สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ อภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมาและนครราชสีมา-หนองคาย โดยชี้ให้เห็นว่าแผนการลงทุนปัจจุบันซ้ำซ้อนและไม่คุ้มค่าเนื่องจากมีโครงการรถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ และรถไฟความเร็วสูงพร้อมกัน จึงเสนอให้รัฐบาลควรเน้นการพัฒนาเมืองโคราชให้มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีก่อน เพื่อรองรับการเชื่อมต่อขนาดใหญ่ในอนาคตแทนการสร้างเส้นทางใหม่เพิ่มเติม
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในญัตตินี้ก็คือทางคุณวินท์แล้วก็ผมร่วมกันยื่นญัตตินี้ แต่ที่คุยกันก็คือเดี๋ยวผม จะเป็นคนอภิปรายเปิด แล้วก็เตรียมหัวข้อในการอภิปรายมาประมาณ ๔๐ นาที แต่ว่าก็ได้ ประสานไปว่าจะกระชับให้เหลือประมาณ ๓๐ นาที แล้วก็อย่างที่ท่านประธานได้นําเรียน ผมเห็นด้วย และผมจะพยายามใช้เวลาให้กระชับที่สุด ถ้าท่านประธานเห็นว่าเยิ่นเย้อ ท่านประธานก็สามารถตักเตือนผมได้ แต่ผมมั่นใจว่าเตรียมมามีสาระนะครับ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา ตรวจสอบและติดตาม การดําเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา และช่วง นครราชสีมา-หนองคาย โดยโครงการนี้ก็ตามที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติได้ใช้มาตรา ๔๔ ออกคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อออกมาตรการเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง ตามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรจีน รายละเอียดก็อยู่ในมือของทุกท่านแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมจะขอ ข้ามไปเพื่ออภิปรายเหตุผลในการสนับสนุนว่าควรจะมีการพิจารณาเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง ก่อนอื่นผมขอบอกไว้ก่อนว่าผมเห็นด้วยกับการเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับโคราช หรือว่า จังหวัดนครราชสีมา เพราะว่าตรงนี้เป็นประตูสู่อีสาน มีความสําคัญจริง การเชื่อมต่อกับ ประเทศจีนผมก็เห็นด้วย ผมว่าประเทศไทยเรามีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ที่จะต้อง เชื่อมต่อกับประเทศจีน เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมจะไม่เยิ่นเย้อ แล้วผมก็เชื่อว่าเดี๋ยวเพื่อนสมาชิก ก็คงอภิปรายประเด็นนี้ เอาเป็นว่าผมเห็นด้วยกับการเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ-โคราช แล้วก็การเชื่อมต่อกับประเทศจีน แต่ประเด็นคือมันไม่เกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูง เวลาเรามองระบบคมนาคมเราจะมองแบบเด็กอยากได้ของเล่น มองเป็นชิ้น ๆ ชอบตัวนี้ แล้วก็ฝันว่ามันจะดี ไม่ได้นะครับ คือเราต้องมองการคมนาคมแบบเป็นระบบ คือในเส้นทาง ระหว่างกรุงเทพฯ-โคราช รัฐบาลจะดําเนินการสร้างทั้งรถไฟทางคู่ ก็คือเรามีทางเดี่ยวอยู่ จะทําให้เป็นทั้งคู่ แล้วก็มีรถไฟความเร็วสูงก็คือโครงการนี้ที่เราพิจารณากัน แล้วก็มอเตอร์เวย์ (Motorway) ซึ่งสร้างอยู่ก็ใกล้ ๆ จะแล้วเสร็จ เพราะฉะนั้นแผนการลงทุนตอนนี้มันซ้ําซ้อน มันเกินจําเป็น มันไม่คุ้มค่า นี่คือเหตุผลที่ผมยืนยันว่าเราควรจะต้องศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะจะใช้งบประมาณมหาศาล สถานการณ์ตอนนี้รถไฟทางคู่ที่กําลังจะสร้างกันใช้เงิน ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทเฉพาะท่อนกรุงเทพฯ-โคราชนะครับ รถไฟความเร็วสูงที่เราจะพูดกัน ในญัตตินี้อีก ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงินมหาศาลนะครับ มอเตอร์เวย์ (Motorway) อีก ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท อย่างไรก็ตามนะครับ ตามหลักวิชาการในการพัฒนาเมืองการทําแบบนี้ ไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง