วีระกร ชี้ครูขาด责任心-จ้าง 2,000 ทำคุณภาพการศึกษาตกต่ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓

วีระกร คำประกอบ หารือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยยกตัวอย่างโรงเรียนในพื้นที่ที่ประสบปัญหาขาดแคลนครูและคุณภาพการสอนต่ำ พร้อมวิพากษ์ระบบผลิตครูที่เปลี่ยนจากเน้นคุณภาพมาเป็นการเร่งผลิตโดยไม่คำนึงศักยภาพ จนส่งผลต่อมาตรฐานการเรียนรู้ของนักเรียน

นายวีระกร คําประกอบ นครสวรรค์

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาผมอยากยกตัวอย่างโรงเรียนสักโรงเรียนหนึ่ง โรงเรียน ในเขตเลือกตั้งผมปัจจุบันมีนักเรียนอยู่ ๒๒ คน ก็พยายามดิ้นรนที่จะไม่ให้เขายุบโรงเรียน เขาเชิญผมเข้าไปเป็นกรรมการศึกษาด้วย ผมก็ไปนั่งเป็นกรรมการศึกษาเลยไปเห็นปัญหาว่า ทําไมนักเรียน เมื่อก่อนนี้นักเรียนมี ๔๐๐-๕๐๐ คน เป็นโรงเรียนที่ประชาชนในตําบลนั้น ซึ่งเป็นตําบลใหญ่ที่สุดของอําเภอเมืองไม่อยากให้ยุบเลย เพราะว่าเขาก็เรียนจากโรงเรียนนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นระดับผู้นําของตําบลเขาเรียนจากโรงเรียนนี้เขาก็ไม่อยากยุบ ให้ผมไปช่วยแก้ สิ่งที่ผมเห็นก็คือ ครู ๑ ท่านก็เป็นอภิสิทธิ์ชน ท่านเป็นเมียท่าน เมียเธอ ก็คือย้ายตามสามี ซึ่งเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ ท่านก็หอบใบลาเป็นปึกเลยมาให้กับ ผอ. ไว้ล่วงหน้าเลย บอกว่า วันนั้นก็มาไม่ได้ วันนี้ก็มาไม่ได้ สรุปว่าท่านแทบไม่สอน จึงทําให้ครูคนอื่นเขาเอาแบบอย่าง คุณไม่สอนได้ ฉันก็ไม่สอนได้ จนทําให้ ผอ. โรงเรียนต้องไปจ้างครู ๒,๐๐๐ บาท เอาครู มาสอนแทน แล้วเด็กจะมีความรู้ได้อย่างไรครับท่านประธาน ปรากฏว่าผู้ปกครองก็เอา นักเรียนไปหมดเลยครับ คือให้ออกจากโรงเรียนหมดเลยครับ ไม่ยอมให้เรียนต่อ ก็เลย เหลืออยู่ ๒๒ คนครับ ข้อเท็จจริงก็คือเด็กที่เรียนจากโรงเรียนนี้ไปแล้วคุณภาพใช้ไม่ได้เลย คือไม่มีการสอน ครูที่มาสอน ๒,๐๐๐ บาทใครจะตั้งใจสอนล่ะครับท่านประธานครับ ทีนี้อีกโรงเรียนหนึ่งยกตัวอย่างให้เห็น ก็พยายามครับ โรงเรียนนี้เคยมีนักเรียนเป็น ๑,๐๐๐ คน ตอนนี้เหลือประมาณ ๒๐๐ กว่าคน นักเรียนก็ลดฮวบฮาบ ก็พยายามจะสร้างมาตรฐานให้ดีขึ้น ไปจ้างครูฟิลิปปินส์มาสอน ท่านประธานครับ เด็กนักเรียนก็พูดภาษาอังกฤษได้ชัดแจ๋วเลย กู๊ด มอร์นิง ทีชเชอร์ (Good morning teacher) พูดได้คําเดียว ไปพูดที่บ้าน ผู้ปกครอง ซึ่งเป็นชาวไร่ชาวนาดีใจลูกฉันพูดภาษาอังกฤษได้ ผมก็ชื่นชมโรงเรียนนี้นะ เพราะว่าได้ยิน จากพ่อแม่ผู้ปกครองมาบอกว่าลูกฉันพูดภาษาอังกฤษได้ไปเรียนโรงเรียนนี้ เขาก็เชิญผมไปเป็น กรรมการศึกษาอีกนั่นละครับท่านประธาน ก็เข้าไปถึงเราก็พยายามบอกครูฟิลิปปินส์ พูดเป็นภาษาอังกฤษกับเขาว่า ทําไมเด็กนักเรียนโรงเรียนของเราถึงแม้จะมีครูภาษาอังกฤษ โอเน็ต (O-NET) ภาษาอังกฤษตก ตกทุกวิชาท่านประธานครับ อยากจะเรียนท่านว่า ก็สอบถามเขาเป็นภาษาอังกฤษ เขาก็บอกว่านักเรียนไม่สนใจเรียนเลย เราก็บอกให้ท่องศัพท์สิ สอนแกรมมาร์ (Grammar) เขาเยอะ ๆ สอนเรียงความสิ เพราะว่าเวลาสอบเด็กนักเรียน