ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ หารือถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูสภาเขตในกรุงเทพมหานคร โดยชี้ว่าการยกเลิกสภาเขตในปี 2557 ส่งผลเสียต่อการแก้ปัญหาของประชาชน และวิพากษ์ข้อเสนอการเลือกตั้งสภาเขตผ่านชุมชนว่าไม่ครอบคลุมบริบทเมืองใหญ่ พร้อมเสนอแนวทางพิจารณาตามจำนวนประชากรหรือเขตการปกครอง รวมถึงการปฏิรูปการบริหารกรุงเทพมหานครให้เขตมีผู้บริหารมาจากการเลือกตั้งเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริการ และเรียกร้องให้ทบทวนการจัดสรรส.ก. ให้สอดคล้องกับขนาดพื้นที่และจำนวนประชากรมากขึ้น
ท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๕ ดินแดง ห้วยขวาง ก่อนอื่น ผมต้องขอขอบคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการการกระจายอํานาจ การปกครอง ส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษของสภาผู้แทนราษฎรที่ได้หยิบยกปัญหา ของกรุงเทพมหานครไปศึกษาเป็นเรื่องเร่งด่วน แล้วนํากลับมารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของรูปแบบการปกครองที่ว่าด้วยการมีสภาเขตในกรุงเทพมหานคร ส่วนนั้นผมต้องขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ แต่ผมจะขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า ผมมีข้อคิดมุมมองที่ต่างไปจากกรรมาธิการที่ไปศึกษาอีกหลายประเด็น ที่ผมเห็นว่าน่าที่จะ ศึกษาและเป็นประโยชน์กับคนกรุงเทพมหานครได้มากไปกว่านี้ อีกสักครู่ผมจะขออนุญาต เรียนให้ท่านประธานได้รับทราบ ท่านประธานคงทราบดีว่ากรุงเทพมหานคร เป็นเมืองใหญ่มีพื้นที่ ๑๕,๐๐๐ กว่าตารางกิโลเมตร มีเขตการปกครอง ๕๐ สํานักงานเขต มีหน่วยราชการที่เรียกว่าสํานัก ๑๗ สํานัก มีผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งคือผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร มีฝ่ายนิติบัญญัติที่เรียกว่า สภากรุงเทพมหานคร ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ (ในปัจจุบันมาจากการแต่งตั้ง) จากปี ๒๕๒๘ ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วย การบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ กําหนดให้มีผู้ว่าราชการ กําหนดให้ มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและกําหนดให้มีสมาชิกสภาเขต ผมคนหนึ่งที่เคยผ่านการเป็น สมาชิกสภาเขตในปี ๒๕๓๓ รู้ถึงบทบาทและหน้าที่ในการทํางานเป็นอย่างดี สมาชิกสภาเขตเป็นตัวแทนที่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน ที่จะนําปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนในทุกเรื่องไปเสนอให้กับทางผู้ที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้อํานวยการเขต หรือว่าข้าราชการที่รับผิดชอบ นําไปสู่การแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็น ส้วมตัน ท่อเต็ม น้ําท่วม ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ไฟดับ ขยะตกค้าง ร้อยแปดพันประการ สมาชิกสภาเขตไม่เคยปฏิเสธใครที่มีปัญหา ทุกเรื่องเรื่องถึงสภาเขตนําเสนอผู้เกี่ยวข้อง ต้องได้รับการแก้ไขปัญหา เพราะว่าถ้าประชาชนแจ้งคนที่รับผิดชอบโดยตรง แน่นอนว่า กลไกหรือว่าการให้บริการของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องก็จะไม่ค่อยรวดเร็ว แต่ถ้าผ่านช่องทาง คนที่เป็นตัวแทนของประชาชนในขณะนั้นก็จะเป็นไปด้วยความรวดเร็ว อยู่มาวันดีคืนดี จากปี ๒๕๒๘ จนถึงปี ๒๕๕๗ ปฏิวัติรัฐประหารยกเลิกมันไปเสีย ก็เพราะด้วยเหตุที่มองว่า สภาเขตไม่มีประโยชน์ เป็นเพียงแค่หัวคะแนนของพรรคการเมือง เป็นเพียงแค่หัวคะแนน ของนักการเมือง ยกเลิกไปเสีย ท่านประธานครับ คนที่กระทําอย่างนั้นคิดผิดอย่างแรง ทําร้ายประชาชนคนกรุงเทพมหานครอย่างร้ายแรงที่สุด จากปี ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบันไม่มี ส.ข. ถึงแม้จะมี ส.ก. มาจากการแต่งตั้งก็ตามแต่ แต่ท่านทั้งหลายเหล่านั้นเป็นผู้ที่ทรงคุณวุฒิและ สูงวัยทั้งสิ้น จะลงไปพบปะพี่น้องประชาชนก็เป็นไปด้วยความยากลําบาก เพราะว่าท่านมี ภารกิจหน้าที่การงาน ทั้งในส่วนของการเป็น ส.