นิกร จํานง หารือแนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์จากรายงานทั้งสองชุด โดยเสนอข้อแนะนำทั้งในมิติอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เน้นย้ำความสำคัญของการเปิดเผยข้อเท็จจริง สร้างความเข้าใจร่วม วางกลไกเยียวยา และป้องกันความขัดแย้งในอนาคต พร้อมเสนอให้มีการเฝ้าระวังความตึงเครียดและป้องกันการเผชิญหน้ารุนแรง ทั้งระหว่างประชาชนและกับรัฐ รวมถึงการปฏิรูปสื่อทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อสังคม เพื่อส่งเสริมจรรยาบรรณ ส่งเสริมเสรีภาพอย่างมีขอบเขต และการใช้สันติวิธีในการชุมนุม ควบคู่กับการควบคุมฝูงชนตามมาตรฐานสากล การห้ามหนุนม็อบ และการแก้ไขปัญหาต้นตอความขัดแย้ง เช่น การทุจริต เพื่อให้รายงานนำไปสู่การปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ขออภิปราย เกี่ยวกับรายงานแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีสมาชิกได้อภิปรายเรื่องนี้กันเป็นอย่างมากและหลายท่านแล้ว และผมเอง จําเป็นจะต้องอภิปราย เพราะว่าผมเองมีประสบการณ์เรื่องนี้โดยตรงครับ เคยทํางานเรื่อง ความปรองดอง สมานฉันท์มาตรง ๆ ๒ ฉบับ และ ๒ ฉบับที่ว่าผมจะมานําเสนอก็คือสําเร็จ เป็นรายงาน แต่ไม่มีผลสัมฤทธิ์ เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่จริงถ้าเราสัมฤทธิ์เสียก่อนแล้ว เราก็คงไม่มาถึงวันนี้ ฉบับแรกท่านประธานครับ เป็นรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นชุดที่มี ท่านสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน เขาเป็นผู้ยึดอํานาจ แล้วก็มาเป็นประธานกรรมาธิการ เราศึกษากันเมื่อปี ๒๕๕๕ ผมเป็นกรรมาธิการด้วย ไปได้ดีมากเลยครับ เราเกือบจะค้นพบ ทางออกแล้ว มีการนําเสนอแล้วก็คุยกันนะครับ แต่ไปแตกหักตอนปลาย เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่จริงมีหมดแล้ว ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน ระยะสุดท้ายเราตกลงกันแล้วเราจะไม่โหวต เพราะว่าเรื่องนี้จะมีความเห็นแย้งกันอยู่มากระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ตอนนั้น เราไม่โหวตแต่เราไปติ๊ก (Tick) เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เรื่องการปรองดอง วงแตกครับ ก็คือว่า ผมอยู่ฝ่ายรัฐบาลตอนนั้น ฝ่ายค้านในขณะนั้นลุกขึ้นเลยแล้วก็วอล์กเอาต์ (Walkout) ดังนั้น การรายงานของฉบับนั้นรายงานเฉพาะกรรมาธิการฝ่ายของรัฐบาล คือเราขัดแย้งกันเอง ในพรรคการเมืองด้วยกันในคราวนั้น ก็มีท่านสนธิและผมก็นั่งอยู่ข้างท่านสนธิ ก็รายงานไป จนจบ เป็นรายงานที่รายงานโดยฝ่ายเดียว น่าเสียดายมาก ดีมาก ๆ ตอนนั้น เราให้สถาบัน พระปกเกล้าได้ศึกษา ฉบับต่อมาครับท่านประธาน ผมมีโอกาสได้ไปทําในปี ๒๕๕๘ คือการ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและการสร้างความปรองดองในสังคมไทย ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เราใช้เวลาปีครึ่ง มีการศึกษา ฉบับนี้ดีอย่างนี้ครับท่านประธาน เรารวมเอาประมาณ ๙ ฉบับ ตั้งแต่ต้นเลยที่ทํา แล้วล้มเหลว ทําแล้วอย่างไร สรุปความบกพร่องทั้งหมดแล้วมาเรียงหมด รวมทั้งของ ท่านสนธิด้วย ฉบับไหนก็ตามเรารวมมาหมด แล้วก็ศึกษาความผิดพลาดนะครับ เพราะเรา รู้แล้วว่าปรองดองควรจะทําอย่างไร ก็ได้ข้อสรุปท่านประธานครับ มีแนวทางโดยปัญหา ยืดเยื้อเราสรุปเป็น ๓ มิติ มิติในอดีตคือต้องแก้ปัญหาในอดีตด้วย คือต้องกลับไปทําให้อดีต มันโปร่งใส ชัดเจนว่าเรื่องเกิดอย่างไร อะไร อย่างไร มีภารกิจคือการสร้างความเข้าใจร่วม ของสังคมต่อเหตุการณ์ความขัดแย้ง การแสวงหาเปิดเผยข้อเท็จจริงของความรุนแรง การอํานวยความยุติธรรมเพื่อความปรองดอง โดยการใช้การอภัยและการเยียวยาดูแลรักษา ท่านประธานครับ เรายังมีการศึกษาชี้ถึงมิติแห่งปัจจุบัน ก็คือสภาวะปัจจุบันที่เอื้อต่อการ อยู่ร่วมกันจะทําอย่างไร มีรายละเอียดหมด ทีนี้ผมจะเน้นตรงนี้ว่าวันนี้เรามาถึงตรงนี้แล้ว เรามาถึงปัจจุบันที่เริ่มกําลังมีความขัดแย้งที่ผมเชื่อว่าจะรุนแรง เรามองไปในอนาคตดีกว่า ในอนาคตในรายงานฉบับนั้นมันเป็นภารกิจที่ ๖ คือการป้องกันความขัดแย้งที่เกิดในอนาคต เผื่อจะเป็นประโยชน์ในวันนี้บ้าง ท่านประธานครับ
