วาโย อัศวรุงเรือง รายงานผลการพิจารณาของกรรมาธิการการสาธารณสุขโดยสรุปการดำเนินงานเป็นสามระยะ และเสนอให้รัฐบาลคงมาตรการควบคุมโรคและกักกันผู้เดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมหารือการจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์ กำลังพล และองค์ความรู้ โดยเน้นแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ ผ่านการถ่วงดุลระหว่างด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และการศึกษา รวมถึงการเตรียมความพร้อมระยะยาวเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสร้างความเชื่อมั่นทั้งภายในและต่างประเทศ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม วาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุขครับ ได้รับมอบหมายที่จะมารายงานต่อ สภาแห่งนี้ให้พี่น้องสมาชิกและประชาชนที่อยู่ทางบ้านได้รับทราบถึงข้อคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขของพวกเรา ซึ่งรายละเอียดมีจํานวน ค่อนข้างมาก ได้ปรากฏอยู่ในรายงานแล้ว แต่ว่าผมจะขอสรุปเป็นภาพกว้าง ๆ ให้ท่านสมาชิกได้เห็นภาพกันโดยง่ายครับ โดยหากจะสรุปจากรายงานฉบับนี้ในส่วนที่เป็น ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ อาจจะสรุปได้ว่าการปฏิบัติงานควรจะ แบ่งออกเป็น ๓ ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง แล้วก็ระยะยาว
ซึ่งในระยะสั้นจากที่เราได้ศึกษาแล้วก็อย่างที่ได้เรียนกันไปก่อนแล้ว จากท่านประธานและท่านโฆษก การมอบหมายของคณะกรรมาธิการ ตั้งแต่ช่วง เดือนมกราคมได้ศึกษาต่อเนื่องมายาวนานก็จะมีบางส่วนที่ทางหน่วยงานราชการได้ทํา ไปแล้ว แล้วก็ยังมีกําลังทําอยู่หรืออาจยังไม่ได้ทํา ก็กล่าวสรุปไปเลยนะครับ ในระยะสั้น เริ่มแรกก็ต้องปิดประเทศก่อน ซึ่งทางรัฐบาลก็ได้ปิดประเทศไปแล้ว แล้วก็ได้ผลอยู่พอสมควร ซึ่งอาจจะใช้มาตรการต่าง ๆ ทั้งภายในแล้วก็ภายนอก แต่ว่าโดยส่วนมากก็จะเป็นมาตรการ ทางกฎหมาย อย่างที่ท่านโฆษกได้กล่าวไปว่ามีการใช้พระราชกําหนดการบริหารราชการ ในภาวะฉุกเฉินหรือว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินนะครับ แล้วก็ร่วมกับในช่วงแรกที่เป็น พ.ร.บ. โรคติดต่อ โดยที่การปิดประเทศก็ปิดพรมแดนทั้งทางบก ทางน้ํา แล้วก็ทางอากาศ ซึ่งสามารถที่จะคอนเทน (Contain) เชื้อ ป้องกันเชื้อให้อยู่ภายนอกแล้วก็ไม่ให้เข้ามา ภายใน ไม่มีการอิมพอร์ต (Import) เชื้อเข้ามาภายในได้อย่างค่อนข้างดี และทําให้ เกิดสเตต ควอรันทีน (State quarantine) ซึ่งการติดเชื้อในประเทศเราก็ไม่มีการติดเชื้อ ภายในประเทศเองมากว่า ๘๐ วันแล้ว แต่ว่ายังคงมีการอิมพอร์ต (Import) เชื้อ อย่างวันนี้ ก็มีเพิ่ม ๑ ราย แต่ว่าอยู่ในสเตต ควอรันทีน (State quarantine) ที่รัฐจัดหาไว้ให้
