ปกรณ์ แจงผลศึกษาป้องกันโรคติดต่อ เสนอเร่งพัฒนาวัคซีนไทย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๓

ปกรณ์ มุ่งเจริญพร หารือสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข โดยเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะด้านมาตรการป้องกันการระบาด การตรวจคัดกรอง การผลิตอุปกรณ์ป้องกัน การพัฒนายาและวัคซีน พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการเร่งพัฒนาวัคซีนของประเทศเพื่อความมั่นคงทางสุขภาพในระยะยาว

นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติ เรื่อง การศึกษามาตรการป้องกัน การเกิดโรคระบาดหรือโรคติดต่อในประเทศไทยต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ดังนี้

ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๒๒ วันพุธที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓ ได้มีมติมอบหมายให้คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขพิจารณาศึกษา มาตรการป้องกันการเกิดโรคระบาดและโรคติดต่อในประเทศไทย ในกรณีศึกษาการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ซึ่งคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ได้มีการพิจารณาศึกษาและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการเรียบร้อยแล้ว โดยในการ พิจารณาได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและข้อเท็จจริง ตลอดจนชี้แจงแสดงความคิดเห็น จํานวน ๗ ครั้ง นอกจากนี้คณะกรรมาธิการได้มีหนังสือ ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบการพิจารณาจํานวน ๑๐ หน่วยงาน ได้แก่ ๑. ศูนย์บริการสถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ๒. กระทรวงศึกษาธิการ ๓. กระทรวงกลาโหม ๔. กรมควบคุมโรค ๕. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ๖. กรมอนามัย ๗. กรมศาสนา ๘. กรมราชทัณฑ์ ๙. สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา ๑๐. สมาคม โรคติดต่อแห่งประเทศไทย ซึ่งจากการศึกษาพิจารณาสามารถสรุปผลการศึกษาได้ ดังนี้

การระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ถือเป็นโรคระบาดจากไวรัสอุบัติใหม่ มีการระบาดทั่วไปโดยมีระยะฟักตัวของโรคค่อนข้างนาน สามารถแพร่เชื้อได้ก่อนเกิดอาการ และยังไม่มียารักษาที่เฉพาะต่อโรค อัตราการตายขึ้นกับ ประสิทธิภาพและความเพียงพอของระบบสุขภาพที่รองรับผู้ป่วยในภาวะวิกฤติ รวมทั้งมีเชื้อ อยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลานาน หลังจากอาการของโรคดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันอัตราของการ ติดเชื้อของไทยอยู่อันดับที่ ๑๑๔ ของโลก มีผู้ป่วยยืนยันสะสม ณ วันนี้ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๓ จํานวน ๓,๓๘๒ ราย เสียชีวิต ๕๘ ราย คิดเป็นร้อยละ ๑.๑๗ จากการจัดระบบสาธารณสุข ที่มีคุณภาพสามารถรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยได้ดี ตลอดจนการให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการดูแลตนเองไม่ให้ติดเชื้อ หรือเป็นผู้แพร่เชื้อต่อประชาชนก็ประสบความสําเร็จ เป็นอย่างสูง ประชาชนให้ความร่วมมือจากความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้หน้ากากอนามัย การล้างมือ การเว้นระยะห่างทางสังคม มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และมีการขยาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ๓ ครั้ง รวมทั้งมีมาตรการให้ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศคัดกรอง ณ ด่านตรวจและเข้ากักกันในพื้นที่ที่กําหนด