ข้อ ๑ เสนอว่าควรมีการเฝ้าระวังสถานการณ์ความขัดแย้งและหลีกเลี่ยงการ เผชิญหน้าหรือปะทะรุนแรงระหว่างประชาชนกับประชาชน หรือประชาชนกับฝ่ายรัฐ นี่คือ ข้อแรกนะครับ ที่ห้ามไม่ให้มีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต
ข้อที่ ๒ ปฏิรูปและบทบาทของสื่อสารมวลชน ตรงนี้ในวันนั้นเมื่อปี ๒๕๕๙ ยังมีปัญหาเรื่องสื่อที่ไปถือข้าง สรุปว่าถือข้าง ตอนนั้นเราก็เสนอว่าให้อยู่ในจรรยาบรรณ ของสื่ออย่าถือข้าง เพราะว่าถ้าเป็นการเป่ากันอย่างนั้นจะมีปัญหาความขัดแย้งได้ แต่ปัจจุบันนี้ ผมตั้งเป็นข้อสังเกตว่า ปัจจุบันนี้สื่อโซเชียล (Social) เราคุมไม่ได้ ไหลแรงกว่าปัญหาที่เราพูดกัน ตอนนั้น ๑๐ เท่าหรือ ๒๐ เท่า ฉะนั้นตรงนี้ต้องระวังมาก เป็นการสร้างความเกลียดชัง เฮตสปีช (Hate Speech) ตรงโน้นตรงนี้จะขยายตัวไป ส่วนที่ ๓ ให้มีการสนับสนุนเสรีภาพ ส่วนบุคคล คือต้องมีการเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย ไม่อย่างนั้นจบไม่ลง เพราะว่าเป็นเหมือน รถไฟวิ่งเข้าใส่กัน คนโน้นก็ถือว่าถูก คนนี้ก็ถือว่าถูก จะมีความขัดแย้ง ข้อต่อไปจัดให้มีกลไก กติกา ส่งเสริมให้มีพื้นที่ในการใช้สิทธิ โดยใช้สันติวิธีก็คือมีการพูดคุยกันในหลักรัฐธรรมนูญ ให้มีการชุมนุมกันได้ แต่ว่าต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ประเด็นที่ ๕ คือในการควบคุมฝูงชน ซึ่งอาจจะเกิดมีการควบคุมฝูงชนให้ปฏิบัติตามสถานการณ์อย่างรอบคอบ เน้นการเจรจา และปฏิบัติตามกฎหมาย ตามหลักสากลอย่างเคร่งครัดก็คือค่อย ๆ ขยับไป ๆ การใช้อาวุธ ห้ามกระทํา มีปัญหาการพลาดพลั้งเหมือนที่เป็นมาแล้วอดีต ดังนั้นต้องมีการฝึกฝน ฝ่ายที่ควบคุม นี่เป็นความเห็นที่เราเสนอในอนาคต ให้รัฐใช้มาตรการทางการบริหาร สร้างความ เข้าใจและเจรจากันด้วยเหตุผล ให้ทุก ๆ รัฐบาลไม่ควรสนับสนุนม็อบ (Mob) คือมี บางรัฐบาลไปหนุนม็อบ (Mob) ขึ้นมา เอาม็อบ (Mob) ชนม็อบ (Mob) อันนี้ห้ามทําเด็ดขาด เพราะว่ามันจะสร้างปัญหาต่อเนื่องไป นอกจากนั้นก็มีมาตรการตรวจสอบการลงโทษ ถ้าใครไปทําให้เกิดความสูญเสีย เสียชีวิตอะไรพวกนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เพราะถ้ากฎหมายไม่เป็นธรรมมันเป็นการกระพือความขัดแย้งเข้าไปอีก การใช้มาตรการ ป้องกันต้นตอเรื่องความขัดแย้ง เช่น การทุจริตก็ดีอะไรตรงนี้ไม่ให้มี เพราะว่ามีแล้วจะมีการ ประท้วงและขยายผล แล้วก็มีอีก ๒-๓ ข้อ โดยรวมคือให้มีวัฒนธรรมในการเข้าใจ ความคิด ของคนอื่นด้วย ไม่ใช่ถือแต่ความคิดของตัวเอง รายงานฉบับนี้ดีมาก แต่เสร็จที่รายงาน รายงานต่อสภา สปท. ไม่ได้ทํา เพราะว่าไม่สามารถจะนําเข้า ตอนนั้นรัฐบาลไม่พร้อมที่จะทํา เรื่องนี้ ท่านประธานสภา สปท. ก็นําเสนอท่านนายกรัฐมนตรีไปเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๐ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย รายงานฉบับนี้ที่เสนอมาผมเห็นว่าเป็นรายงานที่ดี มีความ หลากหลาย มีการตรวจสอบและศึกษาจากความบกพร่องมาและมีการนําเสนอ ดังนั้น ข้อสังเกตก็มีหลายมุม แต่ข้อสังเกตมีหลายมุม ผมใช้คําว่าเกินไป ดังนั้นข้อสังเกตนี้ เราไม่สามารถจะแยกรับได้ รับก็ต้องรับทั้งหมด ก็ต้องพิจารณากันต่อไป แต่ผมเห็นว่าฉบับนี้ ผมตั้งความหวังว่าน่าจะเป็นฉบับที่ได้มีผลบ้าง เพราะว่า ๒ ฉบับที่ผ่านมาสําเร็จ แต่ไม่ สัมฤทธิ์ ฉบับนี้ผมอยากให้สําเร็จด้วย แล้วก็ให้สัมฤทธิผลด้วย ก็ฝากความหวังนี้ไว้ครับ ขอบพระคุณครับ