ณธีภัสร์ ชี้ปัญหาเหลื่อมล้ำการศึกษา ต้องแก้ทุกมิติอย่างเป็นระบบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓

ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ชี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในไทยที่รุนแรงจากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ โอกาส คุณภาพสถานศึกษา และผลกระทบจากโควิด-19 พร้อมเรียกร้องการแก้ไขอย่างเป็นระบบและจริงจัง โดยไม่ฝากความหวังไว้เพียงกองทุน กสศ. เท่านั้น

นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ประเทศไทยเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ําต่ําสูง ด้อยโอกาส ในส่วนมาก ล้นโอกาสในส่วนน้อย ใครจะปฏิเสธสภาพที่แสดงออกชัดแจ้งโดยประจักษ์เช่นนี้ ได้บ้างครับ ประชาชนคนไทยตลอดทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กยันผู้สูงอายุ ต่างก็มีชีวิตในโครงสร้าง สังคมที่อุดมไปด้วยความเหลื่อมล้ําในมิติต่าง ๆ มากมาย เด็กและเยาวชนที่อาศัยอยู่ใน ประเทศไทยเขาย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาที่เหมาะสม แต่สภาพความจริงไม่ได้เป็น เช่นนั้นครับ เพราะเด็ก ๆ ของเราจํานวนมากมายยังเผชิญกับความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา ที่รุนแรงและหนักหน่วงและหนักขึ้นด้วยผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ปัญหา ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาของประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาที่จะต้องดูในหลาย ๆ มิติ มิใช่ดูเพียงความยากดีมีจนของครอบครัวของนักเรียนเพียงเท่านั้น แต่ยังต้องดูมิติของความ เหลื่อมล้ําอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสถานศึกษา คุณภาพสถานศึกษา พื้นที่โรงเรียน สภาพแวดล้อมที่ทําให้เหมาะสมกับการเรียน ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ํา จึงจําเป็นต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุดในทุก ๆ มิติ ใน ๒ ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการตั้งกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ กสศ. ขึ้นมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นและเป็น หมุดหมายที่ดี กองทุนนี้เป็นเครื่องมือที่ทําให้สามารถอุดช่องว่างของความเหลื่อมล้ํา ทางการศึกษา โดยเฉพาะปัญหาการหลุดออกนอกระบบการศึกษาของเด็กที่อยู่ในกลุ่ม ยากจนพิเศษ แต่อย่างไรก็ดีครับ ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษานั้นรัฐไม่อาจจะฝากความหวัง ไว้ที่ กสศ. ได้เพียงอย่างเดียว จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแก้ปัญหาร่วมกันหลายฝ่าย อย่างเป็นระบบและจริงจัง ท่านประธานครับ ผมขอแจกแจงประเด็นปัญหาความเหลื่อมล้ํา ทางการศึกษาให้ท่านประธานทราบพอเป็นสังเขป เพื่อให้เห็นภาพว่าปัญหานี้เป็นปัญหา ที่ควรจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังขนาดไหน ประเด็นแรก กว่าครึ่งของนักเรียนไทย ได้รับโอกาสทางการศึกษาน้อยกว่าอีกครึ่งหนึ่ง ในปีการศึกษา ๒๕๖๒ นั้น จากข้อมูลของ กสศ. ระบุว่ามีตัวเลขภาพรวมเด็กด้อยโอกาสทั้งประเทศถึงกว่า ๓,๖๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นสัดส่วน เด็กยากจนถึง ๙๙.๒๖ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓,๕๙๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับจํานวน นักเรียนไทยทั้งหมด ๗.๓ ล้านคนนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นจํานวนเด็กด้อยโอกาสถึงครึ่งหนึ่ง เลยทีเดียว ท่านประธานครับ ตัวเลขที่มากขนาดนี้ นักเรียนไทยกว่าครึ่งกําลังถูกผลักให้ได้รับ โอกาสทางการศึกษาที่น้อยกว่าอีกครึ่งหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นเด็กยากจนซึ่งเป็นผู้สมัครขอรับเงิน อุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนกว่า ๔ ล้านคนนั้นไม่ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุน เป็นรายบุคคล นักเรียนยากจนแต่ละคนจึงได้รับเงินอุดหนุนเฉลี่ยอยู่ที่ต่ํากว่าคนละ ๕ บาท ต่อคนต่อวันเท่านั้น จากการศึกษายังพบอีกว่าเด็กยากจนนั้นมีความเหลื่อมล้ําในโอกาส สําเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาสูงถึง ๗ เท่า โดยเด็กที่มีรายได้ต่ําที่สุดร้อยละ ๒๐ ของประเทศมีโอกาสศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาโดยเฉลี่ยเพียงร้อยละ ๕ ของคนกลุ่มนี้ เท่านั้น และผู้ปกครองเด็กกลุ่มนี้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมเป็นเงิน เกือบทั้งหมดของรายได้ต่อเดือนที่ได้รับ หากกัดฟันสู้เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนต่อก็ต้องเป็น หนี้สิน