เนื่องจากเราจะไปเพิ่มท่อระหว่างกรุงเทพฯ-โคราช โดยที่เมืองกรุงเทพฯ กับโคราชยังมีขนาดต่างกันอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นวิธีการที่ดีต่อการลงทุนคือเราต้องไปพัฒนา เมืองโคราช คือเงินต้องเอาไปลงที่เมืองโคราช ทําถนนให้เป็นผังเมือง ให้มันน่าอยู่ น่าเดิน มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี ที่รองรับ ทีนี้พอเมืองโคราชใหญ่ขึ้นมาค่อยพูดถึงเรื่องของ การเชื่อมต่อขนาดใหญ่ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันนี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีการเชื่อมต่อนะครับ ท่านประธาน ระบบรางมีแล้วเป็นทางแต่ว่าเป็นทางเดี่ยว ไม่ได้ดีนะครับ ทางเดี่ยวก็วิ่งได้ ประมาณสัก ๖๐-๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะว่ารถต้องจอดรอสับหลีกกัน เพราะฉะนั้น คนก็เลยใช้ถนนเป็นหลัก ใช้ถนนเยอะ นั่นก็คือถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นถนนขนาดใหญ่แล้ว ก็คือหมายถึงว่าถ้าไปเทียบกับที่อื่น ๆ ของโลกถนนมิตรภาพถือว่ามีขนาดใหญ่ ทีนี้นโยบาย ของรัฐบาล ตั้งแต่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนที่แล้ว ต่อเนื่องมาแผนนี้ แล้วต่อมากลายเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติก็ฟังดูดีนะครับ ผมเห็นด้วยที่จะทําเรื่องของ โหมดชิฟต์ (Mode shift) คําว่า โหมดชิฟต์ (Mode shift) ก็คือเราต้องการให้คนขับรถยนต์ ส่วนตัวน้อยลง หันไปใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น ตอนนี้เราใช้ถนนมากเกินไปมาก ๆ เราต้องการให้คนใช้ระบบราง เพราะฉะนั้นนโยบายก็ดีนะครับ แต่ว่าแผนงานขาดกระทั่ง ตรรกะก็คือจะเอาแต่สร้าง จะเอาผลักงบประมาณกัน ก็คือรางเรามี ๑ ทางอยู่แล้วจะขยาย ให้เป็น ๔ ทาง คือการทําทางเดี่ยวให้เป็นทางคู่เป็นการเพิ่มคาพาซิตี (Capacity) ให้กับ ระบบประมาณ ๑๐ เท่า เพราะรถไม่ต้องออกจอดรอสับหลีก แล้วขบวนก็ยาวขึ้นได้ ความถี่ มากขึ้นได้ แต่เขาไม่ได้ทําจาก ๑ ทางไป ๒ ทาง เขาจะดับเบิล (Double) อีกคู่หนึ่งก็คือ ในโครงการรถไฟความเร็วสูง สิ่งที่เรียกว่าโครงการรถไฟทางคู่คือทําทางเดี่ยวที่มีอยู่แล้ว ๑ ทางให้เป็น ๒ ทาง แล้วเขาจะดับเบิล (Double) อีกคู่หนึ่งในโครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นขนาด ๑.๔๓๕ เมตร อันนี้คือขาดตรรกะการลงทุน คือต้อง ๑ เป็น ๒ แล้วค่อย ๒ เป็น ๔ อีกสัก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้า เมื่อปริมาณการเดินทางสูงมากพอ ไม่อย่างนั้น เงินก็จะถูกลงไปกองโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร ในขณะเดียวกันในนโยบายบอกว่า โหมดชิฟต์ (Mode shift) แต่ว่ารัฐบาลก็อนุมัติมอเตอร์เวย์ (Motorway) ทีนี้การที่เราอนุมัติ มอเตอร์เวย์ (Motorway) ก็คือเป็นการเพิ่มคาพาซิตี (Capacity) ให้กับระบบถนนประมาณ ๒ เท่า เพราะฉะนั้นก็จะขัดแย้งกันกับนโยบายที่ควรจะเป็น ผมพยายามทํารูปให้ง่าย ให้เพื่อนสมาชิกได้เข้าใจ อันนี้คือสภาพที่เป็นอยู่คือถนนเรามีอยู่แล้ว แล้วก็คนใช้ ค่อนข้างมาก ก็เหมือนถังขนาดใหญ่ แล้วน้ําที่อยู่ในถังก็คือใกล้ ๆ เต็ม ก็คือถนนใกล้ ๆ จะเต็มความจุ ขณะเดียวกันรถไฟเรามีสิ่งที่เรียกว่าทางเดี่ยวอยู่แล้ว แต่ทีนี้ทางเดี่ยวคาพาซิตี (Capacity) มันต่ํา แล้วก็การให้บริการไม่ดีก็เลยคนใช้น้อย ทีนี้ถ้าจะทําตามนโยบายให้เกิด โหมดชิฟต์ (Mode shift) ต้องทําอย่างไร ก็คือการปรับปรุงจากทางเดี่ยวให้เป็นทางคู่ อย่างที่ผมเรียนครับจากทางเดี่ยวเป็นทางคู่เป็นการเพิ่มคาพาซิตี (Capacity) ให้กับระบบ ประมาณ ๑๐ เท่า นั่นก็แปลว่าเมื่อรถติด หรือว่าในยามเทศกาลในวันศุกร์ วันอาทิตย์ หรือเทศกาลหยุดยาวคนส่วนหนึ่งที่ทนรถติดไม่ได้ก็จะหันมาใช้ระบบรางแทน ใช้ระบบ ขนส่งสาธารณะแทน