รงค์ บุญสวยขวัญ หารือปัญหาความท้าทายของอุดมศึกษาที่เกิดจากจำนวนนักศึกษาลดลง การแข่งขันระหว่างสถาบัน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียน และโครงสร้างการบริหารที่ขาดความสอดคล้อง พร้อมเสนอให้คณะกรรมการการอุดมศึกษามีบทบาทเข้มแข็งขึ้นในการกำหนดมาตรฐานการศึกษาและหลักสูตร
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ ขออนุญาต อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาที่เน้นอุดมศึกษา เนื่องจากการศึกษาขั้นพื้นฐานผมเคย แสดงความคิดความเห็นในช่วงของหนี้สินครูแล้วก็งบประมาณไปแล้ว เพราะพื้นฐานของผม เป็นครูประถมอยู่ ๑๘ ปี อยู่ในมหาวิทยาลัย ๒๒ ปีก่อนลาออกมานะครับ ท่านประธานครับ เวลาพูดถึงการศึกษา เรื่องคุณภาพการศึกษาหรืออุดมศึกษาเพื่อการมีงานทํา ผมคิดว่า มีความท้าทายในอุดมศึกษาหรือมีชาลเลนจ์ (Challenge) ของอุดมศึกษาอยู่ประการแรก เด็กลดลง เด็กจํานวนน้อยมาก วันนี้อุดมศึกษามีเด็กอยู่ประมาณ ๑,๗๐๐,๐๐๐ คน ลดลงเรื่อย ๆ มีมหาวิทยาลัยจํานวนมากเลย ที่นั่งของนักเรียนที่จะเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นปีที่ ๑ เหลือเฟือ มหาวิทยาลัยเยอะ เด็กน้อยลง แย่งนักเรียน เช่นเดียวกับโรงเรียนประถมมีขนาดเล็กลง ประการที่ ๒ ที่จะต้องท้าทายหรือชาลเลนจ์ (Challenge) ก็คือมหาวิทยาลัยแข่งขันกันเอง แข่งขันในระหว่างมหาวิทยาลัยด้วยกันเอง เพราะมหาวิทยาลัยทําให้เหมือนกันหมดเลย ใน ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยของอุดมศึกษากับสถาบันการศึกษาของอื่น ๆ เช่นวิทยาลัยพยาบาล ของกระทรวงสาธารณสุข เช่นอาชีวศึกษา พวกเหล่านี้คือการแข่งขันกันเอง ประการต่อมาที่ชาลเลนจ์ (Challenge) อันที่ ๓ ก็คือต่างชาติต้องแข่งขันกับมหาวิทยาลัย ต่างชาติ ซึ่งมาเปิดในประเทศไทยและมีแนวโน้มที่จะกดดันหรือว่าแนวโน้มให้เราคลี่คลาย กฎระเบียบเพื่อที่จะให้เขามาเปิดการศึกษา ประการต่อมาที่ชาลเลนจ์ (Challenge) ต่อมา รูปแบบการเรียนครับ ท่านประธานคงทราบ เราได้ยินคําว่าการเรียนแบบทางไกล การเรียน แบบทางไกล วันนี้เข้ามาชาลเลนจ์ (Challenge) มหาวิทยาลัย ชาลเลนจ์ (Challenge) ชาวอุดมศึกษาจํานวนมาก ต่อมาท่านประธานครับ ผมคิดว่าปรัชญาอุดมศึกษาเปลี่ยนไปเยอะ วันนี้เราจะคิดแบบเดิมว่าการศึกษาเพื่อการเลื่อนชั้นทางสังคม เรียนรัฐศาสตร์เพื่อไปเป็น นายอําเภอเมื่อก่อนไม่ได้ การศึกษาเพื่อการกล่อมเกลาให้คนเป็นพลเมืองดี วันนี้เราเจออะไร เรากําลังเจอความท้าทายคลื่นลูกใหม่ ๆ เยอะ ว่าตกลงการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองดี ของเราที่อุดมศึกษาทํานั้นเพียงพอไหม มีวิชาอะไร มีวิชาแกน วิชาทั่วไปที่เขาเรียก เจเนอรัล เอดดูเคชัน (General Education) หรือจีอี (GE) เพียงพอไหม การศึกษาเพื่อ การทํางาน ท่านประธานครับ ก็ชาลเลนจ์ (Challenge) อีก เพราะว่าวันนี้เวลาเราจบวิศวะ ขอประทานโทษที่เอ่ยตัวหลักสูตร แล้วเด็กได้ทํางานทางด้านวิศวะไหมครับ จํานวนมากเลย ไม่ได้ทํางานตรงกับที่เขาเรียนมานะครับ ชาลเลนจ์ (Challenge) ตัวต่อมาก็คือเรื่องภายใน มหาวิทยาลัย ก็คือการเปิดหลักสูตรเพื่อตอบสนองของผู้สอน หรือตอบสนองเคพีไอ (KPI) ของอธิการบดีหรือคณบดี เพราะว่าเขาวัดกันที่จํานวนเด็ก ถ้าเด็กน้อยมหาวิทยาลัยลดลง คณะนี้รับเด็กได้น้อยมหาวิทยาลัยลดลง หลักสูตรนี้เด็กน้อยจะปิด ก็เลยเร่งเปิดหลักสูตร บางหลักสูตรก็ไม่มีความจําเป็นหรือไม่มีความสอดคล้องกับบริบท อันนี้ก็เป็นชาลเลนจ์ (Challenge) อีกตัวหนึ่งนะครับ ผมคิดว่าอันนี้จะเป็นเรื่องที่ชาลเลนจ์ (Challenge) นะครับ ต่อมานะครับท่านประธาน ถ้าเราจะพูดถึงอุดมศึกษามาดูที่ไหน ผมคิดว่าเวลาพูดถึง อุดมศึกษา เรามีความสัมพันธ์โครงสร้างทางอํานาจหรือโครงสร้างทางอํานาจที่มี ความสัมพันธ์ที่ผมขออนุญาตที่จะนําเรียนท่านประธานเพื่อความเข้าใจง่าย ๆ ระดับชาติ อุดมศึกษาก็คือกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หน่วยงานที่มีบทบาท ในการกํากับมหาวิทยาลัยเขาเรียกคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือเรียก กกอ. กกอ. เต็มไปด้วย อาจารย์ผู้ใหญ่เป็นศาสตราจารย์ อันที่ ๒ สภามหาวิทยาลัย สภามหาวิทยาลัยมีโครงสร้างจาก อาจารย์ภายใน มีผู้ทรงคุณวุฒิในท้องถิ่น มีผู้ทรงคุณวุฒิข้างนอก แบ่งเป็นสาขา สาขาการเงิน สาขาการคลังบ้าง สาขาบริหารบุคคลบ้าง รวมกันแล้วประมาณสรตะ ๒๐ กว่าคน ทุกมหาวิทยาลัยจะมีโครงสร้างของสภามหาวิทยาลัย อันนี้เป็นบอร์ด (Board) ใหญ่เลย มีอํานาจปลดอธิการครับ เราจะได้พบอยู่บ่อย ๆ ว่าสั่งพักงานบ้าง สั่งปลดบ้าง อํานาจสูงสุด อยู่ที่นี่ เป็นแอบโซลูต (Absolute) เลย อันต่อมาอธิการ อธิการคือคนที่จะต้องรับเอา นโยบายจากสภามหาวิทยาลัยมาทํามาปฏิบัติ ต่อมาคณะวิชาก็รับมาสอน ตัวหลักสูตร สุดท้ายก็คือ กกอ. คณะกรรมการการอุดมศึกษา สภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยก็คืออธิการ คณะวิชาหลักสูตร ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเสนอแนะว่าถ้าเราจะพัฒนามหาวิทยาลัย หรือหลักสูตรหรือให้เด็กได้เดินไปข้างหน้ามีงานทํา และทํางานได้มีความสุขมันเกี่ยวข้อง กับใครบ้าง อันแรกเลยครับ คณะกรรมการการอุดมศึกษาที่กําหนดมาตรฐานของบัณฑิต หรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มาตรฐานของหลักสูตร ผมคิดว่าวันนี้ กกอ. จะต้อง เอ็มพาวเวอร์เมนต์ (Empowerment) หมายถึงเพิ่มอํานาจตัวเองลงไปสู่ในการควบคุม กํากับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด ต้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ หลักสูตรจริง ๆ ให้สอดรับกับบริบทจริง ๆ วันนี้คณะกรรมการการอุดมศึกษามีความสําคัญมาก ดูแลไปจนถึงการเพิ่มวุฒิว่าสอดคล้อง ไม่สอดคล้อง ข้อเรียกร้องต่าง ๆ ข้อร้องเรียนต่าง ๆ อยู่ที่นี่หมดเลย แต่ว่าการทํางานผมคิดว่าช้า กกอ. นี่ช้า ลงไปเยี่ยมเยียนหน่อยครับ ลงไป เยี่ยมเยือนมหาวิทยาลัย คณะกรรมการการอุดมศึกษาลงไปเยี่ยมเยือน ผมเป็นอาจารย์อยู่ใน มหาวิทยาลัย ๒๒ ปี เพียงแต่รู้จักชื่อ แต่ไม่เคยได้รู้จักว่า กกอ. หรือคณะกรรมการลงไป เยี่ยมเยียนไปไซต์ วิสิต (Site visit) ที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ต่อมาคณะกรรมการการอุดมศึกษาผมคิดว่าจะต้องแอกทีฟ (Active) อันหนึ่งก็คือต่อสู้ เพื่อให้มีการเปรียบเทียบค่าปริญญาให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น หรือค่าตอบแทนเวลาเขา เข้าสู่งานอันไหนยากง่ายเป็นอย่างไร เริ่มตรงนี้ เพราะว่าตรงนี้จะเป็นเรื่องสําคัญ สภามหาวิทยาลัย ผมคิดว่าสภามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องใหญ่ เพราะสภามหาวิทยาลัยเป็น องค์คณะบุคคลที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติ อันนี้ต้องเร่ง ต้องสร้างความเข้มแข็ง อย่าไปอ่อนแอ จะต้องมีนโยบายที่แจ่มชัดว่าหลักสูตรที่จะเปิดใหม่ที่จะพัฒนาขึ้นในมหาวิทยาลัยนั้น ๆ จะต้องเป็นหลักสูตรแบบไหน เช่น ตัวหลักสูตรต้องควบรวม ท่านประธานครับ ตัวหลักสูตร ต้องควบรวม หลักสูตรหลาย ๆ หลักสูตรต้องควบรวม วันนี้เด็กมันลดน้อยลง ต้องเพิ่ม การจัดการมากขึ้น สกิลล์ (Skill) ว่าด้วยการจัดการเป็นสกิลล์ (Skill) ใหม่ เพราะฉะนั้น ตัวหลักสูตรนี่ต้องกําหนดให้ง่าย การย้ายหลักสูตรหรือย้ายคณะวิชาจากคณะหนึ่งไปสู่อีก คณะหนึ่ง พวกเหล่านี้จะต้องทํากันขึ้นมา ตัวคณาจารย์บริหารหลักสูตรครับ เวลาพูดถึง หลักสูตรก็คือพัฒนาหลักสูตรจะต้องมีอาจารย์ ๕ คน ผมคิดว่าตัวอาจารย์จะต้องกําหนด คุณสมบัติหรือมาตรฐานให้สูง สภามหาวิทยาลัยต้องเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ ตัวอธิการบดีต้อง เอาจริงเอาจังเรื่องนี้ ตัวคณบดีต้องเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ และ กกอ. หรือคณะกรรมการ การอุดมศึกษาต้องจริงจัง ต้องตรวจสอบ ต้องมีทีมงาน ต้องสร้างวอร์รูม (War room) ขึ้นมา เพื่อตรวจสอบ เพราะมหาวิทยาลัยเราตอนนี้กําลังเจอคําชาลเลนจ์ (Challenge) ที่ผม กําลังเรียนนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องสร้างขึ้นมา อาจารย์ การเรียนการสอนนักเรียน หรือนักศึกษา ไม่ใช่จํากัดอยู่เฉพาะในคลาสรูม (Classroom) หรือในห้องเรียน แต่เขาควรจะ สร้างหลักสูตรเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์ของเขาไปเรียนในพื้นที่จริง ไปเรียนทางสังคมศาสตร์ ไปเรียนกับฝ่ายปราชญ์ชาวบ้าน ไปเรียนกับใครก็แล้วแต่ แต่คนเหล่านั้นหรือสถานที่จริงที่เขา ไปเรียนจะต้องมีอํานาจในการวัดผลด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นตัวหลักสูตรแบบนี้ ตัวการบริหารจัดการหลักสูตร ตัวอาจารย์ประจํา ตัวมาตรฐานของบัณฑิต พวกเหล่านี้ จะต้องถูกตรวจสอบจากสภามหาวิทยาลัยให้เข้มข้น สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน เวลาพูด มหาวิทยาลัย การเมืองในมหาวิทยาลัยต้องให้ลดนะครับ ตัวสภามหาวิทยาลัยต้องลด ความเป็นการเมือง กรรมการสภาต้องลดความเป็นการเมืองลง ตัวท่านอธิการบดีกับ สภามหาวิทยาลัยก็อย่าผลัดกันเกาหลัง หมายถึงอธิการบดีนี่หมดวาระ ๔ ปีแล้วสภาแต่งตั้ง พอสภาแต่งตั้งเสร็จ อธิการบดีก็ชงเรื่องแต่งตั้งสภา สภาก็แต่งตั้งอธิการบดี ผลัดกันเกาหลัง แบบนี้มันจะสร้างระบบมาเฟีย (Mafia) ในอุดมศึกษา อันนี้จะเป็นปัญหาในการพัฒนาหรือ ยกระดับของอุดมศึกษา ที่จริงผมมีประเด็นอีกมากมายครับท่านประธาน เพียงแต่ว่าเวลามันน้อย อยากจะให้บอกว่าถ้าเราจะพัฒนาบัณฑิตก็พัฒนาที่มหาวิทยาลัย พัฒนาที่หลักสูตร เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกวิชาที่เรียน มหาวิทยาลัยที่ควรจะเปิดมากที่สุดก็คือวิทยาศาสตร์ สุขภาพ วิทยาศาสตร์สุขภาพแล้วเติมวิชาการจัดการเข้าไป เหล่านี้ตัว กกอ. ก็ดี หรือคณะกรรมการการอุดมศึกษาก็ดี คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยก็ดี ต้องเอาใจใส่ ต่อเรื่องนี้นะครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธานครับ