พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สนับสนุนการฟื้นสภาเขตในกรุงเทพฯ พร้อมเรียกร้องให้มีอำนาจปกครองตนเองอย่างแท้จริง ไม่ขึ้นกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมผลักดันการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นในระดับเขตเทียบเท่าต่างจังหวัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและลดความเหลื่อมล้ำในการให้บริการประชาชน
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมเห็นด้วยนะครับ ที่ชาวกรุงเทพฯ จะมีสภาเขตของตัวเอง กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งนะครับ หลังจากที่ถูก คสช. ยุบไป แต่ไม่เห็นด้วยที่จะกําหนดให้หน้าที่ ของสภาเขตเป็นเพียงคนทํางาน ทําข้อมูลความเห็นให้สภากรุงเทพมหานคร หรือว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เอาไปตัดสินใจอีกทีแค่นั้น สภาเขตที่ควรจะเป็นคือต้องไม่เป็น ลูกน้องใครนะครับท่านประธาน ต้องมีอํานาจเต็มของตัวเอง ต้องไม่ขึ้นกับใครนอกจาก ประชาชนในเขตเองนะครับ แบบนี้ถึงจะเรียกว่าการกระจายอํานาจอย่างแท้จริง จะว่าไปแล้ว กรุงเทพมหานครถือว่าล้าหลังมาก ๆ เลยสําหรับการกระจายอํานาจ เมื่อเทียบกับ ต่างจังหวัดทั้ง ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศ คือต่างจังหวัดเขามีการปกครองส่วนท้องถิ่น ระดับจังหวัดคือ อบจ. และเขาก็ยังมีระดับสับย่อยกว่านั้นก็คือเป็นพื้นที่ย่อยระดับตําบล ก็คือเทศบาลและ อบต. ด้วย คือพื้นที่ใหญ่ระดับจังหวัดถือว่าใหญ่เกินไปนะครับ ถึงแม้ว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัดจะมีตําแหน่งบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง มีสภาที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ก็ดูแลไม่ทั่วถึงนะครับ เพราะว่าพื้นที่รับผิดชอบใหญ่เกินไป จํานวนประชากรในพื้นที่ก็จะมากไป ต่างจังหวัดจึงมีการปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับ สับย่อยกว่านั้นก็คือเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ระดับตําบลเลย นั่นก็คือเทศบาลและ อบต. พื้นที่เล็ก ๆ ระดับตําบลนี้เขาก็จะมีทั้งตําแหน่งบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง มีสภาที่มาจากการเลือกตั้ง มีข้าราชการของตัวเองนะครับ มีงบประมาณของตัวเอง แต่ถึงแม้จะมีน้อยและคนต้องเพิ่ม อีกมาก แต่เขาก็ตัดสินใจได้เองนะครับ ไม่ขึ้นกับ อบจ. แล้วก็ไม่ขึ้นกับรัฐส่วนกลางนะครับ หันมามองที่กรุงเทพมหานครของเรานี้ เราไม่มีการปกครองส่วนท้องถิ่นระดับที่ย่อยกว่า จังหวัดเลย ดังนั้นท้องถิ่นส่วนย่อยกว่ากรุงเทพมหานคร เช่น ระดับเขต ๕๐ เขต ก็ควรจะมี การปกครองส่วนท้องถิ่นของตัวเองที่ไม่ขึ้นกับใครเช่นเดียวกันนะครับ ผู้บริหารระดับเขต ที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีนะครับ โดยสภาเขตต้องมีอํานาจออกกฎหมายในเขต อนุมัติ งบประมาณในเขต ตรวจสอบผู้บริหารระดับเขต เหมือนกับ ส.ก. และ ส.ส. อย่างพวกเรา ทั้งสภาเขตและผู้บริหารเขตจากการเลือกตั้งต้องมีความรับผิดชอบ มีภาระงานและมีศักดิ์ศรี เท่า ๆ กับสภากรุงเทพฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเท่า ๆ กับนายกรัฐมนตรีและ ส.