นั่นก็คือนโยบายโหมดชิฟต์ (Mode shift) ควรจะเป็น แต่ที่นี้สิ่งที่ รัฐบาลกําลังทํา ปากบอกว่าจะทําโหมดชิฟต์ (Mode shift) แต่ในทางปฏิบัติเล่นอนุมัติ ทุกโครงการก็เลยไม่เกิดโหมดชิฟต์ (Mode shift) เพราะว่าพอเขาจะไปสร้างมอเตอร์เวย์ (Motorway) ก็เป็นการเพิ่มความจุให้กับระบบถนนประมาณ ๒ เท่า ก็จะมีถังใหญ่ขึ้น อย่างที่เห็นนะครับ เพราะฉะนั้นน้ําในถังก็เหมือนรถที่แบ่งระหว่าง ๒ สายการเดินทาง ก็จะไม่ติดเพราะว่าจะกระจายกันไปตาม ๒ เส้นทาง เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะลงทุนในระบบรางก็คือคนจะใช้น้อยมากครับ ปริมาตรน้ําในถนนกับทางเดี่ยว ก็จะเท่ากันกับถนนกับทางคู่ในภาพนี้ แล้วก็ถนนมอเตอร์เวย์ (Motorway) บวกทางคู่ในภาพนี้ เพราะฉะนั้นการลงทุนต้องคิดว่าจะทําอะไรก่อนหรือหลัง จะอะไรสําคัญกว่าอะไร แต่สิ่งที่ รัฐบาลกําลังทําอยู่ไม่ใช่ครับ เพราะว่านี่กําลังใส่มอเตอร์เวย์ (Motorway) ลงไปแล้ว เพราะฉะนั้นโหมดชิฟต์ (Mode shift) ไม่เกิดแน่ ๆ ในการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ-โคราช แล้วนี่ยังจะไปเพิ่มรถไฟความเร็วสูงไปอีกทั้ง ๆ ที่ทางคู่ก็จะทํานะครับ เพราะฉะนั้นทางคู่นี่ เพียงพอแล้ว ไม่ได้มีความจําเป็นที่จะต้องทํารถไฟความเร็วสูงใด ๆ เลย มันเกินจําเป็น ไปมาก ในส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูงนี้ภาพรวมก็จะมีด้วยกัน ๖ สถานีจากกรุงเทพฯ ไปโคราช ระยะทาง ๒๕๓ กิโลเมตร ขนาดรางเป็น ๑.๔๓๕ เมตร แต่ว่ารางรถไฟที่เราเห็นใน บ้านเราปกติก็คือขนาด ๑.๐๐ เมตร อันนี้จะทํา ๑.๔๓๕ เมตร ก็อย่างที่ผมเรียนครับ คือเขาจะทําจากทางเดี่ยว ๑.๐๐ เมตร ให้เป็นทางคู่ ก็คือมี ๑.๐๐ เมตร ๒ อัน แล้วก็จะดับเบิล (Double) อีกคู่หนึ่ง คือจะทําจาก ๑ ไป ๔ โดยใช้เงินลงทุนถึง ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาท แบบเกินจําเป็น แล้วก็ยังมีการออกแบบ ช่วงกรุงเทพฯ-โคราชนี้เราคงหยุดไม่ทันนะครับ เพราะเขาก็เดินมาตลอดในช่วงตั้งแต่รัฐบาล คสช. มาถึงปัจจุบันนี้ แต่ช่วงโคราช ไปจังหวัดหนองคายที่ผมอยากจะศึกษามาก ๆ แล้วก็อยากจะให้สภาช่วยกันพิจารณามาก ๆ ว่าเราต้องรู้จักเสียดายเงินภาษีครับ คือเอาไปใช้ทําอย่างอื่นได้มากกว่านี้ ช่วงโคราช ถึงจังหวัดหนองคายก็จะมี ๕ สถานี ระยะทาง ๓๕๕ กิโลเมตร ใช้เงินลงทุน ๒๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันจ่ายเงินค่าออกแบบรายละเอียดอยู่ ๗๕๑ ล้านบาท เฉพาะออกแบบยังไม่ได้เริ่ม ก่อสร้าง ยังเบรกทันนะครับท่อนนี้ ฉะนั้นเงินลงทุนทั้งหมดประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่อย่างที่ผมเรียนครับ มอเตอร์เวย์ (Motorway) ก็มีแผนจะทํานะครับ ทางคู่ก็มีแผนจะทํา มันต้องเลือกครับไม่ใช่จะทําทุกอย่างพร้อม ๆ กัน ผลการศึกษาก็ออกมานะครับ แล้วก็ออกมา ตัวเลขต่ํา คือปริมาณผู้โดยสารอยู่ที่ประมาณ ๕,๓๐๐ คน แล้วส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนรวยได้ใช้ นาน ๆ ทีในเรื่องของโครงการรถไฟความเร็วสูง มันจะต่างกับการพัฒนาระบบขนส่ง สาธารณะในเมืองที่ผมสนับสนุน อย่างเช่นว่ารถเมล์ในกรุงเทพฯ มีคนใช้อยู่ประมาณสัก ๓ ล้านคน แล้วก็ใช้เงินซื้อรถเมล์ประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่นี่เรากําลังจะผลาญเงินภาษี ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้คนรวยได้ใช้นาน ๆ ที มีตัวเลขอยู่แค่เพียง ๕,๓๐๐ คน แล้วข้อเท็จจริงสิ่งที่เกิดขึ้นผมเปรียบเทียบให้ดูง่าย ๆ สายสีม่วงที่สร้างกันมานี้ ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้ว มีการใช้งานแล้ว ทุกวันนี้มีคนใช้อยู่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ก็คือมากกว่านี้ ๑๐ กว่าเท่า แล้วก็ใช้เงินลงทุน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือน้อยกว่านี้ ๓ เท่า มีคนใช้เยอะกว่า แล้วก็ลงทุน น้อยกว่า แต่ท่านทราบไหมครับ รถไฟสายสีม่วงก็ขาดทุนตลอด รัฐต้องควักเงินสนับสนุน อยู่ตลอด เพราะฉะนั้นสร้างอันนี้มาแน่นอนขาดทุนแน่ ๆ ฉะนั้นมันเกินจําเป็นไปมากนะครับ ความเป็นมาของโครงการนี้นอกจากไม่ควรทําแล้วก็ยังทําอย่างไม่ถูกต้องด้วยนะครับ เพราะว่าสิ่งที่ทําก่อนหน้านี้มีการหารือระหว่างไทย-จีนหลายครั้ง แต่ว่าโครงการก็ยังไม่เกิด เพราะว่ามันต้องศึกษาให้รอบคอบก่อนพิจารณาลงทุน อันนี้เป็นเรื่องปกติของโครงสร้าง พื้นฐานขนาดใหญ่ จนรัฐบาล คสช. เข้ามาแล้วทุบโต๊ะให้ทําโดยใช้ มาตรา ๔๔ ก็เริ่มเจรจา โดยการทําข้อตกลงเอ็มโอยู (MOU) ระหว่าง ๒ ประเทศเมื่อปี ๒๕๕๗ แล้วก็มีการประชุม ต่อรองกันมา แล้วก็ทุบโต๊ะโดยใช้ มาตรา ๔๔ เพราะกฎหมายปกติอย่างไรก็ทําไม่ได้ เส้นนี้ ไม่ควรทําอย่างยิ่ง ก็ใช้ มาตรา ๔๔ เมื่อปี ๒๕๖๐ ทีนี้ถามว่าใช้ มาตรา ๔๔ เพื่อใคร คือเขาใช้ในการปลดล็อกให้วิศวกรและสถาปนิกซึ่งเป็นอาชีพควบคุมของคนไทย ให้คนจีน สามารถมาทํางานได้ แล้วการลงทุนมันมากกว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท โครงการอื่นจะต้องเข้า กระบวนการพีพีพี (PPP) ผ่านซูเปอร์บอร์ด (Super Board) แต่โครงการนี้ก็ไม่ต้อง ปลดล็อก ด้วย มาตรา ๔๔ แล้วก็มาตรฐานราคากลางก็ไม่มี ก็เชื่อประเทศจีน ประเทศจีนบอกเท่าไร ก็เท่านั้น พื้นที่ก่อสร้างแนวเส้นทางก็ผ่านเขตป่าสงวน ก็มีการลัดขั้นตอนทําอีไอเอ (EIA) กัน แล้วกฎหมายปกติก็มีการละเว้นถึง ๗ ฉบับด้วยกัน โดยเฉพาะ พ.ร.บ. ฮั้วประมูล ตกลง เราปลดล็อกเพื่อใครครับ นอกจากนั้นลักษณะการปลดล็อกโดยใช้ มาตรา ๔๔ โดยเลือกให้ ประเทศจีนดําเนินการโดยตรง มันทําให้ปิดโอกาสการแข่งขันแล้วประเทศเสียหายมาก ผมยกตัวอย่างให้ในกรณีของประเทศอินโดนีเซีย ก็มีประเทศจีนกับประเทศญี่ปุ่นแย่งกันทํา รถไฟความเร็วสูง แล้วในกรณีของประเทศอินโดนีเซีย ประเทศจีนชนะคือให้ผลประโยชน์ที่ดีกว่า ประเทศอินโดนีเซียก็เรียกให้ประเทศจีนทํา ในกรณีของประเทศอินเดีย ประเทศญี่ปุ่นชนะ เพราะว่าให้เงื่อนไขที่ดีกว่า ผมยกตัวอย่างในกรณีของประเทศอินเดียซึ่งมีขนาดใกล้ ๆ กับ สิ่งที่เราจะทํากรุงเทพฯ-หนองคาย ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเทศญี่ปุ่นให้ประเทศอินเดียกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นาน ๕๐ ปี ดอกเบี้ยอยู่ที่ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ปลอดชําระดอกเบี้ย ๑๐ ปี ๐.๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ ขณะที่เราเจรจากับประเทศจีนดอกเบี้ยอยู่ที่ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วมันมีเหตุผลอะไรที่จะไปประเคนให้ประเทศจีนโดยไม่ประมูลครับ ทําไมเราไม่เปิดโอกาส ให้ประเทศญี่ปุ่นมาแข่งขัน แล้วก็ยังมีประเทศทางยุโรปอะไรต่าง ๆ เข้ามาแข่งขันได้อีก มากมาย เพื่อให้คนไทยได้ของดีราคาถูกเหมาะสม นอกจากนั้นอย่างที่ผมเรียนในเรื่องของ ความซ้ําซ้อนของโครงการ คือใส่โครงการมากเกินไปมาก ๆ เกิดอาการสําลักโครงการระหว่าง กรุงเทพฯ กับหนองคาย ผมก็ต้องถามว่าแล้วที่อื่นไม่ต้องพัฒนาหรือครับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ไปจังหวัดนครสวรรค์ ไปจังหวัดพิษณุโลกอะไรไม่ต้องพัฒนาหรือครับ กรุงเทพฯ ลงไปภาคใต้ ของท่านประธานไม่ต้องพัฒนาหรือครับ ถ้าจะเอาเงินมาทุ่มกับตรงนี้ทั้งหมด เฉพาะโครงการ รถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ไปหนองคายนั้น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วกรมทางหลวง ก็ต่างหน่วยงาน ต่างคิดต่างทําวางแผนจะทํามอเตอร์เวย์ (Motorway) หรือว่าทางหลวงพิเศษ ระหว่างเมืองอีก ๑๔๘,๐๐๐ ล้านบาท และโครงการรถไฟทางคู่ก็มีแผนอยู่แล้วตั้งแต่สมัย ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรีนานมากแล้วนะครับ ๘๑,๐๐๐ ล้านบาทก็จะทํานะครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลใช้เงินภาษีไปอุดหนุนสารพัดโครงการมาแข่งขันกันเอง แย่งดีมานด์ (Demand) กันเอง อันนี้เป็นการลงทุนแบบสิ้นคิด คือคิดแต่จะผลาญงบประมาณ เพราะว่า หลักการคมนาคมจริง ๆ มันเป็นเรื่องของการขนคนกับขนของเท่านั้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ รถไฟความเร็วสูง อยู่ที่ว่าเราจะทําทั้งมอเตอร์เวย์ (Motorway) ทั้งทางคู่ ทั้งรถไฟความเร็วสูง ทั้งสนามบินอะไรต่าง ๆ มาแย่งดีมานด์ (Demand) กันเอง แล้วก็มีคนชอบพูดว่าทําไปเถอะ รถไฟความเร็วสูงมันเป็นการเชื่อมต่อ ๓ ประเทศ คือประเทศไทย ประเทศลาวและประเทศจีน อันนี้ผมอยากให้พิจารณาลึกกว่านั้น ไม่ใช่อยากอย่างเดียว คือรถไฟความเร็วสูงใช้ในการ ขนคนเท่านั้น การขนของตามแผนปัจจุบันที่จะทําก็จะเชื่อมต่อด้วยรถไฟทางคู่ คือเขาจะทํา ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าอยู่ที่บริเวณชายแดนไทย-ลาว พอรถไฟจากประเทศลาวมาก็จะเปลี่ยนมาใช้ รถไฟทางคู่ขนาดมิเตอร์เกจ (Metre gauge) ก็คือรถไฟธรรมดาของเรานี่แหละ แต่ปรับปรุง ประสิทธิภาพให้มันดีจากทางเดี่ยวเป็นทางคู่ อันนี้ที่มีประโยชน์จริง ๆ ต่อการขนของ คราวนี้ ในส่วนของการขนคนที่บอกว่าเชื่อมต่อกับประเทศจีนเพื่อขนคน ประเทศไทยกับประเทศจีน มีระยะทาง ๑,๖๑๖ กิโลเมตร อันนี้ประเทศจีนส่วนใต้สุดแล้วนะครับ ส่วนแถวคุนหมิง ๑,๖๑๖ กิโลเมตร ผมถามท่านประธานจริง ๆ เถอะครับว่าจะมีสักกี่คนใช้รถไฟระยะทาง ขนาดนี้ คนส่วนมากบินแน่นอนครับ แล้วอันนี้ไปดูทั่วโลกคนส่วนมากก็จะบินด้วยระยะทางนี้ คือมันจะมีระยะทางที่เหมาะสมกับแต่ละหมวด อย่างเช่นว่าใกล้ ๆ รถยนต์ก็จะได้เปรียบ กลาง ๆ รถไฟได้เปรียบ แต่ถ้าไกล ๆ เครื่องบินก็จะได้เปรียบ นี่ ๑,๖๑๖ กิโลเมตร คนส่วนมากบินแน่นอน ฉะนั้นคนที่จะใช้รถไฟความเร็วสูงน้อยมาก แล้วทางคู่ก็จะทําอย่างที่ ผมบอก เพราะว่าทางคู่ขนได้ทั้งคนทั้งของ แล้วทางคู่นี้สามารถเอารถโดยสารปกติไปวิ่งได้ ก็วิ่งได้ถึง ๑๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถไฟความเร็วสูง ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง แทบไม่ต่างกันเลย เพราะว่ารถไฟมันต้องชะลอเข้าสถานีแล้วค่อย ๆ เร่ง มันไม่ได้วิ่งที่ ความเร็วสูงสุดตลอด ในขณะเดียวกันเรื่องของการเชื่อมต่อถนนก็มีอยู่แล้ว และนี่ก็คิดจะ สร้างมอเตอร์เวย์ (Motorway) แถมเข้าไปอีก แล้วใครจะมาใช้ครับ ฉะนั้นรถไฟทางคู่ มันเกินพอแล้ว ท่านอย่าหลงประเด็นว่ารถไฟความเร็วสูงจริง ๆ มันไม่ได้เชื่อมไทย-ลาว อย่างที่โฆษณาเกินจริง เพราะว่ามันเป็นรถไฟคนละชนิดกัน ที่เราจะทําในโครงการ กรุงเทพฯ-โคราช ต่อไปจังหวัดหนองคายเป็นรถไฟหัวกระสุนสําหรับขนคนเท่านั้น แต่รถไฟ ที่ลาวเป็นรถไฟเขาเรียกความเร็วปานกลางถ้าจะใช้ศัพท์ตามท่านนายกรัฐมนตรีก็คือขนได้ ทั้งคนทั้งของ แล้วก็วิ่งด้วย ๑๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีประโยชน์จริง ๆ ต่อการเชื่อมต่อไทย-จีนคือรถไฟทางคู่ครับ แล้วคนก็คือจะบินเป็นหลัก แต่ถ้าเกิดคนมาใช้ราง ก็ใช้รถไฟทางคู่ก็มีคาพาซิตี (Capacity) เกินพอแล้วอย่างที่ผมเรียนทางเดี่ยวเป็นทางคู่ เพิ่มคาพาซิตี (Capacity) ให้กับระบบประมาณ ๑๐ เท่าอยู่แล้ว นอกจากนั้นเดี๋ยวส่วนนี้ ทางคุณวินท์ก็จะมาขยายความเพิ่มเติมในเรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรม อันนี้เราไปสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประเทศจีน ไม่ใช่สร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทย แล้วก็มีปัญหาเรื่องของการถ่ายทอดเทคโนโลยีก็ไม่ได้ทําอย่างเพียงพอ คือจะถ่ายทอด เทคโนโลยีแค่เราโอเปอเรต (Operate) เป็นนะครับ แต่ว่าเราผลิตชิ้นส่วนเองแทบไม่ได้ เรื่องสร้างรถไฟไม่ต้องพูดถึง