ซึ่งประเทศไทยไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด (COVID) ภายในประเทศยาวนานถึง ๘๕ วัน มีเพียงรายงานผู้ป่วยที่ติดเชื้อมาจาก ต่างประเทศเท่านั้น การตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ ปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการที่ได้รับ การรองรับมาตรฐานกระจายตามต่างจังหวัด จํานวน ๑๙๐ แห่ง โดยกําหนดเป้าหมาย ให้ทุกจังหวัดต้องมีห้องปฏิบัติการอย่างน้อย ๑ ห้อง เพื่อรองรับการตรวจวินิจฉัย การรักษา การติดตามผู้ป่วย การเฝ้าระวังโรค การสอบสวนโรคให้แก่ประชาชนในแต่ละพื้นที่ของ ประเทศไทยอย่างทั่วถึง ประกอบทั้งมีการพัฒนาการตรวจและวินิจฉัยโรคด้วยวิธีใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความแม่นยําและทราบผลได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งออกแบบ วิธีตรวจที่ลดค่าใช้จ่าย การบริหารจัดการอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่นํามาใช้ ป้องกันการแพร่ระบาด ประเทศไทยต้องประสบปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกัน ส่วนบุคคล หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หน้ากากชนิดเอ็น ๙๕ (N95) ด้วยการสร้าง ความตระหนักรู้ให้แก่บุคลากรด้านการสาธารณสุขและประชาชน ให้เลือกใช้หน้ากากอนามัย ให้เหมาะสมกับลักษณะงานที่ทํา โดยส่งเสริมการทําหน้ากากอนามัยชนิดแบบผ้าให้ใช้ กันเองในครัวเรือน ปัจจุบันอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ชนิดเอ็น ๙๕ (N95) มีจํานวนผู้ผลิตเพิ่มมากขึ้น จํานวน ๑๙ ราย พอเพียงกับการใช้ ในประเทศ การกระจายเครื่องมือและอุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์ไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) คณะกรรมการอาหาร และยาได้กําหนดกลุ่มบุคคลที่มีความจําเป็นต้องใช้ชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลและร่วมกับ หลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนานวัตกรรมชุดพีพีอี (PPE) ที่สามารถ ใช้ซ้ําได้ไม่น้อยกว่า ๒๐ ครั้ง เพื่อลดการนําเข้าสินค้าจากต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการได้กําหนดให้หน้ากากอนามัย เจล (Gel) ล้างมือและใยสังเคราะห์ถูกกําหนดเป็นสินค้าที่อยู่ในความควบคุม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พุทธศักราช ๒๕๔๒ การแก้ไขปัญหา การขาดแคลนแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อบนพื้นผิววัสดุ ทําให้ปริมาณใช้เพียงพอ ภายในประเทศ การรักษาพยาบาล เพื่อป้องกันผู้ป่วยที่มีจํานวนมากเกินกว่าหน่วยบริการ สาธารณสุขที่จะสามารถรองรับได้ จึงมีการจําลองสถานการณ์การออกมาตรการต่าง ๆ ซึ่งจะทําให้สามารถชะลอการติดเชื้อและลดอัตราการเสียชีวิต การดูแลผู้ป่วยที่มีอาการ รุนแรง โดยจะมีการเตรียมทีมบุคลากรทางการแพทย์ จัดตั้งห้องแยกผู้ป่วยแพร่เชื้อ ทางอากาศ ห้องปฏิบัติการทุกเขตสุขภาพได้พัฒนาและปรับปรุงระบบการให้คําปรึกษา และการบริหารยาต้านไวรัสที่มีชื่อว่าฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) การทดลองใช้สมุนไพรไทย ฟ้าทะลายโจรมาเป็นยารักษาโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านการเพิ่มจํานวน เซลล์ (Cell) ในหลอดทดลอง และได้มีการวิจัยในคน โดยเริ่มทดลองในคนไข้โควิด (COVID) แล้วจํานวน ๖ ราย พบว่าอาการของโรคโควิด (COVID) ลดลง และตรวจไม่พบโรคโควิด (COVID) ในผู้ป่วย ๓ ราย จาก ๖ รายใน ๕ วัน และไม่พบเชื้อทุกรายใน ๓ สัปดาห์ จึงได้ดําเนินการ ขยายการทดลองต่อไป มาตรการเชิงรุก ให้ยุติเบ็ดเสร็จเด็ดขาดคือการมีวัคซีนฉีดให้ ประชาชนครบทุกคน ขณะนี้มีโครงการวัคซีนมากกว่า ๑๐๐ โครงการ ในหลายสิบประเทศ ทั่วโลกที่กําลังเร่งวิจัยพัฒนา ประเทศไทยจําเป็นต้องเร่งพัฒนาวัคซีนของเราเอง ด้วยอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเราจะมีวัคซีนอย่างเพียงพอ ฉีดให้กับคนไทย ทุกคน โดยที่เราจะเร่งสร้างความพร้อมรองรับการผลิตวัคซีน โดยสูตรของต่างประเทศ และเตรียมความพร้อม ในการประสานงานกับประเทศที่มีโอกาสที่จะผลิตวัคซีนสําเร็จ เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นจะได้ขาย วัคซีนให้กับประเทศไทยเป็นลําดับต้น ๆ และในเดือนพฤศจิกายนนี้ประเทศไทยก็จะขยับ เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายที่สําคัญที่สุดคือการทดลองในมนุษย์ในอาสาสมัครคาดว่าภายใน ๑๒-๑๘ เดือน ถ้าผลการทดลองในมนุษย์ ๓ ขั้นตอนย่อยตามหลักวิชาการทําสําเร็จ ประเทศไทยเราก็จะมีวัคซีนใช้เป็นของเราเอง ในระหว่างรอความสําเร็จของวัคซีนเราต้อง เตรียมการว่าจะฉีดวัคซีนให้กับประชากรไทยทั้งประเทศทั่วถึงได้อย่างไร จะจัดหาวัคซีน ขนส่งวัคซีนถึงประชาชนในกลุ่ม การสื่อสารและประชาสัมพันธ์เพื่อลดความเสี่ยง ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ได้จัดให้ มีการแถลงข่าวสถานการณ์ทุกวัน รณรงค์และประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชน เกิดความตระหนักรู้และป้องกันตนเองจากเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ด้วยข้อมูลของประเทศชุดเดียวกัน รวมทั้งจัดการต่อข่าวปลอมที่เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้ประชาชน เกิดความตื่นตระหนกจนเกินไป จึงมีการสื่อสารและชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการตรวจคัดกรอง แยกกัก กักกัน หรือคุมไว้ให้สังเกต เพื่อการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคจากผู้เดินทาง มาจากท้องที่ หรือเมืองท่านอกราชอาณาจักร มีการพัฒนาฐานข้อมูลหรือแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ให้สามารถติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโลกได้อย่าง ทันท่วงที และทันต่อสถานการณ์ มีการเชื่อมโยงข้อมูลบุคคลว่ามีการเดินทางไปที่ใดบ้าง โดยเฉพาะการติดตามข้อมูลบุคคล กลุ่มเสี่ยงหรือมีประวัติการรักษาพยาบาล เพื่อเป็นการ สอบสวนหาความเชื่อมโยงของการระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมาตรการ รองรับการระบาดของเชื้อไวรัสระลอกที่ ๒ ต่อไป คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข จึงขอเสนอ รายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติเรื่องการศึกษามาตรการป้องกันการเกิดโรคระบาด หรือโรคติดต่อในประเทศไทยต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยมีรายละเอียดปรากฏตามรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการที่ได้แจกให้กับ สมาชิกทุกท่านไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้จะขออนุญาตท่านประธานให้กรรมาธิการ ๓ ท่าน คือ คุณหมอเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกคณะกรรมาธิการ ได้นําเสนอผลงานดําเนินการของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการกําหนดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) และคุณหมอวาโย อัศวรุ่งเรือง รองประธานคณะกรรมาธิการได้นําเสนอ ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของกรรมาธิการ และอีกท่านหนึ่งคือคุณหมอสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการ ได้นําเสนอข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ลําดับต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