จักรพันธ์ ชี้ปัญหาการศึกษาแก้ไม่ตก แม้มีผู้เชี่ยวชาญในสภา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓

จักรพันธ์ พรนิมิตร หารือปัญหาการศึกษา โดยเฉพาะการปรับหลักสูตรอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความยืดหยุ่นของหลักสูตรและข้อจำกัดในการดำเนินการ แม้ระบบจะมีอยู่แต่ยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการอย่างเต็มที่

นายจักรพันธ์ พรนิมิตร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม จักรพันธ์ พรนิมิตร จากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ เมื่อเพื่อนสมาชิกได้ยื่นญัตติที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทั้ง ๘ ญัตติที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ผมก็มีความรู้สึก ๒ ความรู้สึกไปพร้อม ๆ กันนะครับ ความรู้สึกแรกก็คือดีใจที่เพื่อน ๆ สมาชิกของสภาแห่งนี้มีความสนใจปัญหาการศึกษาของ บ้านเมืองเราซึ่งเป็นปัญหาสําคัญ แต่ก็ยอมรับครับว่าอีกความรู้สึกหนึ่งก็คือรู้สึกเหนื่อยล้า เมื่อพูดถึงปัญหาการศึกษาของบ้านเรา ท่านประธานเองก็เป็นผู้แทนที่มีภูมิหลังมาจาก การศึกษา อยู่ในแวดวงการศึกษา ในสภาแห่งนี้ก็มีผู้แทนที่เคยรับผิดชอบการศึกษาทั้งในระดับสถาบัน ตั้งแต่โรงเรียนขนาดเล็ก ไปจนถึงมหาวิทยาลัย มีผู้บริหาร อดีตผู้บริหาร องค์กรการศึกษาระดับชาติ ระดับประเทศ มีท่านที่มีตําแหน่งทางวิชาการ ปริญญาเอก ตําแหน่งทางวิชาการถึงระดับสูงสุดก็อยู่มากกว่า ๑ ท่าน แต่การศึกษาของบ้านเราก็ดูจะเป็นปัญหาที่พูดกันมาตลอดเวลาที่มีการศึกษา ทําให้ ผมถึงรู้สึกว่าเหนื่อยเหมือนกันที่จะพูดเรื่องการศึกษา เพราะว่ามันเหมือนกับว่าเป็นปัญหา ที่แก้อย่างไรก็ไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าก็บังคับตัวเองว่าจะต้อง ไม่เหนื่อย เพราะการศึกษาถ้าไม่มีเรื่องการศึกษาหรือถ้าเราไม่ร่วมกันแก้ปัญหาการศึกษา ประเทศเราก็จะไม่สามารถพัฒนาไปมากกว่านี้ได้ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ที่เคยเทียบเคียง กับเราสามารถที่จะก้าวกระโดดเพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือสําคัญ ดังนั้นไม่ว่าจะเหนื่อย อย่างไรก็ต้องพูดนะครับ เรื่องการศึกษา อาทิตย์ที่แล้วเราก็เพิ่งพูดเรื่องของการแก้ปัญหา หนี้สินครู ผมเองก็เป็นกรรมาธิการวิสามัญเรื่องของแก้ปัญหาหนี้ กยศ. ฉะนั้นสภาแห่งนี้ ให้ความสําคัญกับเรื่องการศึกษามาโดยตลอด แล้วผมก็จําได้ตั้งแต่ผมยังไม่เคยเป็น ผู้แทนราษฎรว่าทุกครั้งที่ดูการถ่ายทอดของสภาผู้แทนราษฎรในชุดเก่า ๆ ทุกท่าน ทุกสมัย ก็ให้ความสําคัญกับการศึกษา ดังนั้น อย่างไรเราก็ต้องพูด อย่างไรเราก็ต้องพยายาม แก้ปัญหาให้ได้ ประเด็น ๘ ญัตติที่เพื่อน ๆ สมาชิกได้ร่วมกันเสนอในวันนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ผมพยายามจัดแบ่งกลุ่มใหญ่ ๆ ผมก็คิดว่ามีแค่ ๒ กลุ่ม ก็คือเรื่องของหลักสูตรอุดมศึกษา กับเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ในส่วนของเรื่องความเหลื่อมล้ํา ผมมีโอกาสได้อภิปรายในสภา แห่งนี้หลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรายงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาหรือว่าเรื่องของการรายงานความก้าวหน้าตามแผนปฏิรูปประเทศ ดังนั้น ผมจะไม่ใช้เวลาในส่วนนั้นอีก ผมก็จะมุ่งความสนใจผมไปที่กลุ่มญัตติที่พูดถึงเรื่องหลักสูตร การเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาที่ต้องมีความสอดคล้องกับตลาดแรงงานในปัจจุบันของ ท่านอาจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน ขออภัยที่เอ่ยนาม รวมทั้งของท่านอาจารย์สุรวาท ทองบุ และคณะ แล้วก็ของท่านอาจารย์พิสิฐ ลี้อาธรรม ขออภัยที่เอ่ยนามทุกท่านนะครับ ท่านประธานครับ ความจริงก่อนที่จะพูดว่าหลักสูตรอุดมศึกษาจะต้องตอบสนองต่อความต้องการ ของตลาดแรงงานหรือความทันสมัย ต้องตกลงกันก่อนว่าจริง ๆ มันมีหลายหลักสูตรที่ไม่จําเป็น จะต้องขึ้นอยู่กับความต้องการแรงงานเสมอไป หลักสูตรเช่นวิชาปรัชญา หลักสูตรเรื่องของ วิชารัฐศาสตร์ก็ได้ อันนี้ไม่จําเป็นจะต้องตอบสนองความต้องการแรงงาน เพราะเป็นหลักสูตร ทางสังคมศาสตร์ หรือโบราณคดี อันนี้ก็เป็นองค์ความรู้ที่ไม่จําเป็นจะต้องเชื่อมโยงกับ ความต้องการของตลาดแรงงาน ผมเข้าใจว่าความต้องการของท่านผู้เสนอญัตติก็คงจะมุ่ง ไปที่หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทํางาน ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ บริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์อะไรต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ โดยระบบของประเทศเราในปัจจุบัน ผมคิดว่าก็ออกแบบหรือพยายามที่จะทําให้เกิดความตอบสนองต่อตลาดอยู่บ้างพอสมควร ยกตัวอย่างเช่นกองทุน กยศ. เขาจะระบุไว้เลยว่าคนที่จะกู้เรียนจะต้องกู้ในหลักสูตร ที่เป็นสาขาขาดแคลนของประเทศ คือจะได้กู้ก่อนแล้วก็ได้กู้มากกว่าสาขาที่ล้นตลาด เรื่องของการปรับหลักสูตร แน่นอนมีปัญหาอย่างที่ท่านดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ได้แถลง ประกอบญัตติของท่านว่าในระดับอุดมศึกษานั้นมีข้อติดขัดอยู่มากจริง ผมเห็นด้วย แต่ว่า ถ้าเทียบกับหลักสูตรของระดับอื่น ๆ เช่น อาชีวศึกษาหรือหลักสูตรพื้นฐาน ก็ต้องยอมรับว่า ในส่วนของหลักสูตรอุดมศึกษาก็มีความยืดหยุ่นมากกว่าหลักสูตรในระดับอื่น ๆ ดังนั้น จริง ๆ แล้วถ้ายกตัวอย่างเรื่องของพื้นที่อีอีซี (EEC) ตรงนั้นก็จะมุ่งให้งบประมาณไปกับ หลักสูตรใหม่ ๆ ที่เป็นหลักสูตรพวกเอสเคิร์ฟ (S-curve) อะไรต่าง ๆ ที่เราพูดกัน ที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวกระโดดไป ดังนั้นจริง ๆ ระบบและกลไกของประเทศมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าด้วยสาเหตุหลายประการก็คงทําให้ระบบต่าง ๆ ที่ออกแบบไว้มันไม่ตอบสนอง กับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของบ้านเมืองเรา ผมคิดว่าประเด็นรายละเอียด คงจะต้องไปถกเถียงกันใน ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการวิสามัญหรือจะเป็นรูปแบบอื่น ๆ ที่สภานี้ จะมีมติต่อจากนี้ แต่ผมอยากจะแตะไว้บ้าง ๒-๓ ประเด็นเพื่อเป็นข้อมูลถ้าหากว่าจะได้มีการ พิจารณาในชั้นต่อไป ผมยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของเราทางตอนใต้ ผมเคยไปดูงาน ประเทศเขาจะระบุชัดเจนเลยว่าถ้าเป็นหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ประเทศ วิทยาศาสตร์ที่ต้องลงทุนมาก ๆ เขาจะให้เอกชนทําเลย แล้วมหาวิทยาลัยของ รัฐบาลจะทําแค่หลักสูตรที่เกี่ยวกับสังคมศาสตร์ที่มันไม่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ อันนี้ ก็เป็นกลไกอันหนึ่งที่กระตุ้นให้มหาวิทยาลัยเอกชน หรือภาคเอกชนเขาทําหลักสูตรที่มัน ตอบสนองตลาดจริง ๆ ส่วนรัฐบาลก็ทําแค่หลักสูตรที่ผมยกตัวอย่างไปตอนต้น ปรัชญา สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ อะไรต่าง ๆ ที่ไม่ต้องไปแข่งขันกันในตลาด รัฐบาลก็ทําไป แต่หลักสูตรที่ต้องการการแข่งขันทางการตลาดก็ให้เอกชนเขาทํา หลักสูตรไหนเวิร์ก (Work) คือทําไปแล้วมีคนรับเข้าทํางานเยอะ คนตกงานน้อย หลักสูตรนั้นก็อยู่ได้ หลักสูตรไหนที่มัน ทําไปแล้วไม่มีตลาดแรงงานรองรับหลักสูตรนั้นก็ต้องเลิกไป เอกชนก็จะมีระบบที่ยืดหยุ่น กว่าของภาครัฐ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างเพียงตัวอย่างเดียวตามเวลาที่ผมได้รับก็คงยกได้แค่ ตัวอย่างเดียวเพื่อที่จะไปประกอบการพิจารณาในชั้นต่อไปของสภาแห่งนี้ว่าเราจะออกแบบ ระบบและกลไกอย่างไรที่จะกระตุ้นให้หลักสูตรในระดับอุดมศึกษามันมีความตรงประเด็นกับ ความต้องการของตลาดแรงงานของประเทศ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