เพราะฉะนั้นตรงนี้เหมือนกับเราจ่ายเงินเฉพาะช่วง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ๕๗,๐๐๐ ล้านบาทไปให้ประเทศจีน ไปสร้างงาน สร้างรายได้ให้ ประเทศจีน นอกจากนั้นเราจะเร่งทํารถไฟความเร็วสูงกันแบบไม่ค่อยคิดก็เลยจะมีปัญหาอีก เพราะว่ารถไฟสายเหนือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ รัฐบาลก็ประเคนให้ประเทศญี่ปุ่นไปพิจารณา รถไฟสายกรุงเทพฯ-หนองคายที่เราคุยกันอยู่ก็ยกให้ประเทศจีนไปพิจารณา เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะเกิดปัญหาใหญ่ในอนาคต เพราะอะไรครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ คือรถไฟจีนกับ รถไฟญี่ปุ่นเป็นขนาด ๑.๔๓๕ เมตรเท่ากัน แต่ว่ามันใช้คนละระบบ เพราะฉะนั้น มันไม่สามารถแชร์รางร่วมกันได้ เลยจะต้องสร้างโครงสร้างที่ซ้ําซ้อนจากกรุงเทพฯ ไปถึง พระนครศรีอยุธยา เพราะว่าใช้คนละระบบกัน เสียค่าโง่ไปฟรี ๆ อีกแสนล้านบาทนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือเราต้องคิดให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน คือรัฐบาลควรจะต้องเลือกก่อนว่า เราจะเชื่อมั่นในระบบมาตรฐานรถไฟความเร็วสูงแบบไหน แล้วใช้ระบบเดียวครับ ไม่ใช่ว่า เส้นนี้ใช้ระบบหนึ่ง อีกเส้นหนึ่งใช้ระบบหนึ่ง อย่างนี้จะมีปัญหาเรื่องของการเชื่อมต่อ แล้วก็ ในอนาคตจะพัฒนาได้ยาก รวมถึงมีค่าโง่จากโครงการที่มันซ้ําซ้อน ที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นข้อเสนอของผม ผมอยากให้คิดให้รอบคอบก่อนการลงทุนครับ ผมว่าสภาแห่งนี้ ละครับที่จะหยุดยั้งได้ เพราะฉะนั้นเราต้องทบทวนความเหมาะสมของโครงการรถไฟ ความเร็วสูงในอนาคต ทบทวนเงื่อนไขการลงทุนเพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด แล้วเราต้องรู้จักเรียนรู้แล้วก็ศึกษาเทคโนโลยีจากการลงทุนให้มากขึ้น ไม่ใช่จะเอาแต่ สร้างกันอย่างเดียว จะผลาญงบประมาณกันอย่างเดียว เราต้องวางแผนเชื่อมโยงการพัฒนา ด้านอื่น ๆ แล้วเราก็ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชน ให้ประชาชนช่วยกันคิด เป็นภาษีของเขา ไม่ใช่จะเอา มาตรา ๔๔ ฟาดลงไปแล้วบอกว่าต้องทํา แล้วก็มีกฎเกณฑ์ ข้อบังคับอะไรก็ไม่สน จะใช้ มาตรา ๔๔ นี้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากให้ศึกษากันมาก ๆ เรามีบทเรียนแล้ว เราหยุดยั้งโครงการระหว่างกรุงเทพฯ-โคราชไม่ทัน แต่เราจะหยุดยั้งช่วงต่อขยายจาก นครราชสีมาไปหนองคายได้ทัน รวมถึงเส้นอื่น ๆ ในสายทางอื่น ๆ โดยสรุปประเทศไทย สิ่งที่เราต้องการคือรถกระบะ ไม่ใช่รถสปอร์ตนะครับ รถกระบะก็เหมือนรถไฟทางคู่นี่ครับ ที่ขนได้ทั้งคนทั้งของ และรถไฟทางคู่ก็ไม่ได้น่าเกลียดแบบรถไฟทุกวันนี้นะครับ รถไฟทางคู่ ที่เราจะปรับปรุงทางเดี่ยวให้ดีขึ้น ซื้อขบวนใหม่อะไรอย่างนี้ มันจะวิ่งได้สูงสุดถึง ๑๖๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถสปอร์ตที่เราจะซื้อคือรถไฟความเร็วสูงของประเทศจีน ก็ไม่ใช่รถสปอร์ตชั้นดีด้วยนะครับ รถไฟความเร็วสูงความเร็วแค่ ๒๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ใช่แบบ ๔๐๐-๕๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงอะไรลักษณะอย่างนั้น แต่นี่ประเทศไทยเรา แย่กว่านั้นคือเราจะเอาทางคู่ จะเอาทางคู่มาอัดโครงการให้สําลักโครงการในเส้นทางนี้ แล้วก็ ละเลยพื้นที่อื่นเพราะว่าไม่มีงบประมาณเหลือแล้ว จะทุ่มแต่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นมันซ้ําซ้อน เกินจําเป็น ไม่คุ้มค่า โครงการนี้ในช่วงกรุงเทพฯ-โคราชก็ไม่ควรทํา แต่ก็ดันทํากันมา แถมทําแบบไม่โปร่งใส อย่างที่ผมเรียนใช้ มาตรา ๔๔ แล้วนี่ก็กําลังดันทุรังจะทําต่อไปในเส้นทางส่วนขยายไป จังหวัดหนองคายและเส้นทางอื่น ๆ อันนี้ผมเตือนแล้วเตือนอีกก็ไม่ฟังนะครับ ล่าสุด ท่านนายกรัฐมนตรีออกมาพูด แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ออกมาพูดถึงโครงการ ที่เรียกว่าเอ็มอาร์แมป (MR-Map) ซึ่งจะมีความซ้ําซ้อนระหว่างระบบถนนกับระบบราง ทําให้งบประมาณกระจุกตัว ไม่กระจายตัว ตรงนี้ต้องระวังมาก ๆ นะครับ เราใช้เงินภาษี มหาศาล เพราะฉะนั้นแม้พวกเราจะหยุดโครงการในช่วงกรุงเทพฯ-โคราชไม่ทัน แต่มันจําเป็นที่จะต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก ในอนาคต เพราะว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีของกระทรวงคมนาคมมีปัญหาอย่างยิ่งครับ คือเอาโครงการที่ต่างหน่วยงานต่างคิด ต่างวางแผน ต่างทํา เอามากอง ๆ รวมกัน คือจะเอา แต่สร้าง เอาแต่ผลาญ ตอนนี้มีโครงการกว่า ๗.๘ ล้านล้านบาท ท่านประธานฟังไม่ผิดนะครับ ๗.๘ ล้านล้านบาท เยอะมากนะครับ งบประมาณประจําปีปกติของเราก็คือปีนี้ ๓.๓ ล้านล้านบาท นี่เฉพาะคมนาคมอย่างเดียว ๗.๘ ล้านล้านบาท ที่สําคัญเป็นการวางแผนอย่างไร้ทิศทาง และใช้เงินมากเกินจําเป็น ผมยกตัวอย่างแค่ช่วงเดียวกรุงเทพฯ-โคราช ก็ใช้เงินไปถึง ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาท ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาทมากขนาดไหนครับ ตอนนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่าน อยู่ในห้องกรรมาธิการงบประมาณ แต่ละปีเราตัดงบประมาณเหนื่อยกันมากนะครับ ตัดได้ แค่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ต้องไปต่อรอง ไปรบกวนหน่วยงานต่าง ๆ กระทรวง ทบวง กรมเขามานี่ เขาไม่มีใครอยากโดนตัดงบหรอกครับ เราต้องบอกว่าประเทศเรา ต้องประหยัดนะ ช่วยลดหน่อย อันนี้ยังไม่จําเป็นได้ไหม แต่ละปีเราประหยัดได้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ แต่นี่เราจะไปผลาญกับโครงการที่มันซ้ําซ้อนเกินจําเป็น ไม่คุ้มค่า ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคืออะไรครับ คือเราไม่ต้องไปตัดงบกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ทั่วประเทศอีก ๒๐ ปีนะครับ เพราะฉะนั้นผมถามท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรงเรื่องนี้ว่าการที่ท่านจะทําทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง แล้วก็มอเตอร์เวย์ (Motorway) นี่ อะไรคือตรรกะที่จะต้องทําทั้ง ๓ อย่าง พร้อม ๆ กันในเส้นทางเดียวกัน ผมฝากเพื่อนสมาชิกคิดง่าย ๆ นะครับ หากประเทศไทยเรา ร่ํารวยขนาดนั้นแบ่งไปทําเส้นทางอื่นไม่ดีกว่าหรือครับ เอารถไฟความเร็วสูงไปทางนี้ เอามอเตอร์เวย์ (Motorway) ไปอีกทางหนึ่ง เอารถไฟทางคู่ไปอีกทางหนึ่งก่อน แล้วพอมัน เริ่ม ๆ เต็มค่อยขยาย อันนี้มีรถไฟทางคู่อยู่แล้วค่อยไปทํามอเตอร์เวย์ (Motorway) อันนี้มี มอเตอร์เวย์ (Motorway) อยู่แล้วค่อยไปทําทางคู่ไม่ดีกว่าหรือครับ หรือจริง ๆ แล้วปัญหา ที่ใหญ่กว่าคมนาคมเรามีปัญหาเรื่องของอาร์แอนด์ดี (R&D) การวิจัยและพัฒนา มีปัญหา เรื่องระบบการศึกษา มีปัญหาเรื่องสาธารณสุข มีปัญหาอีกสารพัด แล้วเรื่องพวกนั้น ไม่ต้องใช้เงินหรือครับ ทําไมเราต้องเอามาผลาญกับสิ่งที่มันเกินจําเป็น ซ้ําซ้อน ไม่คุ้มค่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจุดยืนของผมและพรรคก้าวไกล ผมสนับสนุนการพัฒนาเส้นทางระหว่าง กรุงเทพฯ-โคราช ฟังดี ๆ นะครับ ผมสนับสนุนการพัฒนาเส้นทาง แล้วผมไม่ได้รังเกียจ การที่จะเป็นรถไฟทางคู่ ไม่ได้รังเกียจที่จะสร้างมอเตอร์เวย์ (Motorway) ไม่ได้รังเกียจ ที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูง แต่สิ่งที่ผมคัดค้านไม่เห็นด้วยอย่างหัวชนฝาก็คือการที่รัฐบาล กําลังจะทําทั้ง ๓ อย่างพร้อม ๆ กันครับ มันเสียดายเงินภาษี คือแผนแม่บทต้องวางดีกว่านี้ ต้องมีการจัดลําดับความสําคัญ แล้วก็ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการลงทุน ผมอยากให้ เพื่อนสมาชิก ซึ่งการที่เพื่อนสมาชิกเป็น ส.ส. ท่านไม่ใช่เป็น ส.