ส่วนสําคัญก็จะอยู่ในการดําเนินการในระยะกลาง ซึ่งอาจจะแบ่งออกเป็น ๒ ประเด็นสําคัญได้แก่ เรื่องของการจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ แล้วก็การป้องกันและ การยืดระยะเวลาไม่ให้เข้าสู่ในระยะที่ ๓ ผมจะขอพูดถึงเรื่องของการจัดสรรก่อน การจัดสรร ทรัพยากรก็จะแบ่งเป็นในเรื่องของอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ เรื่องของกําลังพล แล้วก็เรื่องขององค์ความรู้ด้วย ในเรื่องของอุปกรณ์ก็มีการจัดการ ออกประกาศในการควบคุมราคาในสินค้าที่จําเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ หน้ากากอนามัย แล้วก็หน้ากากชนิดต่าง ๆ ในทางการแพทย์เช่น เอ็น ๙๕ (N95) รวมไปถึง แอลกอฮอล์ที่เอาไว้ใช้สําหรับทําแอลกอฮอล์เจล (Alcohol gel) ต่าง ๆ ด้วย ในเรื่องของ กําลังพลก็รวมไปถึงเรื่องบุคลากรที่ต้องให้ความสําคัญทั้งในแง่ของแพทย์ พยาบาล แล้วก็ หน่วยที่มีความสําคัญที่อยู่ด่านหน้าในเรื่องนี้ แล้วก็ได้รับความชื่นชมในต่างประเทศ ค่อนข้างมาก รวมไปถึงองค์การอนามัยโลกหรือดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ก็คืออาสาสมัคร สาธารณสุขประจําหมู่บ้านของพวกเรา คือ อสม. แล้วก็อาสาสมัครในกรุงเทพมหานครก็คือ อสส. กทม. ด้วย ซึ่งต้องให้ความสําคัญ ในส่วนขององค์ความรู้ทางกรมควบคุมโรค ควรที่จะต้องทําร่วมมือกันกับสมาคมวิชาชีพด้วย โดยเฉพาะสมาคมโรคติดเชื้อ แห่งประเทศไทยที่จะต้องทํางานร่วมกันและให้ความรู้มีการจัดสรรอย่างแพร่กระจาย อย่างถูกต้องไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยกตัวอย่างในเรื่องที่เกิดความไม่เข้าใจ หรือความเข้าใจที่อาจจะคลาดเคลื่อนไปกับหลักวิชาการ เช่นในเรื่องของเครื่องฉีดพ่นว่า สรุปแล้วมีนัยสําคัญในทางการแพทย์หรือไม่ ซึ่งเหล่านี้ทั้ง คร. กรมควบคุมโรคเอง และสภาวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของวิชาการจะต้องร่วมมือกันแล้วก็แพร่กระจาย ความเข้าใจอันถูกต้องไปสู่ท้องถิ่นด้วย ในส่วนอุปกรณ์ก็ต้องมีการควบคุมกันต่อไป ในส่วนที่ เป็นการป้องกันในระยะกลาง อันที่ ๓ คือการป้องกันและการยืดระยะเวลาที่จะเข้าสู่ระยะ เฟส ๓ (Phase 3) ตอนนี้ยังถือว่าประเทศเรายังไม่เข้าสู่ระยะที่ ๓ คือยังไม่มีการติดเชื้อ ภายในประเทศจากคนสู่คน โดยที่ไม่รู้แหล่งที่มา ซึ่งตอนนี้จากการศึกษาของ คณะกรรมาธิการของเราก็พบว่ามีการเตรียมการในหลายประเด็น ยกตัวอย่างแอปพลิเคชัน (Application) ของ สพฉ. เนียมส์แคร์ (NIEMS-Care) ที่เข้ามาเพื่อเตรียมตัวจะเข้าสู่เฟส ๓ (Phase 3) รวมถึงการวางยุทธศาสตร์ในการทําโรงพยาบาลสนามจากตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ต่าง ๆ ซึ่งรายละเอียดผมยังไม่กล่าวถึง แต่อย่างไรก็ตามการป้องกันหรือว่า การยืดระยะเวลาที่ประเทศเราจะเข้าสู่การติดเชื้อหรือการแพร่ระบาดในระยะที่ ๓ คงจะต้อง มีการบาลานซ์ (Balance) คงจะต้องมีการชั่งน้ําหนักระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางสาธารณสุข แล้วก็ผลสัมฤทธิ์ หรือว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทางเศรษฐกิจด้วย อีกกรณีหนึ่งก็คือ การบาลานซ์ (Balance) ในเรื่องของการศึกษาให้กับอนาคตของชาติทั้งในระดับโรงเรียน แล้วก็ระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งทางกรรมาธิการของพวกเราก็เห็นว่ามีข้อคิดเห็น และมีข้อเสนอแนะว่าควรที่จะต้องจัดให้มีการเรียนการสอนจะเป็นที่โรงเรียน ที่มหาวิทยาลัย หรือว่าจะเป็นในทางออนไลน์ (Online) ควรจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละพื้นที่ว่า พื้นที่ไหนมีความปลอดภัย พื้นที่ไหนมีการแพร่ระบาดอยู่ ไม่ควรที่จะใช้เป็นทั้งประเทศคือปิด คือปิดหมด หรือว่าเปิดคือเปิดหมด อาจจะต้องมีการเขาเรียกว่าอินดิวิดวล ไรต์ส (Individual rights) ในแอเรีย (Area) ต่าง ๆ สุดท้ายในเรื่องของความเชื่อมั่นที่จะต้องให้ ความสําคัญ เพราะว่าหากเรากดตัวเลขผู้ติดเชื้อให้อยู่ศูนย์เป็นระยะเวลานาน ๆ ถือว่า ประสบความสําเร็จในแง่ของสาธารณสุข แต่ว่าอาจจะมีความล้มเหลวในแง่ของทางเศรษฐกิจ ซึ่งคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขก็คงไม่สามารถที่จะลงลึก หรือว่าศึกษาในเรื่องผลกระทบ ทางเศรษฐกิจได้ แต่ก็ขอแสดงความคิดเห็นแล้วก็เสนอแนะในฐานะของคณะกรรมาธิการว่า จะต้องสร้างความเชื่อมั่น แล้วก็ลดความวิตกกังวลทั้งภายในประเทศ แล้วก็ต่างประเทศด้วย โดยผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างเช่นกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น ระยะสั้น ระยะกลาง จนมาถึงระยะยาว ระยะยาวเรายังมองกันไปในแง่ของ ๕ ปี ๑๐ ปี ในอนาคตที่โรคระบาดมันอาจจะจบลงไป หมายถึงโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ตรงนี้ อาจจะจบลงไป แต่ว่าโรคระบาดเราจะเห็นได้ว่ามีเกิดขึ้นในช่วงทุก ๆ ๑๐ ปี เพราะฉะนั้น โรคระบาดยังคงอยู่ในสังคมมนุษย์แล้วอาจจะต้องเกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไป เราคงไม่ได้ มองกันแค่ในระยะของเรื่องโควิด (COVID) เท่านั้น หากที่จะต้องมองไปถึง ในอนาคตในระยะยาวต่อไปอีก ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปีด้วยว่าจะต้องทําให้เกิดบีเฮฟวิเออร์ เชนจ์ (Behavior change) จะต้องทําให้เกิดพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของเยาวชนคนในชาติ ของพวกเรา เพราะฉะนั้นจะต้องเริ่มที่กระทรวงศึกษาธิการด้วย ที่จะต้องทําให้มีหลักสูตร ต่าง ๆ ในการเรียน ในการสอนวิชาสุขศึกษา อยู่ในวิชาพลศึกษา ให้เด็ก ๆ ของพวกเรา ให้ประชาชนของเรามีจิตใจที่รักความสะอาด นอกจากในสถานศึกษาเรายังต้องเสริมสร้าง วัฒนธรรมการรักความสะอาดให้เกิดขึ้นในสังคมไทยด้วย เพราะว่าอย่างที่ได้เรียนไปว่า โรคติดต่อจะไม่ติดต่อ ถ้าคนเราไม่ติดต่อกันครับ ขอบคุณครับ