สำลี ชี้ปัญหาเหลื่อมล้ำการศึกษา ยันต้องลงทุนที่ครูสร้างสื่อเอง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓

สําลี รักสุทธี หารือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดเล็ก พร้อมเสนอให้เพิ่มบทบาทครูในการสร้างสื่อการเรียนการสอนและเรียกร้องให้รัฐจัดสรรงบประมาณอย่างเท่าเทียมเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ทุกพื้นที่เท่าเทียมกัน

นายสําลี รักสุทธี แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สําลี รักสุทธี แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ชาวจังหวัดมหาสารคามครับ ท่านประธานครับ อันที่จริงผมได้เตรียมเกี่ยวกับการปรับหลักสูตรของระดับอุดมศึกษา พอดีท่านเจ้าของญัตติก็ถอนไป ผมก็ยังไม่สละสิทธิ ยังต้องพูดในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ทางการศึกษา ประเทศไทยเรานั้นถือว่าเราได้พัฒนาการศึกษามาเป็นเวลานาน เราใช้คําว่า ปฏิรูป แล้วก็มีการบรรจุคําว่าความเหลื่อมล้ํานี้ไว้ในรัฐธรรมนูญในมาตรา ๕๔ วรรคหก ที่บัญญัติว่าให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลด ความเหลื่อมล้ําในการศึกษา ฟังดูแล้วน่าชื่นชมนะครับ เป็นสิ่งที่ดีที่รัฐธรรมนูญได้เห็น ความสําคัญของมนุษย์ ของคน ของการศึกษา เพื่อให้การศึกษาพัฒนาคน ให้คนไปพัฒนา ประเทศชาติ อันนี้เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่สิ่งที่เราปรากฏ สิ่งที่เห็น สิ่งที่เป็นอยู่ ผมเห็นว่ายังมี หลายอย่างที่เรายังไม่พัฒนา ยังไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด และสิ่งที่เราต้องการนั้น ก็คือสภาพความเป็นจริงนั้นความเหลื่อมล้ํายังมีให้เห็นอย่างชนิดที่ว่าไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ทั้งนี้เพราะว่าฐานะทางเศรษฐกิจนั้นเป็นตัวกําหนดของคุณค่าทางการศึกษา เพราะผู้ปกครอง ที่มีฐานะยากจนมีส่วนที่ทําให้การศึกษาเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีผลวิจัยอย่างชัดเจนว่าเด็กที่มาจากโรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกันจะมีคุณภาพ ทางการศึกษาแตกต่างกัน อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ โรงเรียนใหญ่ โดยเฉพาะโรงเรียนใหญ่ ที่อยู่ในเมืองการศึกษาจะเป็นไปได้ดี ผลสัมฤทธิ์จะสูงกว่าโรงเรียนขนาดเล็ก ยิ่งเล็กเท่าไร ยิ่งมีปัญหา ดังนั้นทางรัฐโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการจึงมีนโยบายที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก เมื่อจะยุบแล้วก็มีผลสะท้อนว่าทั้งผู้ปกครอง ทั้งครูไม่อยากจะให้ยุบ แต่ถ้าไม่ยุบแล้ว คําตอบ จัดการศึกษาได้มีคุณภาพดีจริงไหมถ้าไม่อยากจะให้ยุบ ดังนั้นผมเองในฐานะที่ เคยอยู่โรงเรียนเล็กมาก็ไม่อยากจะให้ยุบเช่นเดียวกัน แต่ถ้าไม่ยุบทําอย่างไรความเหลื่อมล้ํา มันจะหายไป วิธีแก้นั้นมี วิธีแก้ก็ไม่ยาก มันง่ายแต่ทํายาก วิธีทําง่าย ๆ ก็คือให้ครู เป็นนักสร้างสรรค์ ให้ครูที่อยู่โรงเรียนทุกคนนั้นสามารถสร้างสื่อด้วยตัวของเขาเองโดยการ นํางบประมาณลงไปให้ครูเป็นคนสร้างสื่อด้วยตัวของเขาเอง อันนี้ผมเคยพูดมาหลายครั้ง ประเทศไทยถ้าครูก้าวสู่ความเป็นผู้สร้างสรรค์ นั้นก็คือ เด็กมีปัญหาอะไรให้เขาสร้างสื่อด้วยตัวของเขาเองแล้วจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําได้ ขณะนี้ เราจะเห็นได้ว่างบประมาณทั้งหลายนั้นไปกระจุกอยู่ที่โรงเรียนใหญ่ จึงทําให้ผู้ปกครองที่อยู่ ตามชนบทต่าง ๆ พยายามนําลูกของตนเข้าไปสู่โรงเรียนใหญ่เพื่อให้ลูกของตนได้รับ การศึกษาที่ดี ทั้งเป็นความคิด เขาเรียกว่าเป็นค่านิยม จะว่าค่านิยมก็ใช่ จะว่าเป็นเพราะ ความห่วงใยลูกหลานของเขาก็ใช่ เพราะอะไร เพราะว่าความเหลื่อมล้ํานั้นยังมี โรงเรียน ขนาดใหญ่สื่อการเรียนการสอน โดยเฉพาะหนังสือส่งเสริมการอ่าน หนังสืออ่านเพิ่มเติม หนังสือเด็กจะเต็มห้องสมุดไปหมด ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กห้องสมุดโทรม ๆ หนังสือก็ไม่มี สื่อที่เร้าใจก็ไม่มี เหล่านี้คือสภาพความเป็นจริงที่มีอยู่ในสังคมไทย ดังนั้นผมจึงเห็นว่าคําว่า ความเหลื่อมล้ําคล้าย ๆ กับว่าเป็นนามธรรม แต่รูปธรรมนั้นแทบจะเกิดขึ้นได้ยากใน สังคมไทย เพราะฉะนั้นในเรื่องความเหลื่อมล้ําทําอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาได้ถ้ารัฐไม่ทุ่ม ให้ทุกโรงเรียนมีสภาพเหมือนกันทําได้ไหม ผมว่าทําได้แต่ยากในสภาพของเมืองไทยที่เป็นอยู่ ในขณะนี้ เพราะเรายังก้าวไม่ถึง ผมเคยอยู่โรงเรียนขนาดกลาง เด็กที่ย้ายมาจากโรงเรียน ขนาดเล็กมีปัญหาทั้งนั้นเลย มีปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เราไม่อยากโทษครู ไม่รู้จะโทษ อะไร เด็กเขาบอกว่าที่เขาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ผมถาม ๒ คน เขาบอกว่าเขาใช้เขาเรียกว่า ครูตู้ คําว่าครูตู้ก็คือเปิดทีวีให้เขาดูแล้วครูก็ไปอยู่อีกห้องหนึ่ง อย่างนี้คือครูเวียนไปเวียนมา มีครูคนเดียวสอนอยู่ ๓ ชั้นอย่างนี้ บางทีเขาเอาเด็กไปรวมกัน นี่ผมไม่รู้จะโทษอะไร จะโทษครู หรือโทษอะไร แต่เขาอ่านไม่ได้จริง ๆ มาจาก ๒ โรงเรียน จากโรงเรียนขนาดเล็กที่ใช้ระบบ เปิดทีวีให้ดู แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร โรงเรียนขนาดใหญ่กับโรงเรียนขนาดเล็ก ถ้าจะยุบก็ยุบไม่ได้ ครูก็บ่น ผู้บริหารก็บ่น ที่ชุมชนก็บ่น แล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ดังนั้น ผมเห็นว่าถ้าจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําได้จะต้องให้ทุกห้องเรียน ทุกโรงเรียนมีสภาพ ไม่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเด็ก ในรัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าจะต้องดูแลเด็กตั้งแต่ เด็กเล็กจนถึงมหาวิทยาลัย แต่ก่อนนี้ยังไม่มีที่บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเด็กเล็ก ตอนนี้เรามี อันที่จริงประเทศที่เจริญแล้วเขาจะดูตั้งแต่เด็กในครรภ์ จะต้องให้ผู้ปกครองเขาถือว่าเป็นครู คนแรก ผู้ปกครองคือครูคนแรก ครูคนแรกสําคัญกว่าครูทุกคน สําคัญกว่าครู และสําคัญกว่า อาจารย์มหาวิทยาลัย สําคัญกว่าครูประถม ครูคนแรกประเทศไทยยังละเลยในเรื่องนี้อยู่ ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ชัดเจน ที่ผมพูดมานี้ก็คือเรื่องของความเหลื่อมล้ํา อยากจะให้ รัฐบาลได้เอาใจใส่อย่างแท้จริงเพื่อแก้ปัญหาการศึกษาของชาติขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน