โควิด (COVID) ก็จะเห็นได้ว่าประเทศไทยใช้น้ํามัน ใช้พลังงานรวมกันวันหนึ่งประมาณ ๒.๕ ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นแสดงให้เห็นได้ว่าวันนี้เรามีวัตถุดิบอยู่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ความรู้สึกของพี่น้องประชาชนก็อาจจะรู้สึกว่าเรามีวัตถุดิบ เรามีน้ํามันดิบ มีก๊าซ แต่ทําไม พี่น้องประชาชนยังแบกภาระใช้น้ํามันแพง ใช้ก๊าซแพง เรื่องนี้ผมต้องฝากท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งผมดูจากการตั้ง ครม. ครั้งนี้ ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีทราบดีอยู่แล้ว จึงให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน ท่านสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ควบ ๒ ตําแหน่งเพื่อที่จะนั่งหัวโต๊ะ เรียกกระทรวงการคลัง กรมจัดเก็บทั้ง ๓ กรมมาคุยกัน เชิญกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น เราต้องพูดความจริงว่าวันนี้น้ํามันมันแพงเพราะภาษี น้ํามันนําเข้าวันนี้ ภาษีนําเข้า แวต (VAT) ๗ เปอร์เซ็นต์ ภาษีศุลกากรเป็นสิ่งที่รัฐมนตรีโดยรัฐบาลชุดนี้ ต้องดําเนินการ มิฉะนั้นแล้วเราจะแก้ปัญหาพลังงานไม่ได้เลย ผมจึงอยากจะเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่าท่านต้องใช้อํานาจ รองนายกรัฐมนตรีด้วย เชิญทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยเพื่อที่จะปรับแผน พีดีพี (PDP) ใหม่ทั้งหมด ผมขออนุญาตขึ้นชาร์ต (Chart) แบบเร็ว ๆ ว่าวันนี้ไม่ปรับคงจะ ไม่ไหวแล้ว สถานการณ์ทั้งโลกเป็นอยู่แบบนี้ วันนี้ประเทศไทยใช้พลังงานทั้งหมด ไฟฟ้าทั้งหมด ๓๐,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ ส่วนหนึ่งอยู่ที่จังหวัดราชบุรี ๕,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ วันนี้เราใช้พลังงานน้ํา เราซื้อน้ําจากประเทศลาวประเทศเพื่อนบ้าน เราใช้ก๊าซจากประเทศพม่า วัตถุดิบต่าง ๆ ที่เรามีอยู่วันนี้ เราไม่สามารถที่จะใช้ได้เลยผมต้องเรียนตรง ๆ ว่าวันนี้ ปตท. ต้องทําหน้าที่เป็นผู้จัดการบ่อซึ่งดูแลวัตถุดิบทั้งหมดที่ผมได้กล่าวเมื่อสักครู่ว่าวันหนึ่ง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาร์เรล ต้องจัดการให้มีประสิทธิภาพทําน้ํามันดิบที่มีอยู่ในบ่อตามจังหวัด ที่ผมได้กล่าวเมื่อสักครู่ให้เหมือนน้ํามันนําเข้าที่เราซื้อเข้ามา มิเช่นนั้นแล้ววันนี้พี่น้องประชาชน แบกภาระ รัฐบาลต้องกล้าครับ นอกจากนี้ผมมีทางเลือก ผมอยากนําเสนอท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านรัฐมนตรีนะครับว่าในฐานะที่ท่านเคยเป็นรองผู้ว่าการอยู่ ปตท. ท่านเป็น คนคร่ําหวอดอยู่ในกระทรวงพลังงานมาพอสมควร ท่านตัดสินใจเถอะครับ วันนี้พลังงานไฟฟ้า แสงอาทิตย์ ซึ่งมีต้นทุนต่ํามากถึง ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านให้ กฟผ. ที่มีแหล่งน้ําอยู่แล้ว มีเขื่อนอยู่ทั้งหมด ๙ เขื่อน ๑๖ โครงการ รวมอยู่ประมาณ ๒,๗๐๐ กว่าเมกะวัตต์ ท่านตัดสินใจเลยครับ ท่านจะอีบิดดิง (e-Bidding) อย่างไร ท่านจะให้เอกชนเข้าไป ดําเนินการหรือร่วมกับรัฐอย่างไร ท่านประกาศให้ชัดเจน ผมคิดว่า ๒,๗๐๐ กว่าเมกะวัตต์ สามารถที่จะช่วยแบกภาระให้กับพี่น้องประชาชนได้ โดยเฉพาะในแผนที่กรมทดแทนพลังงาน ได้เสนอไว้ว่าพลังงานแสงอาทิตย์จะต้องมีประมาณ ๑๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งโดยข้อเท็จจริง มันเป็นไปไม่ได้ ชีวมวล ๓,๓๐๐ กว่าเมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ ๕๔๖ เมกะวัตต์ และพลังงาน แสงอาทิตย์ ทุ่นลอยน้ํา ก็คือสิ่งที่ผมได้กล่าวเมื่อสักครู่ในส่วนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีพลังงานลม แล้วก็ขยะอุตสาหกรรม ซึ่งขยะอุตสาหกรรม ผมต้องบอกตรง ๆ ว่ามันเป็นเรื่องที่ยากจริง ๆ วันนี้กระทรวงมหาดไทยอาจจะมีความตั้งใจ อย่างไรก็ตาม โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าชุมชนที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล ผมก็เรียนว่าเป็นนโยบายที่ดี นอกจากนี้ผมก็ยังยืนยันว่าวันที่รัฐบาลได้แถลงนโยบาย พรรคภูมิใจไทยได้เสนอในข้อ ๕.๖.๓ ในเรื่องพลังงานหมุนเวียน ในเรื่องพลังงานชีวภาพ ชีวมวล พลังงานอ้อย ข้าวโพด มันสําปะหลัง ตรงนี้เป็นอะไรที่เราจะต้องทําอย่างจริงจังนะครับ มิเช่นนั้นแล้วผมเรียนว่าจะให้พี่น้องประชาชนแบกภาระโดยที่กระทรวงพลังงานหรือรัฐบาลเอง ไม่แก้ไข ก็เป็นเรื่องที่ผมเองในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรก็คงจะต้องทําในเรื่องนี้นะครับ เสนอเพื่อให้สภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทาง หรือถ้าไม่ตั้งจะส่งเรื่องนี้เข้าสู่ คณะกรรมาธิการสามัญ สภาผู้แทนราษฎร ผมก็เรียนว่าจะเป็นประโยชน์กับการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนในยามที่เกิดโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ในวันนี้นะครับ เราขอเป็นส่วนหนึ่ง ที่จะช่วยกันแบ่งเบาภาระพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