ไม่ได้สอบการพูดหรอก เป็นสอบทางด้านการเขียน ก็ปรากฏว่าเขาก็บอกว่าเด็กนักเรียน เขาไม่สนใจ พอออกจากห้องไปเขาก็ไปวิ่งเล่นกัน เขาก็จําไม่ได้ วันรุ่งขึ้นให้ศัพท์ตัวเดิม เขาก็ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นภาษาอังกฤษที่ผู้ปกครองชื่นชมนักหนาว่าพูดภาษาอังกฤษได้ก็คือ กู๊ด มอร์นิง ทีชเชอร์ (Good morning teacher) ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาที่เกิดขึ้น ในบ้านเราผมอยากจะบอกว่าเราเริ่มจากสิ่งที่เราเรียกว่าโรงเรียนฝึกหัดครู ซึ่งคุณพ่อผม สมัยก่อนก็จบโรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร เป็นนักเรียนที่เรียนเก่งที่สุดในจังหวัด ได้ที่ ๑ ม. ๖ เขาก็เลยให้ทุนมาเรียนโรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร หลังจากนั้นก็จบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมือง แต่ว่าเมื่อกลับไปแล้วท่านก็ไปเป็นครูสอนหนังสือ เพราะฉะนั้นจะเรียนว่า ในระดับเบื้องต้นเราเริ่มจากการที่เรามีโรงเรียนฝึกหัดครู ซึ่งคัดนักเรียนที่เก่งมาเป็นครู เพราะฉะนั้นเด็กรุ่นเก่าถึงแม้ครูคนเดียวจะสอนหลายวิชาก็ตามแต่ก็นักเรียนมีความรู้ ต่อมา เมื่อรุ่นประมาณปี ๒๕๑๕-๒๕๓๐ เป็นรุ่นวิทยาลัยครูแล้วครับท่านประธาน ถ้าท่านประธาน จําได้ ท่านประธานก็รุ่นเดียวกับผม ณ สมัยนั้นเร่งรัดในการผลิตครู เพราะนักเรียนไม่มีโรงเรียนเรียน เด็กไม่มีโรงเรียน เรียนหนังสือ ก็รีบสร้างโรงเรียนกัน ทุกหมู่บ้านต้องมีโรงเรียน แต่หาครูไม่ได้ ก็ขนสอนกัน เปิดวิทยาลัยครูมีทไวไลต์ (Twilight) อีก ท่านคงจําได้ ภาคทไวไลต์ (Twilight) ตั้งแต่ ปี ๒๕๑๕-๒๕๓๐ จะมีทไวไลต์ (Twilight) จบ ปกส. ต้น ปกส. สูง ไม่รู้ละ สอนทุกวิชา เหมือนกัน แต่เนื่องจากไม่ได้คัดครูเหมือนเมื่อก่อน ครูที่เข้าไปเรียน ปกส. ต้น ปกส. สูง ทไวไลต์ (Twilight) ยุคนี้จึงทําให้นักเรียนคุณภาพดรอป (Drop) ลงมากเลยครับ ท่านประธาน เพราะครูคนเดียวสอนทุกวิชา มาจนถึงยุคของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเริ่มจาก สถาบันราชภัฏ ปี ๒๕๓๕ และมหาวิทยาลัยราชภัฏ ปี ๒๕๔๗ ยุคนี้จะเป็นยุคที่ทุกคน อยากจะเรียนเพื่อต่อวิทยฐานะ เอาปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก อย่างที่เพื่อนสมาชิกผม หมอจาตุรงค์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านก็จบดอกเตอร์มา ก็เรียนอย่างนี้ครับ ก็คือทุกคน อยากจะไปเรียนเพื่อต่อวิทยฐานะ แต่มหาวิทยาลัยราชภัฎเองก็สร้างบุคลากรมาโดย ไม่คํานึงถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยตัวเอง ก็เลยกลายเป็นว่าคนที่เข้ามหาวิทยาลัยราชภัฏ ณ ขณะนี้คนที่สอบได้คะแนนสูงสุดเลือกเรียนเอกอะไรนะครับท่านประธานคงรู้ เอกประถม เอกภาษาไทย เอกสังคม แต่ส่วนเด็กเรียนไม่เก่งต้องมาเรียน ต้องมาเลือกอะไรที่เขาไม่เลือกแล้ว คืออะไรรู้ไหมครับท่านประธาน คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ภาษาอังกฤษ นักศึกษาที่จบจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏถ้าอยู่ในชุดแรกก็คือ เอกประถม สังคม ภาษาไทย ก็จบแล้วมาเป็นครู อย่างเดียว แล้วถามว่าต่อไปเขาจะไปสอนใครในเมื่อนักเรียนลดลงอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคน ก็ได้พูดแล้ว ปัจจุบันอัตราการเติบโตของประชากรไทยเหลือ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ในอนาคต จะเป็น ๐ เปอร์เซ็นต์ ณ ขณะนี้มีเด็กเพิ่มขึ้นปีหนึ่งประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน นักเรียน ที่เกิดขึ้น ๗๐๐,๐๐๐ คนนี่มันไม่พอนะครับ ก็จบมาแล้วไม่รู้จะไปสอนอะไรต่อ ส่วนคนที่ ไปเรียนคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี จบแล้วเอกชนก็ไม่รับเพราะไม่มีความรู้ เพราะเป็นนักเรียน เรียนไม่เก่ง แล้วก็ไปเรียนวิชาที่มันเรียนยาก ๆ จบมาก็ไม่มีเอกชนที่จะรับ ปัญหาจึงเกิดขึ้น อย่างนี้ละครับสําหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏ ตัวอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกาครับ เขาสร้าง นักเรียนเพื่อความเป็นเลิศ ผมบังเอิญพี่สะใภ้ผมเป็นฝรั่ง เป็นอเมริกัน เขาเป็นครู ผมก็เลยดูว่า เขาเรียนเขาสอนกันอย่างไร ปรากฏว่าคนที่จะเป็นครูที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้จะเป็นครู ประถมสอนคณิตศาสตร์คุณต้องจบปริญญาตรีคณิตศาสตร์ จะเป็นครูสอนฟิสิกส์ เป็นครู สอนอะไรต้องจบด้านนั้นโดยเฉพาะ แล้วไปเรียนวิชาครูเพิ่มเติม จะเป็น ๔๐ หน่วยกิต ๕๐ หน่วยกิต แล้วแต่รัฐเขาจะกําหนดนะครับ เพราะฉะนั้นเด็กนักเรียนประถม คนที่จะไป สอนประถมก็แปลว่าจะต้องจบฟิสิกส์ เคมี และก็ต้องไปต่อเอก ต้องไปต่อวิชาครูเฉพาะทาง ก็คือประถมหรือมัธยม ดังนั้นคนที่จบคณิตศาสตร์แล้วก็ไปต่อวิชาครูประถมก็จะได้สอน เฉพาะประถมคณิตศาสตร์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเด็กเมื่อเรียนแล้วเนื่องจากครูมีความรู้ คณิตศาสตร์ทะลุปรุโปร่ง การสอนเด็กจึงสามารถที่จะสอนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และสามารถ ที่จะวางระบบ รู้ว่าเด็กคนไหนควรจะสอนอย่างไรนะครับ อุดมศึกษา คอลเลจ (College) ของอเมริกานั้นส่วนใหญ่เขาทํางานไปเรียนไป ผมเองในขณะที่ไปทํางานที่นั่นผมก็เป็นวิศวกร โรงงานอยู่ที่นั่น ก็พบว่าเพื่อน ๆ ที่เรียนอยู่ในชั้น ถ้าเป็นคนอเมริกันแล้วก็คือคนที่ทํางาน อยู่ในบริษัท บริษัทส่งมาเรียนทั้งนั้นครับ แล้วเวลาเรียนทําปริญญาโท เราก็จะช่วยอาจารย์ เป็นแอสซิสแทนต์ (Assistant) เราก็จะช่วยอาจารย์ได้สตางค์ด้วยครับ อาจารย์ทําวิจัยทาง คอมเมอร์เชียล (Commercial) ให้กับบริษัทนั้น โรงงานนี้ ทําวิจัยครับ เราก็ไปเป็นลูกมือให้เขา เพราะฉะนั้นอุดมศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงทําให้เด็ก ๆ ได้ฝึกงานตลอดระยะเวลา ท่านจะเห็นได้ว่าสิ่งที่ผมพูดวันนี้มันคนละระบบกับประเทศไทย ประเทศไทยจบ ปกส. ต้น ก็สอนได้หมดทุกวิชา แต่ในของเขานี้ต้องจบเฉพาะทางแล้วไปเรียนวิชาครูโดยเฉพาะ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านรัฐมนตรีท่านใหม่คือท่านเอนก ท่านรู้ดีอยู่แล้ว เพราะท่าน เป็นนักการศึกษานะครับ ก็ขอฝากด้วยครับว่า