พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องการป้องกันการแพร่กระจายของโรคระบาดทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ และเสนอแนะว่าควรพัฒนาวัคซีนและร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านที่อาจจะมีปัญหาลุกลาม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมขอร่วมกับเพื่อนสมาชิกนะครับ ในการชื่นชมบุคลากรทางด้านสาธารณสุขของเรา ไม่ว่าจะเป็นระดับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขก็ดี ไปถึงโรงพยาบาลต่าง ๆ แล้วก็ ไปถึง อสม. นะครับ ที่ได้ดูแลให้ประเทศไทยได้พ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ของโลกนะครับ ผมต้อง ย้ําว่าของโลก เพราะว่าผมเฝ้าดูเหตุการณ์นี้ในสื่อต่างประเทศนี่ ประเทศใหญ่ ๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ทวีปยุโรป หรือประเทศญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศอื่น ๆ แม้กระทั่งประเทศจีนเองก็ประสบปัญหานี้อย่างรุนแรง ณ เวลานี้มีผู้ป่วยเกินกว่า ๒๐ ล้านคน ทั่วโลก และอัตราการตายผมเชื่อว่าต้องมีเกินกว่า ๑ ล้านคน ในเวลาอันสั้นนี้ เพราะฉะนั้น บุคลากรสาธารณสุขของเราสามารถดูแลให้จํานวนของผู้ป่วยอยู่ในอัตราไม่กี่พันคน ทั้งที่เรา เป็นประเทศแรกที่ได้รับเชื้อจากประเทศจีนเมื่อเดือนมกราคม แล้วก็มีอัตราการตายที่ต่ํามาก ก็ต้องถือว่าเป็นความสําเร็จที่ต้องน่าชื่นชม แล้วก็น่าจะเป็นชื่อเสียงที่ดีของประเทศไทยต่อไป ในเรื่องของสาธารณสุข แล้วก็จะมีส่วนช่วยในเรื่องของเศรษฐกิจด้วยว่าต่อไปในการ เดินทางเข้ามาหรือออกไปนี้ก็จะเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศได้ แต่อย่างไรก็ตามนะครับ ผมก็มีความเป็นห่วงในเรื่องของประเทศเพื่อนบ้านที่อาจจะมีปัญหาลุกลาม เพราะฉะนั้น เรื่องของการระแวดระวัง โดยเฉพาะบทบาทของ อสม. แล้วก็ที่เรามีอยู่ ระบบที่เป็นอยู่นี้ ก็ต้องดูแลเรื่องนี้ให้อย่างเต็มที่ครับ ผมมีข้อคิดเห็นที่อยากจะขอเพิ่มในเรื่องของวัคซีนนะครับ ว่า ณ เวลานี้วัคซีนเป็นเรื่องใหญ่ที่จะมีส่วนช่วยทําให้เรื่องของโรคได้รับการดูแลให้เบ็ดเสร็จได้ ถ้าเกิดวัคซีนนี้มีผลจริง ทุกวันนี้ข่าวคราวที่ออกมานี้ก็ยังไม่มีที่ไหน ยกเว้นที่ประเทศรัสเซีย ที่เขาประกาศว่าเขาใช้ได้แล้ว แต่ถึงกระนั้นถ้าใช้ได้ก็ถูกประเทศใหญ่ ๆ เขาซื้อไปหมด ประเทศใหญ่ ๆ เขาก็จะเอาเงินที่เขามีอยู่มากมายไปซื้อจากบริษัทยาทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้นก็จะมีคําถามในบ้านเราว่าถ้าเกิดวัคซีนของเราเองที่เราพัฒนาอาจจะต้องใช้ เวลายาวนานกว่าข้างนอกนี้ แล้วเราจะต้องใช้เวลารอมากกว่าที่ต่างประเทศนี้ ก็จะเกิด ผลเสียทางเศรษฐกิจได้ เพราะเท่ากับว่าเราก็ไม่สามารถเปิดประเทศได้เร็วเท่ากับที่อื่น เพราะฉะนั้นตอนนี้ต้องทํางานแข่งกับเวลา ด้านหนึ่งผมเห็นด้วยที่เราต้องพยายามพัฒนาวัคซีน ในบ้านเรา แต่ถ้าหากในต่างประเทศเขาเกิดมีวัคซีน อย่างเช่น มีประเทศอย่างประเทศจีน เขาก็ประกาศว่าเขาพร้อมที่จะเอาวัคซีนมาช่วยเหลือประเทศภายนอก ผมก็ไม่แน่ใจว่า ผู้นําของเราได้มีโอกาสติดต่อพูดจากับเขาแค่ไหนว่าเราจะมีโอกาสที่จะได้วัคซีนก่อนไหม อย่างประเทศสิงคโปร์นี่ตามข่าวก็เข้าใจว่าเขาได้มีการทําลักษณะนี้แล้ว เรื่องนี้ผมคิดว่า เราไม่ควรจะพึ่งพาแต่การผลิตภายในอย่างเดียวตามที่มีรายงานในขณะนี้ ควรจะต้องมีการ พยายามที่จะขอความร่วมมือจากประเทศ อาจจะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน อาจจะเป็น ประเทศใหญ่อย่างประเทศจีน หรืออย่างประเทศอื่นก็ตาม แน่นอนเรื่องของงบประมาณอาจจะต้องสูงอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องคํานึงถึง เพราะฉะนั้น เรื่องของการที่ว่า ถ้าหากเรามีวัคซีนแล้วคนกลุ่มไหนในประเทศที่ควรจะต้องได้รับวัคซีนก่อน ผมก็อยากจะให้ได้มีการคิดเรื่องนี้ว่าเราควรต้องมีการจัดไพรออริตี (Priority) ว่าบุคลากร ทางการแพทย์ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยอาจจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนก่อน ก่อนพวกผมที่อยู่ในสภา ที่อาจจะไม่มีโอกาสไปสัมผัสกับผู้ป่วยอย่างนี้เป็นต้น อันนี้ผมคิดว่าแผนพวกนี้คงต้องมี การกําหนดขึ้นมา ประการสุดท้ายก็คือเรื่องของอุปกรณ์ข้าวของต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุดพีพีอี (PPE) ชุดที่ป้องกันตัว ซึ่ง ณ เวลานี้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากนะครับ แล้วก็ยัง ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน ผมได้รับทราบว่ามีเอกชนไทยที่มีความสามารถที่จะผลิตตัวพีพีอี (PPE) ชุดป้องกันเหล่านี้ขึ้นมาได้ แต่ก็จะเจอปัญหาเรื่องของการรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะ จาก อย. ถ้าหาก อย. ได้ทําหน้าที่ในการรับรองมาตรฐานเรื่องของพีพีอี (PPE) ให้ชัดเจน ประเทศไทยก็จะสามารถผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ให้ใช้ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ผมเชื่อ ว่าทั่วโลกจะมีความต้องการชุดหมีหรือพีพีอี (PPE) นี้เป็นจํานวนมาก อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ ในทางด้านเศรษฐกิจต่อไปครับ ขอขอบพระคุณมากครับ