ณัฐวุฒิ ห่วงเด็กติดรถเรียน สนับสนุนญัตติแก้เหลื่อมล้ำการศึกษา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓

ณัฐวุฒิ บัวประทุม แสดงความห่วงใยต่อเหตุเด็ก 2 ขวบได้รับบาดเจ็บจากเหตุติดในรถโรงเรียนที่นครศรีธรรมราช และเชื่อมโยงสู่ประเด็นความปลอดภัยในสถานศึกษา พร้อมทั้งเรียกร้องให้ขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ทั้งต่อเด็กกลุ่มเปราะบาง ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ และเด็กพิการ โดยเน้นความจำเป็นในการพัฒนาระบบรองรับเด็กกลุ่มเสี่ยงในโรงเรียน สนับสนุนการพัฒนาเด็กปฐมวัยตั้งแต่ก่อนเกิด ผลักดันการเข้าถึงการศึกษาอย่างเสรีและเท่าเทียม รวมถึงเรียกร้องให้ทบทวนเงื่อนไขการศึกษาภายใต้โครงการ กยศ. และเสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการเพื่อพิจารณาแนวทางการดูแลและพัฒนาเด็กอย่างเป็นระบบในระยะยาว

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาเรื่องของการอภิปราย ผมอยากจะให้พวกเรา ส่งกําลังใจให้เด็กอายุ ๒ ขวบ ซึ่งเมื่อเช้านี้เขาติดอยู่ในรถโรงเรียน ขาดอากาศหายใจ เป็นระยะเวลาถึง ๖ ชั่วโมง เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมกําลังจะพูดในวันนี้ว่าเวลาที่เราพูดถึงการดูแลเด็กในบริบท ของสถานศึกษานั้นจําเป็นจะต้องดูเรื่องของความปลอดภัย น้องคนนี้ขณะนี้อาการโคม่าอยู่ เราเองต้องส่งกําลังใจให้กับคุณหมอ ให้กับตัวน้อง ให้กับครอบครัว แล้วเราไม่อยากให้ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นอีก เราต้องไม่มีกรณีที่บอกว่าการติดอยู่ในรถโรงเรียนนั้นเป็นเหตุสุดวิสัย เป็นเวรกรรม เป็นความประมาท แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องป้องกันได้ครับ ถ้าเราเข้าใจเรื่องของ การศึกษาในบริบทที่ถูกต้องเหมาะสม นั่นเป็นประเด็นแรกที่ผมอยากจะพูดถึงและกล่าวถึง ในวันนี้ก่อนครับ สําหรับเรื่องของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในญัตติของท่านดอกเตอร์วิโรจน์ ลักขณาอดิศร และ ส.ส. กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ซึ่งขณะนั้น ท่านเป็น ส.ส. อยู่นั้น ผมเห็นว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน ว่าเราจําเป็นต้องย้ําว่าความสําคัญ ของการศึกษาซึ่งเป็นปรัชญาจนถึงทุกวันนี้นั้นจะต้องครอบคลุมถึงการสอนให้คนนั้นรู้จักคิด การศึกษาที่เปิดโอกาสในการเข้าถึงโอกาสของชีวิตการทํางานต่าง ๆ และการศึกษาที่สอนให้ คนเป็นคน ด้วยเหตุดังกล่าวครับ ๓ ประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นสําคัญที่อยากสนับสนุน ญัตติของท่านอาจารย์วิโรจน์

