วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หารือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ส่งผลต่อความไม่เท่าเทียมในสังคม และเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขอย่างครอบคลุม โดยตั้งคำถามต่อระบบการศึกษาไทยที่เน้นการคัดเลือกมากกว่าการพัฒนาศักยภาพที่หลากหลายของผู้เรียน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมได้เป็นผู้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาหาแนวทางในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ผู้เรียน ท่านประธานครับ ถ้าเราพูดถึงปัญหาทางสังคมต่าง ๆ เวลาเราถกกันในวงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องนวัตกรรม ปัญหาเรื่องความขัดแย้งในสังคม ปัญหาทางด้านคมนาคม สุดท้ายวนไปวนมามันจะอยู่ที่รากของปัญหาอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของความรู้และการศึกษา แสดงว่าอะไรครับ การศึกษานี้แทบจะเป็นต้นตอของปัญหาของทุก ๆ ปัญหาในสังคมของเรา คราวนี้เราก็มาคิดว่าแล้วประเทศเราไม่มีการศึกษาหรือ เราไม่มีระบบการศึกษาหรือ ก็มีครับ ระบบการศึกษาเราก็มีมาโดยตลอด แต่ทําไมเราถึงทําให้ปัญหาต่าง ๆ มันแก้ไม่ได้ และทําให้ บ้านเมืองเราดีขึ้นยังไม่ได้ ทั้งหมดทั้งมวลก็มาจากความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาและความ ไม่เสมอภาคของการศึกษานั่นเองครับ คราวนี้เราก็กลับมาดูว่าเราปรับหลักสูตรสิ ที่ผ่านมา ตั้งแต่หลักสูตร ปี ๒๕๒๑-๒๕๒๔ แล้วก็มีการปรับปรุงหลักสูตรของประถมศึกษาในปี ๒๕๓๓ มัธยมต้นก็ปี ๒๕๓๓ มัธยมปลายก็ปี ๒๕๓๓ เช่นเดียวกัน เราก็พยายามปรับหลักสูตรจนถึง หลักสูตรปี ๒๕๔๔ แล้วก็เป็นหลักสูตรแกนกลางปี ๒๕๕๑ ล่าสุดเรามีการปรับปรุงในบาง สาระวิชาในปี ๒๕๖๐ แต่ถ้าเราดูจากผลสอบพิซ่า (PISA) และผลการทดสอบในระดับสากลต่าง ๆ เราพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเราไม่ดีขึ้นเลย ทั้งที่ผ่านมาเราปรับหลักสูตรมาโดยตลอด มันต้องตั้งข้อสังเกตแล้วว่าตกลงแล้วหลักสูตรอาจจะใช่ที่เป็นปัญหา แต่มีปัญหาอื่นที่เรา ละเลยมันไปหรือเปล่า ถ้าเราโทษที่หลักสูตรอย่างเดียวแล้วเราไม่แก้ที่ปัญหาอื่น สุดท้าย ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาจะแก้ไม่ได้ วันนี้เราต้องตั้งคําถามว่าการศึกษาไทยเป็นระบบ ในการพัฒนาคน หรือเป็นกลไกในการคัดเลือกคนเพื่อป้อนตลาดแรงงานของชนชั้นนายทุน กันแน่ ตกลงแล้วการศึกษาในวันนี้เนื้อหาสาระที่เราอรรถฐานเข้าไป ๘-๙ สาระวิชา และมี การสอบเต็มไปหมดตกลงแล้วมันเป็นกลไกในการคัดเลือกให้เด็กที่ใครชนะก็ผ่านขึ้นไปเรื่อย ๆ ส่วนใครอ่อนแอก็แพ้ไปหรือเปล่า คุณครูที่ทุกวันนี้ในหลายโรงเรียน คุณครูบางท่านมีแม่พิมพ์ ของเด็กที่ตัวเองตั้งใจไว้อยู่ในใจแล้วพยายามปรับให้เด็กทุกคนไปเป็นแม่พิมพ์ในแบบเดียวกัน วิธีการคิดแบบนั้นตอบโจทย์การศึกษาในโลกปัจจุบันหรือเปล่า วันนี้เราต้องตั้งคําถามนะครับ สังคมแห่งความเป็นจริงคือสังคมที่โอบรับความแตกต่างหลากหลาย ให้โอกาสกับความคิด สร้างสรรค์แล้วก็ความคิดใหม่ ๆ แต่โรงเรียนหลายแห่งกลับพยายามสร้างสังคมจําลอง เป็นสังคมเชิงเดี่ยวที่บังคับให้เด็กทุก ๆ คนยอมจํานนภายใต้อํานาจนิยมอย่างเดียวกัน ใครยอมจํานนได้ดีที่สุดจะถูกมองเป็นเด็กที่น่ารัก ใครที่ฝ่าด่าน ๘ สาระวิชาสอบเยอะแยะ แล้วได้ที่ ๑ ได้ที่ ๒ ก็จะได้รับการคัดเลือกให้เรียนในระดับที่สูงต่อไป การศึกษาที่เป็นระบบ การคัดเลือกแบบนี้ไม่อาจจะที่จะพัฒนาประเทศไทยได้ และรังแต่จะสร้างความเหลื่อมล้ํา ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ หลายครั้งผมเห็นการโทษไปที่ครอบครัวว่าครอบครัวไม่อบอุ่น พ่อแม่ ไม่มีเวลาเลี้ยงลูก แต่ยืนยันว่าครอบครัวของสังคมไทยเป็นครอบครัวแหว่งกลางเสียเยอะ คือเด็ก ๆ ต้องอยู่กับปู่ย่าตายายเพราะพ่อแม่ต้องไปทํางานต่างถิ่น มีเด็กถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เขาไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ระหว่างที่เราเถียงกันไปว่าเป็นปัญหาที่ครอบครัวทําไมพ่อแม่ ไม่เลี้ยงลูกเอง เด็กโตขึ้นทุกวัน ๖ ปีเขาก็อยู่ ป. ๖ อีก ๖ ปีเขาก็จบ ม. ๖ แล้ว การศึกษาไทย ต้องมีระบบที่มั่นใจว่าไม่ว่าครอบครัวเขาจะเป็นอย่างไร เราต้องพร้อมฟูมฟักให้เขา กลายขึ้นมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและสามารถวิ่งตามความฝันที่เขาอยากจะวิ่งให้ได้ และความฝันของแต่ละคนไม่จําเป็นต้องเหมือนกัน มีเรื่องที่น่าเศร้ามาก ๆ เพราะมีการ สํารวจที่ชื่อว่าอินคัม โมบิลิตี อะครอส เจเนอเรชัน (Income mobility across generation) เขาบอกว่าเด็กที่เกิดขึ้นมาในสังคมหรือครอบครัวที่ยากจนต้องใช้เวลากี่เจเนอเรชัน (Generation) ที่จะขยับสถานะทางสังคมหรือครอบครัวของตัวเองให้ขึ้นไปอยู่ในฐานะปานกลาง ประเทศเดนมาร์ก ๒ เจเนอเรชัน (Generation) เอง คือตัวเองกับรุ่นลูก ประเทศนอร์เวย์ ประเทศสวีเดน ประเทศฟินแลนด์ ใช้เวลา ๓ เจเนอเรชัน (Generation) ประเทศอินเดีย สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศบราซิล ๗ เจเนอเรชัน (Generation) พอผมเห็นข้อมูลนี้ แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลของประเทศไทย แต่ผมมั่นใจว่าประเทศไทยเราอาจจะต้องใช้มากกว่า ๗ เจเนอเรชัน (Generation) ซึ่งนี่คือเป็นปัญหา ถ้าเรากลับมาดูครับ จากข้อมูลของกองทุน เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ระบุว่ามีเด็กไทยหลุดออกจากระบบการศึกษาถึง ๖๗๐,๐๐๐ คน ซึ่งสร้างความสูญเสีย ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เทียบเท่ากับ ๑.๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) จะไม่ให้หลุดได้อย่างไร เพราะว่าเด็กทั้งหมดที่อยู่ในระบบการศึกษาในบ้านเรานี้พบว่า มีเด็กที่อยู่ในกลุ่มยากจน ที่มีรายได้ครอบครัวต่ํากว่า ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือน ท่านประธาน ฟังไม่ผิดครับ ทั้งครอบครัวต่ํากว่า ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือนอยู่ ๑.