อัครเดช วิจารณ์รายงานปรองดอง ชี้ช่องว่างเนื้อหา-เสนอปรับปรุง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๓

อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ วิพากษ์รายงานการสร้างความปรองดองทางการเมือง โดยตั้งข้อสังเกตถึงช่องว่างในเนื้อหาและเสนอให้ปรับปรุงเพื่อความสมบูรณ์ พร้อมหารือประเด็นกระบวนการยุติธรรมที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เน้นย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำทางกฎหมายที่มีมายาวนาน และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพคำตัดสินของศาลเพื่อลดความขัดแย้งในสังคม ขณะเดียวกันยังแสดงจุดยืนสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำ สนับสนุนการนิรโทษกรรมเฉพาะทางการเมือง และเห็นด้วยว่ากองทัพควรยึดบทบาทการป้องกันประเทศโดยไม่แทรกแซงการเมือง

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต ๔ อําเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้อ่านรายงานผลการพิจารณาแนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ผมเองก็ได้ฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในเรื่องของรายงานฉบับนี้ ผมขออนุญาตท่านประธาน ได้อภิปรายถึงข้อสังเกตของรายงานฉบับนี้ที่คณะกรรมาธิการได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้พิจารณาในรายละเอียด ตัวรายงานฉบับนี้ในส่วนของข้อสังเกต ผมได้อ่านทั้ง ๙ ข้อ ในส่วนของข้อสังเกตที่ทางคณะกรรมาธิการได้ส่งให้สภาได้รายงาน ผมจะพูดเพียงแค่ ๔ ประเด็น หรือ ๔ ข้อ ที่ผมคิดว่ามีความสําคัญ แล้วคิดว่าข้อสังเกตที่ทางกรรมาธิการได้ทํามานั้นยังขาด ความสมบูรณ์อยู่ จึงขออนุญาตได้อภิปรายในส่วนที่ผมเองคิดว่าน่าจะต้องมีการปรับปรุง เพิ่มเติมในรายงานฉบับนี้ก็คือ

เรื่องแรก เนื่องจากรายงานฉบับนี้ในข้อที่ ๑ หลักการและเหตุผลนั้น สืบเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่รายงานฉบับนี้นั้นได้มีการลงบันทึกไว้ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองนั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ จนถึงปัจจุบันก็คือ ปี ๒๕๖๓ รวมระยะเวลา ๑๖ ปี ก็เป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งสีแบ่งฝ่าย ซึ่งก็เป็นที่ทราบกัน แล้วเพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง จนนํามาสู่เรื่องของการตั้งข้อสังเกต ในรายงานฉบับนี้ ซึ่งข้อสังเกตนั้นก็มาจากผลการศึกษาที่คณะกรรมาธิการนั้นได้มีการเชิญ ผู้ที่เกี่ยวข้องมาเข้าสู่กระบวนการในการศึกษาหาข้อเท็จจริง แล้วก็ศึกษาเพื่อเป็นข้อสรุป ส่งให้ทางรัฐบาลได้ดําเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งมาสู่เรื่องของแนวทางการสร้าง ความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ

ประเด็นที่ ๑ ที่ผมคิดว่าสิ่งที่ทางรายงานฉบับนี้นั้นยังขาดความสมบูรณ์ไป ก็คือเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ปัจจุบันนี้กระบวนการยุติธรรมก็มีปัญหา แต่ว่ามีปัญหา มานานแล้วในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ถ้าเราบอกว่าตั้งแต่ต้นน้ํา ในส่วนของพนักงาน สอบสวนก็คือตํารวจ อัยการมาถึงศาล อย่างคดีที่เป็นประเด็นในสังคมอยู่ทุกวันนี้ก็คือ คดีของกระทิงแดงที่ทุกท่านได้ทราบอยู่ ก็เป็นประเด็นทางสังคมและประเด็นทางการเมือง อันนั้นเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่รายงานได้เสนอมาในที่ประชุมก็คือ ความขัดแย้งทางการเมือง กระบวนการยุติธรรมที่ทางรายงานฉบับนี้ได้เสนอมา เป็นความ เหลื่อมล้ําทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย อันนี้เป็นปัญหา ที่ซับซ้อนแล้วก็เป็นมาอย่างยาวนาน ก่อนที่จะมีความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งรายงานฉบับนี้ นํามาลงไว้ ผมเองที่ขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายก็กลัวว่าพี่น้องประชาชนที่ได้เห็น รายงานฉบับนี้ ตลอดจนได้รับฟังการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรจะคิดว่าความเหลื่อมล้ํา ในเรื่องของสังคม เศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมายนั้นเพิ่งจะเริ่มต้น จากเหตุความไม่สงบ ทางการเมือง จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ ความเหลื่อมล้ํานี้เริ่มต้นมาแล้วก็ฝังรากลึกในสังคมไทย มาอย่างยาวนานแล้ว ฉะนั้นถ้าเกิดท่านตั้งหลักการและเหตุผลในเรื่องของการเมืองแล้ว ผมอยากจะเรียนว่ากระบวนการยุติธรรม ความเหลื่อมล้ํานั้นในการบังคับใช้กฎหมาย ในเรื่องของหลักนิติรัฐ นิติธรรมที่ท่านเสนอมานั้น ผมเห็นด้วยกับการปฏิรูป แต่เรื่องของ กระบวนการยุติธรรมในการปฏิรูปนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของสังคมไทย แล้วก็ปัญหา ความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่งเริ่มต้น เมื่อปี ๒๕๔๘ ตามที่ท่านได้ลงไว้ในรายงานฉบับนี้ สิ่งที่ผมอยากจะเสนอให้มีการปฏิรูปตามที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอแนะนั้น ก็คือ ความเหลื่อมล้ําและการบังคับใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติสําหรับคนที่อยู่ในสังคม อันนี้ผมเห็นด้วย แต่ถ้าความขัดแย้งทางการเมืองแล้วเอารายงานฉบับนี้มาอ้างอิงในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ผมคิดว่าสิ่งนี้อาจจะทําให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิดได้ เพราะว่าถ้าศาลตัดสินเข้าข้างใคร คนนั้นก็บอกว่าศาลนั้นยุติธรรม แต่ถ้าศาลตัดสินไม่เป็นไปตามความคิดของตนเองนั้น ก็จะบอกว่าศาลนั้นไม่ยุติธรรม อันนี้คือประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาในสังคม ฉะนั้นการที่ทุกคนนั้น ยอมรับในการตัดสินของศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง หรือกระบวนการตุลาการอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าทุกคนเคารพในคําตัดสินของศาล ปัญหา ในบ้านเมืองนี้ก็จะไม่เกิด ความแตกแยกในสังคมก็จะไม่เกิด ฉะนั้นวันนี้เราจะได้เห็นว่า แกนนําต่าง ๆ ก็พยายามที่จะชักจูงมวลชนให้เห็นในแนวทางของตน โดยเอาคําสั่งศาล คําพิจารณาของศาลมาเป็นประเด็นทางการเมือง อันนี้คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย แล้วอยากให้ คณะกรรมาธิการได้ลงรายละเอียดในข้อสังเกตนี้

ข้อสังเกตที่ ๒ ก็คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันนี้ผมเห็นด้วยครับ ที่จะได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และเป็นที่ต้องการของ พี่น้องประชาชนในการที่อยากจะเห็นกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่มีส่วนร่วมของ พี่น้องประชาชน อันนี้คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับข้อสังเกตรายงานของคณะกรรมาธิการ ในเรื่องของการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งจะเป็นประเด็นที่จะทําให้บ้านเมืองนั้น สามารถเดินหน้าไปได้

ส่วนที่ ๓ ก็คือเรื่องของการนิรโทษกรรม อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่บ้านเมืองนั้นวุ่นวายไปเมื่อตอนที่มีการแบ่งแยกสีเสื้อก็มีเรื่องของนิรโทษกรรม ที่เป็นประเด็นทางการเมืองที่ไม่ได้นิรโทษกรรมเฉพาะส่วนที่เป็นประเด็นทางการเมือง แต่นิรโทษกรรมไปถึงเรื่องของอาญา เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันทําให้เรามีคําหนึ่งก็คือ นิรโทษกรรมสุดซอยหรือนิรโทษกรรมเหมาเข่ง จึงเป็นที่มาของความแตกแยกทางการเมือง ฉะนั้นคําว่านิรโทษกรรมนั้น ผมเห็นด้วยครับ ที่จะได้มีการนิรโทษกรรมในส่วนของผู้ที่ เป็นประเด็นทางการเมืองเท่านั้น อันนี้ก็อยากให้ทางรายงานของกรรมาธิการนั้น ได้ลงรายละเอียดให้ชัดเจนกว่านี้นะครับ

ส่วนที่ ๔ ซึ่งเป็นประเด็นสุดท้ายก็คือเกี่ยวกับกองทัพ เห็นด้วยที่กองทัพนั้น ไม่ควรจะต้องออกมาทํารัฐประหาร เห็นด้วยที่กองทัพนั้นจะต้องอยู่ในหน้าที่ของตนเอง ก็คือเป็นรั้วของชาติเท่านั้น ฉะนั้นประเด็นทางการเมืองนั้นก็อยากให้กระบวนการ ทางการเมืองได้แก้ปัญหาด้วยกันเอง ฉะนั้นกองทัพก็จะต้องอยู่ในขอบเขตอํานาจหน้าที่ของตน ในการทําหน้าที่ปกป้องประเทศชาติดูเรื่องของความมั่นคง อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับ รายงานฉบับนี้ ฉะนั้นก็ขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายทั้ง ๔ ประเด็น ตามที่ได้ กราบเรียนท่านประธานไป ณ โอกาสนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