ประการที่ ๑ ท่านประธานครับ วันนี้การเรียนรู้ของเด็กไม่ได้เริ่มจากกรณี ที่เขาเติบโตขึ้นมาเท่านั้น อย่างเช่นท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ต้องขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ครับ ว่าการศึกษาหรือการเรียนรู้ของเด็กเริ่มตั้งแต่กรณีของมารดา ที่ตั้งครรภ์ด้วยซ้ํา และกรณีแบบนี้มีความสําคัญยิ่ง จนนํามาสู่ซึ่งการเรียนรู้และออกเป็น กฎหมายเรียกว่าพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย ท่านต้องทําความเข้าใจนะครับ ระหว่างคําว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งหมายถึงเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๘ ขวบ ไม่ได้หมายถึง และไม่ใช่คําเดียวกับการเรียนการสอนในระดับชั้นประถมศึกษา ท่านเห็นไหมครับ ว่าความสําคัญเหล่านี้เป็นข้อที่ต้องเริ่มตั้งแต่ในบ้าน เป็นข้อที่ต้องเริ่มตั้งแต่ในบริบทของ ครอบครัว เป็นข้อที่ต้องเริ่มตั้งแต่ในบริบทของสถานดูแลเด็ก ไม่ว่าจะเป็นสถานรับเลี้ยงเด็ก ของรัฐ ซึ่งอยู่ในสังกัดของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ของกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นสถานเลี้ยงเด็กเอกชนซึ่งอยู่ในสังกัด ของภาคเอกชนที่มีกระจายตัวอยู่ต่าง ๆ ครับ นอกเหนือจากกลุ่มเด็กเล็กเหล่านี้ต้องพูดถึง โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของกลุ่มที่เป็นประชากรชายขอบ ของกลุ่มที่มีความเปราะบาง กลุ่มที่เข้าไม่ถึงโอกาสต่าง ๆ แม้กระทั่งลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทยนะครับ สิ่งเหล่านี้ที่บริบทของการศึกษาจะต้องควานหาว่าเขาเหล่านั้นอยู่ที่ใด ผมยกตัวอย่าง ในเมืองพัทยานะครับ มีแคมป์ (Camp) คนงานก่อสร้างอยู่ทั้งหมด ๕ แคมป์ (Camp) แต่ละแคมป์ (Camp) มีเด็กอยู่ไม่ต่ํากว่า ๒๐๐ คน เกือบทั้งหมดเป็นลูกหลานแรงงาน เพื่อนบ้านชาวกัมพูชา เขาต้องเข้าถึงโอกาสในการเรียนไม่น้อยกว่าเด็กในประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการปลดล็อกระเบียบกระทรวงศึกษา ปี ๒๕๔๘ รับเด็กเหล่านี้เข้าเรียนครับ แต่หลายโรงเรียนไม่เข้าใจว่าท่านสามารถออกใบจบได้ หลายโรงเรียนไม่เข้าใจว่าเขาเหล่านั้น สามารถเบิกเงินอุดหนุนรายหัวให้เด็กได้ หลายโรงเรียนไม่เข้าใจแล้วนําไปสู่การที่บล็อก เขาว่าลงรหัสจี (G) แล้วจบสิ้นกัน แต่ความเป็นจริงแล้วโรงเรียนจะต้องเอื้ออํานวยต่อการที่ ทําให้เขาได้รับสถานะบุคคลที่ถูกต้องและเหมาะสมในระยะยาว ซึ่งไม่ใช่เครื่องหมายเท่ากับ การได้สัญชาติไทย แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีความจําเป็น แล้วเขาไปถึงกรณีได้สัญชาติ ก็ต้องสนับสนุนให้เด็กเหล่านี้ได้สัญชาติไทย นั่นเป็นประเด็นที่หนึ่งครับ