๖๔ ล้านคน และเด็กกลุ่มนี้ ถ้าเกิดปล่อยให้หลุดจากระบบการศึกษาเขาก็ยังต้องโตเป็นผู้ใหญ่จริงไหมครับท่านประธาน แล้วยิ่งถ้าเขาโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วเขาจะมีความสามารถในการแข่งขันและร่วมมือกับพลโลก ในนานาอารยประเทศได้อย่างไร วันนี้รัฐต้องคิดเสียใหม่ อย่าโทษครอบครัว ต้องทําอย่างไรก็ได้ เด็กจะเป็นอย่างไรก็ได้ ต้องพัฒนาให้เขากลายเป็นพลเมืองที่มีขีดความสามารถให้ได้ เมื่อสักครู่ผมพูดแล้วครับท่านประธานว่าเราแก้หลักสูตรมาหลายครั้งผลสัมฤทธิ์ทาง การศึกษาก็สาละวันเตี้ยลง พิซ่า (PISA) ล่าสุดในปี ๒๐๑๘ ทั้ง ๓ วิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน เมื่อเทียบกับปี ๒๐๑๘ ปีก่อนที่เป็นปีแรกที่เราข้อสอบ ปรากฏว่า ต่ํากว่าปีแรกทั้งหมด มันสะท้อนนะครับว่าเรามาผิดทาง และยิ่งโฟกัส (Focus) ที่หลักสูตร ยิ่งแก้ไม่ได้ แล้วถามครับว่าเราควรหันมาโฟกัส (Focus) ที่อะไร ผมยืนยันครับว่าเราควร โฟกัส (Focus) กลับมาที่คุณภาพชีวิตที่ดีในโรงเรียน ผมเปรียบเทียบง่าย ๆ ครับ มีเด็กคนหนึ่ง ถ้าอยู่ในสภาวะขาดสารอาหารทุพโภชนาการ มีความโศกเศร้าถูกบูลลี (Bully) ต่อให้เขา เรียนหนังสือกับครูที่เก่งที่สุด ให้เขาได้สื่อการเรียนรู้ที่ดีที่สุด เขาก็เรียนไม่รู้เรื่องครับ ผมว่า ณ วันนี้เราต้องกลับไปดู เรามีการสํารวจว่าเด็กเราร้อยละ ๖๐ ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า นักการศึกษาก็บอกเสมอว่าอาหารเช้ามีผลต่อการเรียนตลอดทั้งวัน แต่กระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม่เคยคิดที่จะจัดงบประมาณในการสนับสนุนอาหารเช้าให้กับนักเรียน ให้เด็กทุกคน ได้รับประทาน น้ําดื่มสะอาดก็ยังขาดแคลนในหลายโรงเรียน ห้องน้ํานักเรียนก็ยังขาด สุขอนามัย เวลาผมไปไหนคุณครูมักจะให้ผมเข้าห้องน้ําครู บอกว่าผมอยากเข้าห้องน้ํา นักเรียน บอกไม่ได้ ต้องเข้าห้องน้ําครูเท่านั้น เพราะเข้าห้องน้ํานักเรียนแล้วกลัวว่าเข้าไปแล้ว เจอระเบิด อย่างนี้แล้วจะไปอย่างไร ความปลอดภัยก็เป็นปัญหา เราพบว่าเด็กถูกไฟดูด เสียชีวิตกันทุกปี ล่าสุดในปีนี้ก็มีที่จังหวัดลําปาง โรงเรียนชุมชนบ้านใหม่ เด็กถูกไฟดูด ที่ตู้อินเทอร์เน็ต (Internet) ประชารัฐเสียชีวิต ปี ๒๕๕๕ ที่จังหวัดลําปางก็ถูกดูดเสียชีวิต อีกเหมือนกัน ปี ๒๕๖๒ ที่จังหวัดตราด จังหวัดปทุมธานี จังหวัดกําแพงเพชร นี่มันสะท้อน ครับว่าความปลอดภัยซึ่งเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานในโรงเรียนก็ยังมีปัญหา ผมว่าถึงเวลาแล้ว การปรับปรุงหลักสูตร ปรับปรุงการเรียนการสอน ผมไม่ได้บอกว่าไม่ให้ทํา ก็นั่นทําไป แต่สิ่งที่ สังคมควรจะมาใส่ใจคือคุณภาพชีวิตที่ดีและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมภายในโรงเรียนเพื่อให้ เด็กสามารถมีพัฒนาการได้ด้วยตัวเอง ตรงนี้สําคัญมาก ๆ พอพูดถึงความเหลื่อมล้ําแล้ว มีหลายมิติมากครับท่านประธาน ผมขอใช้เวลาสั้น ๆ อีกสักไม่เกิน ๒ นาที เรามีปัญหา โรงเรียนขนาดเล็กครับ ที่มีอยู่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ กว่าโรงเรียน พบว่า ๑๒,๐๐๐ โรงเรียน มีครูไม่ครบชั้น ครูไม่ครบชั้นคืออะไรครับ สมมุติว่าการจัดอัตราครูต่อเด็กคือ ๑ ต่อ ๒๐ ตามระเบียบ โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียนอยู่ ๖๐ คนก็จัดครูให้ ๓ คน ครู ๓ คน ต้องสอนทั้งโรงเรียน สมมุติว่ามีเด็ก ป. ๑ ถึง ป. ๖ ชั้นละ ๑๐ คน ครูไม่ครบชั้นแล้วเห็นไหมครับ แล้วมีปัญหาอย่างนี้ถึง ๑๒,๐๐๐ โรงเรียน แล้วเราจะกล้าคาดหวังคุณภาพการศึกษาที่ดี อย่างทั่วถึงและเสมอภาคได้อย่างไร นี่ยังไม่นับว่ามีคุณครูอีก ๑๙,๐๐๐ คนที่สอนอยู่ในระดับ ประถมศึกษาใน ๘,๐๐๐ โรงเรียนที่จบไม่ตรงเอก คือจบเอกอื่นแต่ต้องมาสอนประถม แล้วนี่ยังไม่นับว่าครูต้องออกจากนอกห้องเรียนไปทํางานอย่างอื่นถึง ๘๔ วัน จากเวลา ใน ๑ ปีการศึกษา ๒๐๐ วัน หรือ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ มีกิจกรรมมากมายที่พาครูออกนอก ห้องเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ยังมีอีกมิติของการศึกษาปฐมวัย เราพบว่าเด็ก ๓-๖ ปี จํานวน ๒๕๐,๐๐๐ คนที่อยู่ในวัย ๓ ขวบถึง ๖ ขวบไม่ได้เรียนในระดับอนุบาล ซึ่งการศึกษา และงานวิจัยยืนยันว่าการศึกษาในระดับปฐมวัยมีความสําคัญมาก ๆ ในการส่งเสริมพัฒนาการ ของเด็กในระดับชั้นที่โตขึ้นมา และหนําซ้ําหนักไปกว่านั้นสําหรับเด็กที่ได้เรียนที่อยู่กับ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๘๒๐,๐๐๐ กว่าคน กับเด็กที่อยู่ในระดับอนุบาล ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน เขามีการประเมินครับท่านประธาน เขาพบว่า มี ๓๐ เปอร์เซ็นต์ มีทักษะความพร้อมและพัฒนาการต่ํากว่าวัยที่ควรจะเป็น นี่ยังไม่นับ เด็กพิเศษที่วันนี้ผมต้องการสะท้อนปัญหานี้ให้ทราบด้วย เด็กที่มีความต้องการพิเศษไม่ว่า จะเป็นเด็กที่มีภาวะการเรียนรู้บกพร่องหรือที่เรียกว่าแอลดี (LD) ที่มีอยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศ เด็กสมาธิสั้นอีก ๑ ล้านคน ก็ปรากฏว่าเรามีครูที่มีความเข้าใจและมีทักษะ ในการจัดการและพัฒนาพวกเขาที่ไม่เพียงพอ นี่ละครับ ถ้าเรายืนยันว่าการศึกษาเป็น เครื่องมือเป็นกลไกในการแก้ปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมอย่างน้อยก็ทําให้ปัญหามันทุเลา เบาบางลง ผมจึงยืนยันว่าความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาเป็นสิ่งที่เราต้องเร่งแก้ให้ได้ ไม่อย่างนั้นเด็กเกิดมากี่ชาติก็จะจนซ้ําจนซ้อนอยู่นั่น ผมจึงขอสนับสนุนให้มีการศึกษา และเสนอมาตรการในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญหรือตั้งคณะอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการสามัญก็ดี แต่อย่างไรเรื่องนี้ต้องได้รับการศึกษาอย่างจริงจังครับ ขอบพระคุณครับ