ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ หารือเรื่องการศึกษาและความสามัคคีของคนไทย โดยวิจารณการขาดความรักและความสามัคคีของคนไทยที่ทำให้ประเทศชาติพัฒนาไม่ได้ และเรียกร้องให้ผู้มีอํานาจเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและบูรณาการผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการในการแก้ไขปัญหา
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เขต ๕ เขตดินแดง เขตห้วยขวาง ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมในการทํางานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชน ที่ได้เล็งเห็นถึงความสําคัญในเรื่องของการที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ แล้วก็ได้หยิบยกในประเด็นเรื่องของการศึกษา เรื่องแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเราจะพัฒนาไปไม่ได้เลย ถ้าขาดซึ่งความรักและความสามัคคี ความสมานฉันท์ของคนในชาติ ในเหตุการณ์ที่ผ่านมา ในอดีตในหลายยุคหลายสมัยเกิดจากการที่คนในประเทศของเรานั้นมีความคิดเห็น ที่ไม่ตรงกัน มูลเหตุของความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันอาจจะมาจากหลายสาเหตุจนนําไปสู่ความคิดที่แตกแยก แล้วก็นํามาซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย จนนําไปสู่ทําให้ประเทศชาติของเรานั้นมีการพัฒนา ที่ค่อนข้างล้าหลังกว่าหลายประเทศในแถบภูมิภาคเดียวกัน ก็ด้วยเหตุที่ว่าคนในชาติ ขาดซึ่งความรักและความสามัคคี แต่การขาดซึ่งความรักและความสามัคคีของคนในชาติ ไม่ใช่ความผิดท่านประธานครับ เพราะว่าถ้าคนในชาติของเราได้รับการดูแลจากผู้ปกครอง อย่างเป็นธรรม มีความเสมอภาค มีความเท่าเทียมกัน ผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คงจะ ไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งนํามาสู่เรื่องของการศึกษา แล้วก็นํามาให้สภาได้พิจารณาอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่ผมอยากจะได้นํากราบเรียนประธานว่าการที่เราจะต้องร่วมกันเดินไปข้างหน้า เพื่อที่จะ ทําให้ประเทศชาติของเราสามารถขับเคลื่อนไปได้นั้น หัวใจหลักที่จะนําไปสู่กลไกของ การแก้ปัญหาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ซึ่งประกอบไปด้วยหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติที่พวกเราทําหน้าที่กันอยู่ในขณะนี้ก็มีส่วนสําคัญที่จะทําให้การขับเคลื่อน ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาของชาติเป็นไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารซึ่งมีหน้าที่ ในการที่จะบังคับใช้กฎหมาย ในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติอย่างเป็นธรรม อย่างยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตุลาการที่มีหน้าที่ในการที่จะต้องชี้ผิดชี้ถูก บนพื้นฐาน ของความถูกต้องและยุติธรรม ทั้ง ๓ องค์ประกอบนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักที่สําคัญ ที่จะทําให้เกิดความสมานฉันท์หรือว่าความปรองดองในประเทศชาติบ้านเมืองของเรา แต่สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ในอดีตที่ผ่านมานั้น ท่านประธานครับ ถ้าเราลองนึกย้อนหลัง กลับไปดูเราก็จะเห็นว่ากลไกหรือกระบวนการต่าง ๆ ที่แต่ละฝ่ายได้ทําหน้าที่ ผมเชื่อว่าท่านประธานก็คงมีคําตอบอยู่ในใจ หรือว่าพี่น้องประชาชนคงมีคําตอบอยู่ในใจ ว่าเป็นอย่างไร แต่โดยทัศนะของผม ผมคิดว่าองค์ประกอบหลักทั้ง ๓ สิ่งที่ผมได้นําเรียน ท่านประธานไปเมื่อสักครู่ ถ้าทําหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา อย่างเที่ยงธรรม เหตุการณ์ ความวุ่นวายของบ้านเมืองของเราก็คงจะไม่เกิดขึ้น แม้จนกระทั่งถึง ณ ปัจจุบัน ในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านประธานครับ ก็เป็นเรื่องที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าผู้ที่ถืออํานาจ หรือว่าถือกฎหมายอยู่ในมือ หรือว่ามีอํานาจอยู่ในมือในขณะนี้ต้องการที่จะให้คําว่า ปรองดอง มีการปรองดองเกิดขึ้นในประเทศของเราหรือไม่ การใช้อํานาจมืด การใช้วิธีการ ในการสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเฉพาะเรื่องของการจํากัดเรื่องสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงออกในขณะนี้ก็ยังคงมีเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตรงนี้เปรียบเสมือนการสุมไฟ เติมเชื้อเพลิงเข้าไปให้ลุกโชติช่วงมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมคิดว่าไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ สิ่งที่พวกเราทุกภาคส่วนน่าที่จะได้ให้การสนับสนุนก็คือว่าเปิดเวทีให้ทุกคนสามารถที่จะได้ แสดงออกภายใต้กรอบของกฎหมาย และคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็พร้อมที่จะต้องเปิดใจ เพื่อที่จะรับฟังพวกเขาเหล่านั้น และนํามาคิดหาทางในการที่จะนําไปสู่การแก้ไขปัญหา ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้น่าที่จะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ฉะนั้นการที่ทางคณะกรรมาธิการได้สรุป เป็นข้อสังเกตในประเด็นหลัก ๆ ไว้ ๔-๕ ข้อ ซึ่งค่อนข้างครอบคลุมในบริบทที่เป็นปัญหามาทั้งหมด ตรงนี้ผมขออนุญาตเรียนท่านประธาน แล้วก็ฝากไปถึงผู้มีอํานาจ ขอให้ได้เปิดใจเพื่อที่จะได้รับเอาผลการศึกษาของ คณะกรรมาธิการไปบูรณาการในการที่จะทําให้ประเทศชาติของเรานั้นสามารถที่จะได้ เดินหน้าไป เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันทั้งประเทศ แต่ถ้าตราบใดที่ ผู้มีอํานาจยังมองคนที่มีความคิดเห็นต่าง ยังมองคนที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองเป็นฝ่ายที่ไม่ถูกต้อง ผมคิดว่าประเทศชาติมันเดินหน้าไปไม่ได้ ฉะนั้นตรงนี้ก็ขออนุญาตเรียนท่านประธาน ฝากไปถึงทางผู้ที่รับผิดชอบทุกภาคส่วนได้พิจารณา กราบขอบพระคุณครับ