ส. อย่างพวกเราด้วยนะครับ ทั้ง ๓ ระดับนี้ คือทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับเขต หรือระดับตําบลในต่างจังหวัด คือผมเน้นคําว่าต้องมีความรับผิดชอบ มีภาระงาน และมีศักดิ์ศรี เท่า ๆ กัน นี่เป็นหลักการที่เรียบง่ายมากเลยนะครับท่านประธาน ปัจจุบันท่านลองนึกภาพ นายกรัฐมนตรีมีข้าราชการในสังกัดเป็น ๑๐๐,๐๐๐ คนนะครับ ที่ท่านรับผิดชอบ ดูแล การทํางานได้หมดหรือครับ แม้แต่สภา ส.ส. ของพวกเราเองนี่นะครับ ต่อให้เราเอาเวลา ประชุมของสภาทั้งหมดมาใช้ในการปรึกษาหารือความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ท่านคิดว่าจะเอาปัญหาทั้งหมด ทั้งประเทศมาพูดได้หมดหรือครับ ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์หรือเปล่า ผมคิดว่าก็ยังไม่ถึงเลยนะครับท่านประธาน ปัญหาเหล่านี้ต้องยกไปให้สภาท้องถิ่นพูดนะครับ ต้องยกอํานาจ ยกงบประมาณ เอาบุคลากร เอาข้าราชการไปให้ผู้บริหารท้องถิ่น ให้เขาแก้ไขเอง ถึงจะแก้ไขปัญหาจํานวนมากพวกนี้ได้นะครับ การกระจายอํานาจที่แท้จริง คือการเอาข้าราชการ เอาส่วนราชการ เอางบประมาณ เอาความรับผิดชอบมาแบ่งเฉลี่ย สังกัดกับท้องถิ่น พื้นที่ปกครองระดับย่อยก็ต้องรับผิดชอบงานที่ลงลึกในรายละเอียด เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจําวันของประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวกับประชาชน ในด้านนี้ ถ้ายังขึ้นอยู่กับรัฐส่วนกลางอยู่ก็ต้องเปลี่ยนมาสังกัดท้องถิ่นให้หมด ส่วนพื้นที่ การปกครองระดับใหญ่ขึ้นมาอย่างจังหวัดหรือว่าอย่างประเทศ ก็รับผิดชอบเฉพาะภาพรวม ภาพกว้างไม่ต้องลงในรายละเอียด คือจํานวนข้าราชการใต้บังคับบัญชาควรจะเท่า ๆ กัน กับท้องถิ่นระดับสับย่อยนะครับ ความรับผิดชอบ ภาระงานจึงจะแบ่งเฉลี่ยเท่า ๆ กัน และเงินเดือนก็ควรจะเท่ากันด้วย ส่วนข้าราชการที่สังกัดกับรัฐส่วนกลางนี้ แต่ละกระทรวง สายการบังคับบัญชายาวมาก เวลาผู้ปฏิบัติงานดูแลประชาชน ขาดทรัพยากร ขาดคน ขาดงบประมาณ ขาดเครื่องไม้เครื่องมือ ผู้บริหารระดับสูงเขาจะมองเห็นไหมครับ นี่คือสาเหตุสําคัญเลยนะครับที่ทําให้การบริหารงานข้าราชการไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่ เราเห็นกันในปัจจุบัน ข้าราชการมีสายบังคับบัญชาที่ยาวมาก ก็เพราะว่าเราเป็นรัฐรวมศูนย์ ไว้ที่ส่วนกลางนั่นเอง ยกตัวอย่างตํารวจก็ได้นะครับ ตํารวจท้องที่เป็นงานที่สัมพันธ์กับ วิถีชีวิตประชาชนมาก ตามหลักต้องสังกัดกับการปกครองส่วนท้องถิ่น ประเทศอื่น ๆ เขาก็เป็นแบบนั้น แต่ของประเทศไทยขึ้นอยู่กับรัฐส่วนกลาง เราลองมานับดูกันว่ามี สายการบังคับบัญชากี่ชั้น ก็ตั้งแต่ชั้นประทวน รองสารวัตร สารวัตร อันนี้เป็นปฏิบัติงาน ขึ้นไปมีรองผู้กํากับ ผู้กํากับ อันนี้คือหัวหน้าสถานี เป็นตําแหน่งบริหาร แล้วก็ยังมีรองผู้การ มีผู้การ รองผู้บัญชาการ ผู้บัญชาการ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. ผบ.