ก. และหน้าที่ประจําของท่าน ก็ไม่ค่อยที่จะ ทราบปัญหาความเดือดร้อนในท้องที่เท่าที่ควร ฉะนั้นการที่ทางคณะกรรมาธิการชุดนี้ ไปศึกษามา บอกว่า ส.ข. มีความจําเป็น ต้องขอบคุณที่ท่านศึกษามา แต่การที่ท่านไปศึกษา แล้วแตกลูกออกไปที่จะให้รูปแบบของการได้มาซึ่งสภาเขตที่จะไปช่วยดูแลปัญหา ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในการศึกษา ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมอยากจะนําเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ถ้าเราดูในเอกสาร ประกอบการพิจารณาที่ทางกรรมาธิการศึกษามา ในรูปแบบของการได้มาของสภาเขต มาทั้งการเลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชนและมาทั้งการเลือกตั้งโดยประธานชุมชน ในเขตนั้น ๆ ที่บอกว่าถ้ามีชุมชนชุมชน ๑๐ ชุมชน ให้เลือกตัวแทนชุมชนขึ้นมาเป็นสภาเขต อย่างน้อย ๒ คน ท่านประธานครับ เขตผมมี ๒๔ ชุมชน ผมก็ต้องมีอย่างน้อย ๔ คน ๑๐ คน ต่อ ๒ คน ๒๐ คน ก็ได้ ๔ คน เขตท่าน ส.ส. สุภาภรณ์ที่นั่งข้าง ๆ ผม เขตภาษีเจริญ มี ๕๔ ชุมชน ก็ต้องมี ส.ข. ที่มาจากชุมชนอย่างน้อย ๑๐ คน เขตดอนเมือง เป็นเขตที่มีชุมชนมากที่สุดที่ผ่านการจัดตั้งของกรุงเทพมหานคร มีประมาณ ๙๘ ชุมชน นั่นหมายความว่าจะมี ส.ข. ที่มาจากชุมชนเกือบ ๒๐ คน แต่ ส.ข. ที่มาจากการเลือกตั้งจาก ประชาชนมีแค่ ๗ คน ผมไม่ทราบว่าเอาอะไรคิด เอาอะไรเป็นตัวยึดโยงในการนํามาสู่ แนวความคิดในการสร้างกรอบตรงนี้ ชุมชนไม่ได้ครอบคลุมทั้งบริบทของพื้นที่ กทม. ไม่ได้ จัดตั้งชุมชนครอบคลุมทั้งพื้นที่ อยู่ที่ตรงไหนพร้อม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นที่บุกรุก เพราะว่า ต้องการเข้าไปแก้ไขปัญหาก็จึงได้จัดตั้งเป็นชุมชนขึ้นมา ฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าทางกรรมาธิการคิดผิด ถ้าท่านต้องการที่จะให้กระจายให้ ส.ข. ให้ครอบคลุมทั้งเขต ท่านอาจจะมองในบริบทของแขวง แล้วก็กระจายไปตามจํานวน ประชากร แทนที่จะกําหนด ๗ คน อาจจะมีมากกว่า ๗ คน แล้วกระจายไปให้ครอบคลุม ทุกแขวง เขาก็จะได้ดูแลครอบคลุมทุกพื้นที่ อย่างนี้ผมคิดว่าน่าที่จะเป็นประโยชน์กว่า
ประการที่ ๒ อยากจะเรียนก็คือที่จริง กทม. ถึงเวลาต้องผ่าตัด ท่านประธาน ลองเทียบระหว่างเขตกับเทศบาล เมื่อก่อนเทศบาลมาดูงาน กทม. แต่ตอนนี้ในทางกลับกัน กทม. ไปดูงานเทศบาล เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าการบริหารงานของเทศบาลมีความ คล่องตัวกว่าเขต ผู้อํานวยการเขตมาจากข้าราชการ การเสนอในการแก้ไขปัญหา การตัดสินใจต้องเสนอผ่านตามลําดับชั้นขึ้นไป จนกระทั่งถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผ่านปลัดไป ไม่ได้มีอํานาจเท่าที่ควรในการที่จะแก้ไขปัญหาให้เบ็ดเสร็จภายในตัวเอง ถึงเวลาแล้วครับที่เขตจะต้องมีผู้บริหารเป็นของตัวเอง อาจจะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่ เรียกผู้อํานวยการเขตเหมือนเดิม หรือจะเรียกว่านายกเขตอะไรก็ตามแต่ แต่ต้องมาจาก การเลือกตั้งถึงจะเซอร์วิส (Service) ถึงจะบริการพี่น้องประชาชนได้ดี ผมคิดว่าตรงนี้ ฝากทางคณะกรรมาธิการได้ไปศึกษาต่อ ท่านอาจจะมีเวลาจํากัดในการศึกษาแล้วก็พิจารณา ในส่วนที่เกี่ยวข้องยังไม่ครบถ้วนรอบด้าน เพราะเท่าที่ผมดูจากรายงานที่ท่านเขียนมา ผมคิดว่า มันน้อยเกินไปในบริบทที่ท่านได้ศึกษามา ที่มันจะนําไปสู่ประโยชน์ที่แท้จริงให้กับคนกรุงเทพมหานคร แต่ผมเรียนยืนยันท่านประธานประการสุดท้ายในที่นี้ก็คือว่าเขตมีความจําเป็นที่จะต้องมีคน มาช่วยดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน สมาชิกสภากรุงเทพมหานครยิ่งปัจจุบัน เขียนให้มีเขตละ ๑ คน เขตหนองจอกพื้นที่ ๒๐๐ ตารางกิโลเมตร ประชากร ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน มี ส.ก. ได้ ๑ คน เทียบกับเขตสัมพันธวงศ์ พื้นที่ ๑ ตารางกิโลเมตร มีประชากร ๒๐,๐๐๐ กว่าคน มี ส.ก. ได้ ๑ คน มันไม่ยุติธรรมต่อพี่น้องประชาชนในเรื่องของการให้บริการ เหมือนกันครับ ถ้าเรานึกภาพตรงนี้แล้วจําลองในเรื่องของการที่จะให้มีคนไปช่วยเป็นสะพานในการ เชื่อมปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาสู่คนที่มีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา