องอาจ เสนอแนวทางปรองดอง แก้รากเหง้าความขัดแย้ง-เน้นสันติวิธี

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๓

องอาจ คล้ามไพบูลย์ หารือแนวทางสร้างความปรองดองโดยเน้นการแก้ไขรากเหง้าความขัดแย้งที่สำคัญ ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ความแตกต่างทางความคิด และปัญหาโครงสร้างรัฐ พร้อมย้ำว่าการนิรโทษกรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหากไม่จัดการกับต้นตอของปัญหา โดยเฉพาะปัญหาความไม่ยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมที่ยังขาดการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมในองค์กรตำรวจและอัยการ อีกทั้งเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยควบคู่กับพฤติกรรมที่เคารพกฎหมายและเปิดรับความคิดเห็นที่หลากหลาย พร้อมเสนอให้ยึดแนวทางสันติวิธีในการแก้ปัญหาเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและความรุนแรง ส่งเสริมให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคมอย่างยั่งยืน

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอขอบคุณคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่ได้ศึกษาแล้วก็มีรายงานการพิจารณาเรื่องแนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ของคนในชาติ มาให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้พิจารณา ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าเมื่อเราพิจารณาในเรื่องของความปรองดองและความสมานฉันท์ สิ่งที่เรา จะต้องคิดเป็นอันดับแรกก็คือว่า ทําไมเราต้องมีการปรองดองและมีการสมานฉันท์เกิดขึ้น ในบ้านเมืองของเรา ผมคิดว่าการที่เราต้องมีการปรองดองและสมานฉันท์นั้น ปัจจัยสําคัญ ที่สุดก็เพราะว่าบ้านเมืองนี้มีความขัดแย้งกันมานานพอสมควร ตามรายงานของ คณะกรรมาธิการบอกว่าเราขัดแย้งกันอย่างน้อยที่สุดในยุคหลัง ๆ นี้ก็ประมาณ ๑๖ ปี ที่เรามีความขัดแย้งเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ผมเชื่อมั่นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น คงไม่ใช่เป็นเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งกันตามปกติ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องที่มีความคิดเห็น ต่างกันแต่เพียงเท่านั้น พบคิดว่าปัจจัยพื้นฐานสําคัญที่ทําให้เกิดความขัดแย้งจนอาจจะต้อง นํามาสู่ความปรองดองนั้น ผมคิดว่าเราจะต้องพิจารณาที่รากเหง้าปัญหาของความขัดแย้ง ในบ้านเมืองของเรา ถ้าเราพิจารณาแต่เพียงผิวเผิน เราพิจารณาแต่เพียงเปลือกนอกที่เราแค่ มองเห็น เราก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ ถึงแม้เราจะมีการนิรโทษกรรม เดี๋ยวความขัดแย้งก็ต้องเกิดขึ้นอีกครับ เพราะอะไรครับท่านประธาน ผมเห็นด้วยว่าเมื่อเกิด ความขัดแย้งจนนําไปสู่ความปรองดอง การนิรโทษกรรมนั้นเป็นปัจจัยหนึ่ง แล้วก็อาจจะ ถือว่าเป็นปัจจัยที่สําคัญที่จะช่วยทําให้คนที่มีความคิดที่แตกต่างกันหรือมีการกระทํา ที่แตกต่างกัน ในช่วง ๑๖ ปีที่ผ่านมานั้น มาเข้าใจกันมากขึ้น ปรองดองกันมากขึ้น สมานฉันท์ กันมากขึ้น แต่การนิรโทษกรรมก็ไม่ได้หมายความว่าจะก่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ได้ ตลอดไป ถ้าเราไม่ได้แก้ที่รากเหง้าของปัญหาที่นําไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าเราไม่แก้ที่รากเหง้า ความขัดแย้งก็ดํารงอยู่ และความขัดแย้งที่ดํารงอยู่นั้นก็มีโอกาสที่จะเกิดการปะทะกัน ทั้งความคิด เกิดการปะทะกันทั้งการกระทํา และหลายครั้งก็นําไปสู่ความรุนแรง และหลายครั้ง ก็จะต้องนํามาสู่การพิจารณาในเรื่องของการปรองดอง การสมานฉันท์กันอีก เพราะฉะนั้น ผมอยากจะบอกว่าปัญหารากเหง้าที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราที่สําคัญที่นําไปสู่ความขัดแย้ง แล้วก็ฝังรากลึกมานาน อาจจะนานมากกว่า ๑๖ ปีตามรายงานของคณะกรรมาธิการด้วย ปัญหาที่สําคัญผมมองว่ามีอยู่ ๓ ปัญหา ปัญหาแรกก็คือความเหลื่อมล้ําในสังคม ผมคิดว่า แค่พูดประโยคนี้ขึ้นมาทุกคนก็คงประจักษ์ว่าบ้านนี้เมืองนี้มีความเหลื่อมล้ําทางสังคมแน่นอน ทั้งความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ําทางสังคมเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าและเกิดขึ้น ต่อเนื่องมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นความเหลื่อมล้ําที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นก็ต้องยอมรับว่า เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา มีวิธีการมากมายที่จะต้องแก้ไข สิ่งเหล่านี้

ประการที่ ๒ ความไม่ยุติธรรมในบ้านเมือง ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เราก็ประจักษ์กันอยู่ อย่างต่อเนื่องตลอดมา เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นได้ชัดเจนว่าเรามักจะเรียกร้องให้มีการปฏิรูป หน่วยงานองค์กรที่อยู่ในกระบวนการของความยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง เช่นปฏิรูปตํารวจ เราจะได้ยินมาอย่างต่อเนื่อง แต่เราก็ยังไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรมว่าปฏิรูปตํารวจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ยุติธรรมนั้นจะทําอะไรกันอย่างไร เพราะฉะนั้นความไม่ยุติธรรมในบ้านเมืองจึงดํารงอยู่ ยิ่งในช่วงเดือน ๒ เดือนที่ผ่านมาเราเห็นความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นในองค์กรของกระบวนการ ยุติธรรมเพิ่มมากขึ้น เรื่องที่ไปเกี่ยวข้องกับอัยการ เรื่องที่ไปเกี่ยวข้องกับตํารวจถูกตั้งคําถาม อย่างมากในสังคมของเรา และเราก็ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนจะแก้ไขปัญหาสิ่งเหล่านี้ นี่คือ ส่วนหนึ่งของรากเหง้าของปัญหา

ประการที่ ๓ ก็คือการใช้อํานาจหน้าที่ของผู้มีอํานาจโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ ของตนเองและพวกพ้อง ในช่วง ๑๖ ปีที่ผ่านมาเราต้องยอมรับความจริงครับว่าผู้มีอํานาจ ในบ้านเมืองหลายส่วนทีเดียวที่ใช้อํานาจหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อตนเองและพวกพ้องอันนําไปสู่ ความขัดแย้งในบ้านเมืองนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเฉพาะ ๓ รากเหง้าสําคัญที่ผมหยิบยก ขึ้นมาว่าถ้าเราไม่แก้ที่ปัญหารากเหง้าเราก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแล้วก็ คงไม่สามารถนําไปสู่ความปรองดองและความสมานฉันท์ในชาติบ้านเมืองของเราได้ ทางคณะกรรมาธิการนําเสนอรายงานว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจจะเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่นําไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ได้ ผมกราบเรียนว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นนั้นแน่นอนที่สุดครับย่อมดีกว่ารัฐธรรมนูญ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เมื่อเราแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วรัฐธรรมนูญนั้นเป็นตัวบท เป็นแม่บทของกฎหมายต่าง ๆ ที่เราจะนํามาบังคับใช้กันย่อมมีช่องว่างช่องโหว่ แต่ถ้าเรา มีคนที่พยายามแสดงหาช่องว่างช่องโหว่เหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา รัฐธรรมนูญก็คงไม่สามารถไป แก้ไขอะไรได้ทุกสิ่งทุกอย่างจนกระทั่งสามารถนําไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ได้ ถึงที่สุด ผมเชื่อว่าความปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้คนที่เกี่ยวข้องในสังคมทุก ๆ ส่วนจะต้องมี ความเข้าใจตรงกันว่าเราจะต้องพยายามหาทุกวิถีทางในการทําให้ปัญหารากเหง้าที่นําไปสู่ ความขัดแย้งและนําไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์นั้นลดลง เมื่อเรามีรัฐธรรมนูญที่เป็น ประชาธิปไตยมากขึ้นแล้วคนที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นก็ต้องมีพฤติกรรมที่เหมาะสมในการ ที่จะทําให้บ้านเมืองเกิดบรรยากาศของการปรองดองสมานฉันท์ด้วย พฤติกรรมที่สําคัญ มี ๓ ส่วนครับ

ส่วนแรกก็คือทุกฝ่ายจะต้องเคารพการใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้ขอบเขต ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าเราต้องพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ในสังคม ประชาธิปไตยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก

ประการที่ ๓ เราต้องไม่ดําเนินการใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งและไม่ใช้ ความรุนแรงทุกรูปแบบ และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต้องคํานึงถึงแนวทางสันติวิธีเป็นหลัก ผมเชื่อว่าถ้าเราช่วยกันคิดคํานึงถึงสิ่งที่ผมได้อภิปรายในวันนี้ แนวทางของการปรองดอง สมานฉันท์น่าจะเกิดขึ้นได้จริงในบ้านเมืองของเรา ขอบพระคุณท่านประธานครับ