ส. เฉพาะโคราช ท่านไม่ได้เป็น ส.ส. เฉพาะจังหวัดของท่านเอง ท่านจะต้องคิดเสมอว่าท่านเป็น ส.ส. ของคนไทยทั้งประเทศ ท่านต้องคิดเสมอว่าด้วยเงินที่เท่ากันลงทุนแบบไหนดี บางคนอาจจะชอบระบบรางนะครับ ซึ่งระบบรางเราขาดอยู่มากจริง ผมอยากให้ท่านคิดอย่างนี้ครับ แค่ท่านมองเรื่องของ กรุงเทพฯ-โคราช ท่านจะทําทางคู่ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะทํามอเตอร์เวย์ (Motorway) ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะใส่รถไฟความเร็วสูงดับเบิล (Double) ไปอีก ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาท ขณะที่จังหวัดอีก ๓๐ จังหวัดไม่มีกระทั่งรถไฟธรรมดา ๆ รถไฟทางเดี่ยวครับ เพราะฉะนั้น ด้วยเงินที่เท่ากันมันไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่านี้ และถ้าจะมองเรื่องของการพัฒนาประเทศ ในภาพรวม จะไม่ให้ประเทศไทยเป็นแค่กรุงเทพฯ อยากจะให้เกิดหัวเมืองตามต่างจังหวัด ผมเคยอภิปรายในรายละเอียดตั้งแต่ตอนรัฐบาลแถลงนโยบายด้านคมนาคม เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ท่านลองไปฟังดูนะครับ แล้วผมอยากให้เกิดการถกเถียงกันมาก ๆ เพราะเสียดาย เงินภาษีจริง ๆ ครับ ท่านจะเอาไปผลาญกับโครงการขนาดใหญ่ด้านคมนาคมอย่างนี้ นอกจากนั้นตอนแรกผมก็นึกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะเข้าใจแล้วว่าแผนแม่บท ด้านคมนาคมของยุทธศาสตร์ชาติมีปัญหา แต่ผมรู้สึกเฟล (Fail) มากที่ฟังท่านมาพูดถึง เรื่องเอ็มอาร์แมป (MR-Map) แต่ประเด็นนี้ผมก็จะประหยัดเวลาที่ประชุมนะครับ ผมให้ท่าน กลับไปย้อนดูได้ เรื่องนี้ผมเคยอภิปรายไปแล้วว่าผมไม่เห็นด้วยมาก ๆ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และผมพิสูจน์ได้ว่ามันผิดการวางแผนอย่างนี้ ในเรื่องของเอ็มอาร์แมป (MR-Map) ลองไป เสิร์ช (Search) ในยูทูบ (YouTube) สุรเชษฐ์ ก้าวไกล ผมอภิปรายเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคมนะครับ คือมันเป็นแผนแบบเพ้อเจ้อมากครับแผนนี้ เพราะฉะนั้นก้าวต่อไปภายใต้ข้อจํากัดอย่างนี้ อย่างที่ผมบอกเราไปหยุดกรุงเทพฯ-โคราช คงไม่ทัน แต่เราต้องศึกษาเรื่องรถไฟความเร็วสูง อย่างจริงจัง เพราะตอนนี้กําลังออกแบบอยู่ในช่วงของโคราชไปหนองคาย แล้วก็ในเส้นทาง อื่น ๆ อีกมาก และรัฐบาลก็อนุมัติโครงการ ๓ สนามบินอะไรไปแล้วด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นทางออกหลัก ๆ ก็มีอยู่ ๒ ทาง ทางหนึ่งเป็นทางที่ผมและพรรคก้าวไกล ได้ยื่นญัตติไว้ตามที่อภิปรายเปิด ก็คือตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมานะครับ แต่อย่างไรก็ตาม มีเพื่อนสมาชิกที่เป็นวิป (Whip) ได้มีการประสานกันแล้วว่าตอนนี้กรรมาธิการวิสามัญ อะไรต่าง ๆ มันเยอะมาก เสนอให้ตั้งเป็นอนุกรรมาธิการภายใต้คณะกรรมาธิการการคมนาคม ผมก็บอกว่าโดยส่วนตัวผม ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการการคมนาคมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น โดยส่วนตัวถ้ามีข้อติดขัดจริง ๆ ผมก็รับได้ที่จะเป็นอนุกรรมาธิการภายใต้คณะกรรมาธิการ การคมนาคม แต่ว่าข้อเสนอที่ผมเห็นว่าดีกว่าก็คือกรรมาธิการวิสามัญนะครับ แต่เงื่อนไข จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ผมอยากให้กรรมาธิการชุดนี้เปิดโอกาสให้ ส.ส. ที่สนใจเข้าร่วม อย่างเต็มที่แล้วมาช่วยกันคิดครับ ไม่ใช่มีแต่ ส.ส. โคราช ต้องเอา ส.ส. ทั้งประเทศมาช่วยกัน คิดว่าด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างจํากัดเราจะใช้อย่างไรดีและที่สําคัญจะต้องมีอํานาจในการ ตรวจสอบและติดตามว่าสิ่งที่ทํา ๆ กันมาเป็นไปอย่างโปร่งใส รอบคอบหรือไม่ ฝากไปทาง รัฐบาลครับ อย่ากลัวการตรวจสอบ ผมขออนุญาตเวลาที่ประชุมเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