ประการที่ ๒ รูปแบบของการรองรับเด็กกลุ่มปัญหาเฉพาะต่าง ๆ ท่านอาจารย์วิโรจน์ได้พูดถึงไปบ้างแล้วว่าโรงเรียนจําเป็นจะต้องเรียนรู้และยอมรับว่าวันนี้ เรามีเด็กที่มีความพิการ เรามีเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เรามีเด็กที่ถูกละเมิด มีเด็กที่ตั้งครรภ์ มีแม้กระทั่งเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทําความผิด ซึ่งในภาษาจิตวิทยาเราเรียก กลุ่มนี้ว่าคอนดักต์ ดิสออเดอร์ (Conduct disorder) แต่ท่านทราบจํานวนของบุคลากร ที่รองรับหรือไม่ครับ โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ๔๓๗ โรงเรียน มีแค่ ๒๐ กว่าโรงเรียน ที่มีศักยภาพในการดูแลเด็กพิเศษ เขตประถมศึกษา เขตมัธยมศึกษาซึ่งวันนี้พัฒนามา มีศึกษาธิการจังหวัดจะต้องแยกเขตกันอีกมากมาย แต่ทั้งประเทศมีนักจิตวิทยาที่ทํางานเรื่อง การคุ้มครองเด็กอยู่แค่ ๒๕ เขตพื้นที่ ท่านดูแลเด็กหลายแสนคนแต่มีคนอยู่แค่ ๒๕ เขตพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ที่ผมคิดว่าจําเป็นต้องเรียนรู้และมีการเพิ่มเติมบุคลากร ซึ่งเราไม่สามารถจะดําเนินการ แบบนี้ได้ถ้าเราไม่มุ่งเน้นและให้ความสําคัญ ผมไม่อยากพูดถึงในสถานการณ์ในปัจจุบันด้วยซ้ํานะครับว่าแทนที่หลาย ๆ โรงเรียนจะเปิด พื้นที่ให้เด็กมีโอกาสได้แสดงออกถึงสิทธิเสรีภาพความคิดเห็นอย่างอิสระ กลับไปปิดบัง และผลักเขาให้ออกไปนอกบริบทโรงเรียน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการกระทําความผิดกฎหมาย นี่เป็นประเด็นที่โรงเรียนจําเป็นจะต้องเรียนรู้เป็นประการที่ ๒ ครับ

ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมเองเป็นเด็กต่างจังหวัดนะครับ ถ้าไม่มี โครงการนักศึกษาเรียนดีจากชนบทของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่แนวคิด ของท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เขียนในปฏิทินแห่งชีวิต คุณภาพแห่งชีวิต จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ไม่มีผมในวันนี้ วันนี้กองทุน กยศ. แทนที่จะเปิดโอกาส และเป็นสิทธิของคนที่เข้าถึงดันไปตั้งเงื่อนไขว่า ต่อไปนี้ใครจะกู้จะต้องไปจิตอาสา จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ รัฐมีหน้าที่ต้องเอื้ออํานวยให้เขาเข้าถึงการศึกษาได้มากที่สุด แต่กลับกลาย พยายามจะตั้งเงื่อนไขบีบบังคับ แล้วท่านเห็นหรือไม่ครับ ท่านประธานทราบดีครับ ท่านเป็น ส.ส. ต่างจังหวัด ว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) กําลังผลักเด็กออกจากระบบการศึกษา เยอะแยะไปหมด เราพูดถึงงบประมาณในสภาแห่งนี้ ๓.๓ ล้านล้านบาท แต่เด็กหลายคน สําหรับเงิน ๑๐ บาทเขาก็ไม่มี สิ่งเหล่านี้ที่จําเป็นจะต้องมาพูดคุยและพิจารณากันอย่าง เป็นระบบว่าตกลงทิศทางการพัฒนาคนของบ้านเมืองนี้คืออย่างไร การศึกษาคือการลงทุน การศึกษาคือการลงทุนทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสําคัญเหนือสิ่งอื่นใดซึ่งไม่ควรจะมีข้อจํากัด ทั้งหมด ญัตติที่เราพูดมาในวันนี้ทั้ง ๓ ประการที่ผมนําเสนอนั้น ผมสนับสนุนและอยากให้มี การตั้งกรรมาธิการวิสามัญจริง ๆ ครับ เรามีครู มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องการศึกษานั่งในสภาแห่งนี้ เต็มไปหมด แต่หากไม่สามารถตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็ขอให้คณะกรรมาธิการสามัญ ที่จะรับเรื่องนี้ไปพิจารณาช่วยดูบริบทของการดูแลเด็ก การพัฒนาการดูแลเขาในเงื่อนไขอื่น รวมถึงสภาพแวดล้อมที่นอกเหนือไปจากแค่เรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเท่านั้นครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