เด็กเหล่านั้นก็จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา เมื่อหลุดไปแล้ว ก็ยากที่จะกลับคืนมา โอกาสที่เด็ก ๆ จะพัฒนาชีวิตของตนเองให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่มีมาตรฐานคุณภาพชีวิตที่ดี มีคุณภาพในสังคมก็พลอยตกไปอยู่ในความเสี่ยงโชค มิใช่สิทธิ ดังที่ควรจะเป็น ดังที่รัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ครับ ท่านประธานครับ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็น ส่วนหนึ่งที่ทําให้เกิดปัญหาเด็กนักเรียนที่ลาออกกลางคัน จากผลสํารวจ ปี ๒๕๕๒-๒๕๖๐ เป็นระยะเวลา ๙ ปี พบว่าทั่วประเทศมีนักเรียนออกกลางคันหรือเรียนไม่จบมากถึง ๑๕๐,๙๗๘ คน ซึ่งเด็กที่ออกจากระบบเหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะโตมาเป็นประชากรที่ไม่มีการศึกษา ขาดคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นแรงงานที่ไร้ฝีมือและมีแนวโน้มตกเป็นเครื่องมือเข้าสู่กระบวนการ อาชญากรรมได้ครับ และนี่เป็นประเด็นแรกครับ ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ทางด้านคุณภาพการศึกษา ประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ําด้านคุณภาพค่อนข้างสูงครับ เช่น ทรัพยากรทางการศึกษา ทั้งด้านอุปกรณ์การศึกษา คุณครูที่มีความพร้อมและมีคุณภาพ ไม่เท่ากัน หรือจะเป็นความเหลื่อมล้ําจากสาเหตุจํานวนโรงเรียนที่นักเรียนสามารถเข้าถึงได้ นักเรียนในเมืองกับชนบท หรือนักเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่กับขนาดเล็ก ซึ่งส่งผลต่อความ เท่าเทียมในการเรียนรู้ของเด็กครับ ท่านประธานครับ จากผลวิเคราะห์คะแนนสอบชั้น ป. ๖ เมื่อปี ๒๕๖๒ พบว่าเด็กที่เรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่มีผลคะแนนเฉลี่ยดีกว่าเด็กที่เรียน ในโรงเรียนขนาดเล็ก และเด็กนักเรียนที่เรียนในเมืองนั้นจะได้คะแนนสอบเฉลี่ยสูงกว่าเด็ก ที่เรียนนอกเมือง จากข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าการศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ําทางด้านคุณภาพ ได้อย่างชัดเจนครับ และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ทําให้ผู้ปกครองจํานวนมากที่อยู่นอกเมือง ผลักดันให้ลูกหลานต้องห่างจากตัวเองไปเรียนในเมือง เพื่อให้ได้โอกาสทางการศึกษาที่ดีที่สุด ส่งผลให้สายใยของครอบครัวต้องถูกตัดลงไปด้วยระยะทาง มากไปกว่านั้นครับ จํานวน โรงเรียนมีสัดส่วนที่สูงอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้น ไม่ถูกกระจายไปตามเมืองเล็ก ๆ ทําให้เด็ก ในเมืองเล็กเสียโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกับเด็กตามหัวเมืองใหญ่ ๆ ครับ หลักสูตรการศึกษาไทยนั้นมุ่งผลิตนักเรียนในรูปแบบเดียวกัน ไม่ประยุกต์ใช้ตามพื้นถิ่นอาศัย ให้เหมาะสม ทําให้เด็กนั้นเกิดความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา เช่น เด็กในเมืองมีความคุ้นชิน ต่อเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ จึงได้เปรียบเด็กนอกเมือง ในขณะที่เด็กนอกเมืองนั้น ควรได้รับการเรียนรู้ถึงการงานและการพัฒนาพื้นถิ่นอาศัยของตัวเองมากกว่า แต่การศึกษาไทย กลับให้ทุกคนเรียนเหมือน ๆ กัน และวัดผลเหมือน ๆ กัน ท่านประธานครับ หากเรายังใช้ วิธีการเดิม ๆ เพื่อแก้ปัญหาเดิม ๆ อาจไม่สามารถหลุดพ้นปัญหาได้ จึงควรมีการศึกษา หาแนวทางแก้ไขที่เป็นบูรณาการ แก้ปัญหาที่สาเหตุ ทําการปรับโครงสร้างโรงเรียน กระจายโรงเรียนสู่พื้นที่เพื่อให้เด็กเข้าถึงง่ายที่สุดครับ ท่านประธานครับ หากขึ้นชื่อว่า ความเหลื่อมล้ําแล้ว มันไม่เคยอยู่อย่างโดด ๆ ไม่ใช่ปัญหาในลักษณะที่เราจะแก้ไขอย่าง เบ็ดเสร็จ โดยเข้าไปแก้เงื่อนที่จุดเดียวได้ โยงใยความเหลื่อมล้ํายึดโยงปัญหาหลากหลาย เข้าด้วยกัน จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาให้เหลื่อมล้ําน้อยลง ก็ต้องแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ําในมิติอื่น ๆ ไปในทิศทางเดียวกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ําทาง เศรษฐกิจ ทางสังคมและสิทธิทางการเมือง และอีกมากมายสารพัดของความเหลื่อมล้ําครับ สุดท้ายนี้ผมอยากเรียนท่านประธานว่าการศึกษานั้นเป็นเครื่องมือสําคัญที่สุดในการพัฒนา ศักยภาพของมนุษย์ หากทุกคนได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ดีและเหมาะสมตามวัยและ เท่าเทียมกัน ไม่ทิ้งให้ใครอยู่ข้างหลัง ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพของประเทศ ให้ประเทศนั้นได้ก้าวไกลไปข้างหน้าอย่างมั่นคงครับ การศึกษาที่ดีและเท่าเทียมยังส่งผล ในการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ําในสังคมที่มีอยู่สูงในตอนนี้ลงมาอีกด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