วินท์ สุธีรชัย หารือเรื่องการนำวิศวกรและสถาปนิกจีนเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทย โดยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการใช้มาตรา 44 และเทคนิค "ล็อกสเปก" ที่ทำให้เอกชนจีนได้เปรียบ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องโครงการรถไฟและขอเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผมก็ตอบ ไม่ได้ว่ารัฐบาลไทยที่มาจากประชาธิปไตยจะสามารถทําได้หรือไม่ พอผมนําข้อมูลที่มีการ เปิดเผยอันน้อยนิดมาเปรียบเทียบ เช่น เงินเดือนวิศวกรในโครงการ ผมได้แต่ลําบากใจครับ โพรเจกต์ เมเจอร์ (Project Major) คนจีน เงินเดือน ๘๖๖,๒๕๐ บาทต่อเดือน นี่เฉพาะ เงินเดือนนะครับ ผมไม่ทราบว่ากะจะเป็นเศรษฐีเลยหรือเปล่า แล้วก็ไม่ทราบว่าโบนัสสิ้นปี จะมากน้อยแค่ไหน เอาละ เราก็คิดว่าอันนี้อาจจะเป็นตําแหน่งพิเศษซึ่งคนไทยทําไม่ได้ ผมก็ เจาะลึกลงไปอีกครับ ในตําแหน่งเดียวกันของวิศวกรจีนและวิศวกรไทย ปรากฏว่าเงินเดือน ในตําแหน่งเดียวกัน หน้าที่เดียวกัน มีความรับผิดชอบเท่ากัน วิศวกรจีนมีเงินเดือนมากกว่า วิศวกรไทยถึง ๓ เท่า ผมยกตัวอย่างเช่น บริดจ์ สเปเชียลลิสต์ (Bridge Specialist) ของประเทศจีน เงินเดือน ๔๖๗,๗๗๕ บาท แต่เงินเดือนคนไทย วิศวกรไทย บริดจ์ สเปเชียลลิสต์ (Bridge Specialist) ๑๔๕,๘๖๐ บาท และเป็นอย่างนี้ในทุกตําแหน่ง ผมมีประสบการณ์ ทํางานมาก่อนกับวิศวกรหลากหลายประเทศ บอกได้เลยว่าวิศวกรไทยเก่งไม่แพ้ชาติใด ในโลก และวิศวกรไทยฐานเงินเดือนเทียบเท่ากัน จะมีก็แต่ค่าเอกซ์แปต (Expat) ซึ่งเต็มที่ ก็คือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของฐานเงินเดือน อันนี้เป็นประสบการณ์ตรง ไม่ใช่ ๓ เท่าแบบนี้ ฉะนั้นถ้าให้ผมมานั่งดูโครงการนี้ ผมบอกได้เลยว่าผมอาจจะตัดราคาได้มากถึง ๒ หรือ ๓ เท่า ถ้าเป็นแบบนี้ในทุกรายการนะครับ ผมก็ไม่ทราบอีกว่ารัฐบาลทหาร คสช. ต่อรองแบบไหน แต่ในยุคนั้นมีการออก มาตรา ๔๔ ให้สถาปนิกและวิศวกรจีนเซ็นแบบได้ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์สถาปนิกและวิศวกรไทย ข้ออ้างในการออก มาตรา ๔๔ นี้ คือประเทศไทยไม่เคยทํารถไฟความเร็วสูงมาก่อน แต่ขอโทษนะครับท่านประธาน ประเทศไทยเราก็ไม่เคยทํารถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) มาก่อน ประเทศไทยเราก็ไม่เคยทํา รถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที (MRT) มาก่อน แต่ทําไมพวกเราทําได้ด้วยเงื่อนไขที่วิศวกรและ สถาปนิกไทยเซ็นแบบได้ ท่านประธานครับ รัฐบาลในตอนนั้นอาจจะไม่รู้ว่าเขาทํากันแบบนี้ ทั่วโลก เพื่อให้สถาปนิกและวิศวกรได้รับรู้ มีการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี จากต่างประเทศมาให้ตนเอง ทั่วโลกนะครับ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย และในอดีตเราก็ทํา โครงการที่ซับซ้อนขนาดนี้ได้มาแล้ว รัฐบาล คสช. ในตอนนั้นอาจจะไม่รู้ว่าในวงการเขามี เทคนิคที่เรียกว่า ล็อกสเปก (Spec) การล็อกสเปก (Spec) ก็คือให้วิศวกรเซ็นแบบ เพื่อให้เอกชน ในประเทศนั้น ๆ เขาได้เปรียบ แต่เอกชนประเทศเรา ประเทศไทยเสียเปรียบใช่หรือไม่ ผมก็ไม่ทราบ วัสดุก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ กระจก ระบบไอที (IT) หนังเทียม พรม ไม้ มันจะเป็นสเปก (Spec) ของประเทศอื่นหรือไม่ หรือเป็นสเปก (Spec) ที่เหมาะกับ คนไทย ข้อมูลพวกนี้เราไม่มีครับ เราจึงไม่สามารถจะตอบได้ว่าจริงหรือเท็จแค่ไหน แต่เป็นคําเตือนจากเอกชนไทยที่บอกว่าแม้จะมีความพยายามบังคับให้ใช้ของประเทศไทย แต่เอกชนก็รู้กันดีว่าเทคนิคล็อกสเปก (Spec) มีมากมายมหาศาล มีหลากหลายวิธี และการที่บังคับเขาอาจจะทําไม่ได้จริง ฉะนั้นหากเอกชนจีนนําสิ่งเหล่านี้ไปกินหมดจริง และทําให้เอกชนไทย เอสเอ็มอี (SMEs) ไทยได้แต่มองตาปริบ ๆ ผมก็ได้แต่สงสาร ท่านนายกรัฐมนตรีในสมัย คสช. ซึ่งก็คือท่านนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันว่าลูกน้องที่ท่าน เสนอมาให้ท่านเซ็น มาตรา ๔๔ ฉบับนี้ผมไม่ทราบว่าเขาใช้หัวคิดหรือใช้ตาตุ่มคิดนะครับ
สุดท้ายนี้ผมก็มองว่าเอาเถอะครับ โครงการนี้มาไกลแล้วก็อาจจะต้อง เดินหน้าต่อไป แต่คําถามทั้งหมดควรจะต้องมีคณะกรรมาธิการมาให้คําตอบ และต้องมี คณะกรรมาธิการมาผลักดันเพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง รวมถึงในสัญญาที่ยังไม่มีการเซ็น คณะกรรมาธิการก็ควรจะต้องมาดําเนินการ มาทําให้ความมั่นใจ เอาโครงการในอดีต เอาสัญญาในอดีตมาเป็นบทเรียน และทําให้สัญญาฉบับใหม่ประเทศไทยและ ประชาชนไทยได้ประโยชน์มากขึ้น โครงการนี้ ๓.๕ กิโลเมตร สร้างมาแล้ว ๓ ปียังไม่เสร็จ เพียง ๓.๕ กิโลเมตรนะครับ ทั้ง ๆ ที่โครงการรถไฟในประเทศเพื่อนบ้านเราไปไกลแล้ว ดังนั้นเราจึงมีแต่คําถาม เราจึงไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะมาให้คําตอบตรงนี้ และผมขอเสนอ ที่จะตั้งคณะกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นวิสามัญ หรือไม่ว่าจะเป็นอนุกรรมาธิการของ คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อจะมาค้นหาคําตอบนี้อย่างแท้จริง ขอบคุณครับ