ตร. จนไปถึง นายกรัฐมนตรีนี่ครับ สังเกตว่าตําแหน่งบริหารเยอะแยะพวกนี้มันไม่จําเป็นเลยนะครับ ยิ่งมี สายบังคับบัญชายาวเท่าไร ยิ่งเพิ่มโอกาสการฝาก การวิ่งเต้นได้เท่านั้นเลย ลองเปรียบเทียบ ดูว่า สถานีตํารวจในกรุงเทพมหานคร ถ้าเกิดว่าเปลี่ยนมาขึ้นอยู่กับเขต ผู้กํากับสถานี มีผู้บังคับบัญชาเพียงแค่ ผอ.เขต หรือปลัดเขต แล้วแต่จะเรียกหรือถ้าขึ้นไปอีกก็จะเป็น ผู้บริหารเขตที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้ว ลองแบบนี้นะครับ เทียบกับแบบ ปัจจุบันที่ผู้กํากับสถานีมีผู้บังคับบัญชาไล่ไปจนถึงนายกรัฐมนตรีไปถึงตั้ง ๘ ชั้นเลยนะครับ อะไรจะมากมายขนาดนั้น คือการที่มีนายเยอะ ๆ ขนาดนี้ ใครสักคนฝากมา ผู้ปฏิบัติงาน ก็ต้องกล้ํากลืนฝืนทําผิด เวลาเรื่องแดงก็ติดคุกไปคนเดียว ส่วนนาย ๆ ระดับสูงที่สั่งให้ทําผิด มันก็ลอยตัวไป นี่คือวัฏจักรของสังคมไทยที่เกิดจากรัฐราชการรวมศูนย์ อยู่ที่รัฐส่วนกลาง นั่นเอง นอกจากนี้เขาไม่ได้ฝากกันแค่เรื่องคดีนะครับ เขาฝากคนเข้าทํางาน ฝากบริษัท รับเหมา ฝากการจัดซื้อจัดจ้าง นี่มันเป็นปัญหาทุกกระทรวงเลย ไม่ใช่แค่ตํารวจ เพราะเป็น รัฐราชการรวมศูนย์ที่ส่วนกลางนั่นเอง แต่ถ้ากระจายอํานาจแล้ว ข้าราชการมีลําดับชั้น น้อย ๆ แล้ว บางท่านอาจจะกังวลเรื่องแคเรีย พาท (Career path) ของข้าราชการว่าเขาจะ เติบโตอย่างไร ผมก็ต้องบอกไปเลยว่าข้าราชการเองเขาจะทํางานได้อย่างภาคภูมิใจมาก เพราะว่าไม่ต้องมีผู้บังคับบัญชาหลาย ๆ ชั้นมากดหัวเขา ถึงแม้จะมีลําดับชั้นน้อยแล้ว ก็ทําให้ผู้ปฏิบัติงานแต่ละท่านมีอํานาจการตัดสินใจเองได้มากขึ้น นี่เป็นไปตามหลักการ บริหารองค์กรยุคใหม่ที่แฟลช (Flash) มากขึ้น เพื่อเพิ่มอํานาจให้ผู้ปฏิบัติงานมากขึ้น เป็นการเอ็มเพาเวอร์ (Empower) ให้องค์กรมีประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน อย่างมากเลยนะครับ สุดท้ายนี้ท่านประธาน เมื่อเขตได้รับการกระจายอํานาจมากแล้ว ก็ต้องมีกิจกรรมที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าทาวน์ฮอลล์ (Town hall) หรือว่าสภาประชาชน นั่นเองครับ คือผู้บริหารเขต รัฐสภาเขต ต้องเปิดห้องให้ประชาชนที่เดือดร้อนมาบอกปัญหา ด้วยตัวเองเป็นประจําทุกสัปดาห์ ถ้าสถานีตํารวจย้ายมาสังกัดกับเขตแล้ว ทีนี้ปัญหา เรื่องบ่อน เรื่องตํารวจรีดไถ ตํารวจเฉื่อยชา รับวิ่งเต้นคดี ปัญหาคาราคาซังเหล่านี้จะหมดไป ได้นะครับ ถ้าผู้บริหารไม่แก้ไขก็เตรียมโดนชาวบ้านไล่ได้อย่างง่าย ๆ ได้เลย แต่คีย์ (Key) สําคัญเลยคือผู้บริหารเขตต้องมาจากการเลือกตั้ง และประชาชนที่มาแจ้งปัญหา ในสภาประชาชนเอง ก็ต้องรับฟังจริง ๆ ถ้ายังเป็นกิจกรรมอย่างที่สํานักงานเขตทุกวันนี้ ทํากันอยู่ คือผู้นําชุมชนถูกเรียกมาฟังข้าราชการเล่าอยู่ฝ่ายเดียว แบบนั้นเป็นของปลอม คือถ้าจะไปดูงานจากต่างประเทศมาแล้วเอามาใช้อย่างไม่เข้าใจแบบนี้ ก็ไม่เกิดประโยชน์ครับ ท่านประธาน ก็ขอเชิญชวนเพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน รวมถึงท่านประธาน พ่อแม่พี่น้องที่อยู่ทางบ้านทุกท่าน ก็ร่วมด้วยช่วยกันผลักดันให้ประเทศของเราเกิด การกระจายอํานาจอย่างแท้จริงต่อไปให้ได้นะครับ โดยเฉพาะระดับเขตของกรุงเทพมหานคร ขอบคุณครับ