ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือแนวทางการปรองดองสมานฉันท์หลังรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายที่เคยขัดแย้ง พร้อมเสนอข้อเสนอแนะสำคัญ เช่น การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน การยุบสภายเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม รวมถึงการนิรโทษกรรม การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การรักษาสันติวิธี และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยย้ำถึงบทบาทของกองทัพ การชุมนุม และความสำคัญของอำนาจประชาชนและสิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อขับเคลื่อนการปรองดองในสังคมอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิก ที่ให้ความสนใจต่อการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการสร้าง ความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติเป็นอย่างมาก โดยมีเพื่อนสมาชิกร่วมอภิปราย ให้ข้อเสนอแนะกว่า ๔๐ ท่าน แสดงว่าประเด็นการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ เป็นประเด็นสําคัญของบ้านเมืองที่เพื่อนสมาชิกให้ความสนใจ รวมทั้งพี่น้องประชาชน ก็ได้ติดตามกันอย่างมากอยู่ทางบ้าน กระผมขออนุญาตที่จะสรุปข้อสังเกตข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเท่าที่ได้ฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน เกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ และมีติติงให้ข้อเสนอแนะบ้าง ซึ่งผมคิดว่า ทางคณะกรรมาธิการก็ขอขอบคุณ และคงจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทางฝ่ายรัฐบาล หากสมาชิก ให้ความเห็นชอบก็จะได้รับไปพิจารณา ในส่วนข้อสังเกต ข้อเสนอแนะทั้ง ๙ ข้อ ที่คณะกรรมาธิการได้จัดทํามานั้น หลักแล้วมีการศึกษาให้ความเห็นไว้มากมาย แต่สิ่งที่ แตกต่างจากรายงานฉบับอื่น ๆ ที่ผ่านมาก็คือ การที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เชิญผู้ที่เคยมี ความคิดต่างทางการเมืองในอดีตทุกกลุ่มมาให้ข้อคิดข้อเสนอแนะ สิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่เกิดขึ้น ก็คือว่าทุกกลุ่มล้วนต้องการที่จะร่วมไม้ร่วมมือกันในการที่จะแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมือง ด้วยการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ พร้อมขออภัย ขอโทษต่อสังคมในสิ่งที่อาจจะมีการ ทําเกินเลยในการอภิปรายหรือในการแสดงความเห็นต่อสังคมในขณะนั้น งานของ คณะกรรมาธิการทั้ง ๙ ข้อ โดยสรุปนะครับ
ประการที่ ๑ การจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม เมื่อแก้ไขแล้วเสร็จควรยุบสภาเพื่อเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ ที่เป็นธรรมทันที ตรงนี้ก็จะตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนที่มีการชุมนุม อยู่ในขณะนี้ ในขณะเดียวกันในอดีตก็มีการศึกษาในเรื่องนี้มาแล้วเช่นกัน ก็เป็นการตรงกัน อย่างเหลือเชื่อนะครับ
ประการที่ ๒ เรื่องการนิรโทษกรรม ก็เป็นเหตุเป็นผลของความขัดแย้งที่มีมา อย่างช้านานอยู่แล้ว เมื่อผ่านพ้นมาในระยะเวลาหนึ่งก็เป็นสิ่งที่เป็นเครื่องมือในอันที่จะทําให้ มีการปรองดอง สมานฉันท์ต่อกัน
ประการที่ ๓ เรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อสร้างความเป็นธรรม ในสังคมและลดความเหลื่อมล้ําทางสังคมและเศรษฐกิจ ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เพื่อนสมาชิก รวมทั้ง พี่น้องประชาชนก็เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ําถึงปลายน้ําอยู่ในช่วงที่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ก็ตรงกับสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ทําการศึกษา
ประการที่ ๔ การรักษาบรรยากาศการปรองดอง สมานฉันท์ในการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งให้อยู่ในกรอบของสันติวิธี ควรใช้คุณธรรมขั้นสูงในการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งด้วยเมตตาและอภัย ซึ่งเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกก็ได้ยกคําสอนทางศาสนา มาปรับใช้ก็ตรงกับงานของคณะกรรมาธิการ
ข้อสังเกตเกี่ยวกับสื่อในข้อที่ ๕ สิ่งที่สื่อควรระมัดระวังการเสนอข่าว ในการ เสนอข้อมูลที่จะก่อให้เกิดความแตกแยก ทําให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ยกระดับเป็น ความรุนแรงสร้างความเกลียดชังระหว่างกัน ก็เป็นข้อสังเกตที่คณะกรรมาธิการให้ความสําคัญ เพราะการสื่อสารสมัยปัจจุบันนี้มีสื่อโซเชียล (Social) มีสื่อทางทีวี (TV) ที่ควรระมัดระวัง อย่างยิ่งก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรจะได้รับไปพิจารณา
ข้อสังเกตข้อที่ ๖ เกี่ยวกับการเยียวยา การชดเชย เยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับ ผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทุกฝ่ายและคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการกระทําที่มีการดําเนินการที่ขัดต่อหลักนิติธรรม ตรงนี้ก็เป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการเยียวยา ชดเชย ฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทุกฝ่าย
ประการที่ ๗ การแสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษ ขออภัย ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน พรรคการเมือง ผู้นําในการชุมนุม หน่วยงานด้านความมั่นคง และสื่อมวลชนควรพิจารณาทบทวนบทบาทและการกระทําของตนในสถานการณ์ เหตุการณ์ ความรุนแรงที่ผ่านมาโดยผู้นําทุกฝ่ายควรขอโทษ ขออภัยต่อสาธารณชนต่อเหตุการณ์ ความรุนแรงในอดีตที่เกิดขึ้น
ประการที่ ๘ ข้อสังเกตเกี่ยวกับกองทัพ ตรงนี้อาจจะมีความเห็นที่เห็นว่า ดําเนินการเพราะสถานการณ์ในขณะนั้นทําให้กองทัพอาจจะต้องเข้ามาดําเนินการแก้ไข ปัญหาบ้านเมือง แต่ในความเห็นของคณะกรรมาธิการเห็นว่านานาอารยะประเทศที่เขาเจริญแล้ว เขาให้ความสําคัญกับอํานาจอธิปไตยของประชาชน ตรงนี้ก็อยากจะฝากเป็นหลักไว้ เพื่อที่จะให้ได้มีการตระหนักรับรู้ร่วมกันว่าประเทศที่จะเดินไปข้างหน้าได้ควรให้ความสําคัญ กับความคิดเห็นหรืออํานาจอธิปไตยของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสําคัญ
ประการที่ ๙ ข้อสังเกตเกี่ยวกับการชุมนุม เสรีภาพในการชุมนุมเป็นเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเป็นสิทธิทางการเมืองที่ได้รับ การรับรองและคุ้มครองจากรัฐ อย่างไรก็ตามการใช้เสรีภาพของผู้ชุมนุมก็ต้องเป็นไปตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งก็หมายความว่าต้องไม่ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง นั่นเอง
ในท้ายที่สุดกระผมมั่นใจว่าข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๙ ข้อดังกล่าว หากรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองที่กําลัง มีอยู่ในขณะนี้ ก็จะสามารถสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองได้ และทันกับสถานการณ์ กระผมขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ความสําคัญ กับรายงานการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติอย่างดียิ่ง มา ณ โอกาสนี้อีกครั้งหนึ่ง ขอขอบคุณครับ