สฤษดิ์ บุตรเนียร เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเศรษฐกิจสังคม พร้อมเรียกร้องการปฏิรูประบบการศึกษาให้เกิดความเท่าเทียมและคุณภาพตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย วันนี้กระผมมีเรื่องที่จะบรรจุญัตติเข้าสู่วาระ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาสังคมเศรษฐกิจในประเทศไทย ด้วยระบบการศึกษาของประเทศไทยนั้นมีปัญหาในหลาย ๆ ด้าน แต่ปัญหาสําคัญด้านหนึ่ง คือปัญหาของเด็กไทย ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน มีเด็กไทยเป็นจํานวนมากที่ต้องออกจากการเรียนกลางคัน เนื่องจากครอบครัวไม่สามารถที่จะ รับภาระค่าใช้จ่ายการศึกษาได้ ปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาที่สะท้อนถึงทักษะ การศึกษา ความรู้ความสามารถของเด็กไทยที่ไม่ตอบสนองต่อตลาดแรงงานเหล่านี้ ล้วนเป็น เรื่องของความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา โดยเฉพาะเป็นเรื่องที่เกิดจากสถาบันการศึกษา เช่น หลักสูตรการศึกษา คุณภาพของคุณครู สัดส่วนขนาดของโรงเรียน รวมทั้งงบประมาณ ที่ได้รับ เป็นต้น ปัญหาเศรษฐกิจสังคมในประเทศนั้น สืบเนื่องมาจากปัญหาความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ําทางสังคม ซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ํานั้นจุดกําเนิดก็มาจากความ เหลื่อมล้ําทางด้านการศึกษา หากไม่รีบแก้ไขปัญหานี้ก็จะขยายวงกว้างและสืบทอดต่อไปเป็น มรดกอนาคตของชาติ ดังนั้นผมในฐานะของผู้ยื่นญัตติร่วมกับท่าน ส.ส. รุ่งโรจน์ ทองศรี และ ท่าน ส.ส. เกียรติ เหลืองขจรวิทย์ จึงนําเสนอขอให้ท่านได้โปรดพิจารณา จากการที่ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๕๔ กฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐต้องดําเนินการให้เด็กทุกคนได้รับ การศึกษาเป็นเวลา ๑๒ ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อลดความแตกต่างและสร้างความเท่าเทียมกัน โดยส่งเสริมและ สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินการ รัฐต้องดําเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการ ส่งเสริมให้เรียนรู้ตลอดชีวิต จัดให้มีความร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน ให้จัดการศึกษา ทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่กํากับ ส่งเสริม และสนับสนุน โดยจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษา ในความต้องการของรัฐแล้วจะเห็นว่าแม้แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญยังกําหนดไว้ จากกฎหมายรัฐธรรมนูญมาถึงกฎหมายพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ รัฐต้องจัด การศึกษาให้กับบุคคลมีสิทธิเสมอภาคกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า ๑๒ ปี โดยจัดให้อย่างทั่วถึง อย่างมีคุณภาพและไม่เก็บค่าใช้จ่าย จากแนวนโยบายของภาครัฐ และหมวด ๑๖ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและมาตรา ๒๕๗ (จ) เรื่องการศึกษาก็เช่นเดียวกัน รัฐต้องดําเนินการที่จะให้มีการพัฒนาเด็กตั้งแต่ก่อนเข้าเรียน โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ทั้งมีการตั้งกองทุนและพยายามที่จะพัฒนาครู อาจารย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในทุกระดับ โดยให้ผู้เรียนนั้นได้เรียนส่งเสริมตามความถนัด จากโครงสร้างของหน่วยงานเพื่อจะให้บรรลุให้สอดคล้องในทุกระดับและประเทศชาติ ในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๗๙ ด้านที่ ๔ ใน ๖ ด้านนั้น รัฐพยายาม ที่จะส่งเสริมด้านการให้โอกาสความเสมอภาค ความเท่าเทียมกันอย่างเป็นระบบ ความเหลื่อมล้ําในสังคมถือเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง ในสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งสําคัญที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตเริ่มถดถอยลงไปเรื่อย ๆ ในวันนี้กระผมมุ่งเน้นที่ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษาที่จะให้เห็นว่าการศึกษานั้น มีความสําคัญซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาคน แต่โอกาสทางการศึกษานั้นความเท่าเทียมกัน ยังพบว่าเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ํามาโดยตลอดเวลา ซึ่งวันนี้ผมจะพยายาม ยกประเด็น เพราะความเหลื่อมล้ําความไม่เสมอภาคกันนั้นมีทุกมุม ไม่ว่าเรื่องรายได้ เรื่องศักยภาพ เรื่องความสามารถต่าง ๆ นั้น แต่วันนี้จะขอยกในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ให้เอกชนและองค์กรภาครัฐมามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ซึ่งยังมีความเหลื่อมล้ํากันอย่างมากระหว่างการศึกษากับภาครัฐ และรัฐให้เอกชนเข้ามาร่วม ในการศึกษานั้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบ ซึ่งปัจจุบันนี้จะเห็นว่าโรงเรียนของ ภาคเอกชนนั้นในระบบมีถึง ๔,๐๐๐ โรงเรียน ดูแลเด็กนักเรียนถึง ๒.๒ ล้านคน โรงเรียน นอกระบบประมาณ ๑๐,๐๐๐ โรงเรียน ดูแลนักเรียนถึง ๐.๑๕ ล้านคน มีโรงเรียนอาชีวะ ๔๐๐ โรงเรียน เด็กนักเรียน ๓๘,๐๐๐ คน เห็นว่าทางภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เข้ามามีส่วนร่วม จะเห็นว่าจากที่ท่านกนก ขออนุญาต เอ่ยนาม ที่ท่านได้อภิปรายไปในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ที่ท่านได้กล่าวไว้อย่างมากทีเดียวว่า ภาคเอกชนจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบ โดยเฉพาะการศึกษานอกระบบ ซึ่งหลักสูตร ระยะสั้น ไม่ว่าวิชาชีพ โรงเรียนเสริมสวย โรงเรียนตัดเย็บ โรงเรียนสอนทําอาหาร ซึ่งจะสอดคล้องอย่างมากทีเดียวกับในยุคการศึกษาเปลี่ยนแปลง แล้วโลกเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ ซึ่งต้องการให้เอกชนนั้นรู้จักการทํางานและสร้างงานให้สอดคล้องกับยุคของในยุคดิสรัปชัน (Disruption) การเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล (Digital) แห่งนี้ จะเห็นว่าเอกชนนั้นเมื่อได้เข้ามา มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาแล้ว การจัดการศึกษานั้นเราแบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ ๑. งบลงทุน การบริหารจัดการ การบริหารจัดการนั้นในการลงทุนนั้นเอกชนได้เข้ามาร่วมโดยลงทุนเอง ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน การจ้าง อาคารสถานที่ การจัดกระบวนการเรียนการสอนต่าง ๆ เอกชน ได้ลงทุนไปอย่างมาก ส่วนภาครัฐไม่ต้องลงทุน แต่ถ้าภาครัฐจัดเอง ไหนจะงบลงทุน อาคาร สถานที่ และสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นงบมหาศาลอย่างมากทีเดียว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเอกชน ได้เข้ามาร่วมแบ่งเบาภาระถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์จากเด็กทั้งประเทศ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการจัด การศึกษานั้นเอกชนได้มาแบ่งเบาภาระแล้วตามที่ผู้อภิปรายได้กล่าวไว้นะครับ ว่ารัฐบาลเอง ภาครัฐควรจะเปลี่ยนมายด์เซต (Mindset) ว่าเอกชนเข้ามาช่วยบริหารจัดการการศึกษา ไม่ได้เข้ามาเป็นภาระ แม้แต่งบดําเนินการ รัฐบาลใช้ในระบบสูงกว่าภาคเอกชนถึง ๒ เท่า ซึ่งเป็นงบประมาณที่สูง และโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้อัตราการเกิดต่ําลงเรื่อย ๆ หากทาง ภาครัฐหรือรัฐบาลเปลี่ยนแนวความคิดว่าเอกชนเข้ามาแบ่งเบาภาระ การบริหารจัดการ ในครั้งนี้เราเชื่อเหลือเกินว่าจะเป็นโอกาสครับ รัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น เพราะเด็กทุกปีก็จะเริ่มลดลง ถ้าเปลี่ยนมายด์เซต (Mindset) การบริหารจัดการจะก้าวไป ในอนาคตอย่างดีทีเดียว ดังนั้นนอกเหนือจากงบประมาณที่เป็นสิทธิพื้นฐานอยู่แล้วที่รัฐบาล ต้องจัดสนับสนุน ความเหลื่อมล้ําในเรื่องของการจัดโครงการอาหารกลางวัน หรืองบนม ที่ให้ภาคเอกชนนั้นก็ไม่เสมอภาคกัน ซึ่งท่านจะเห็นว่าเด็กไทยทุกคนเมื่อเข้าสู่ระบบ การศึกษารัฐควรจะให้ความเสมอภาคครับ ดังนั้นในวันนี้กระผมพยายามที่จะให้เห็นว่า การศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะโครงสร้างในการบริหารจัดการ ประเทศนั้นเริ่มเปลี่ยนไป จากเด็กเกิดน้อย สังคมผู้สูงอายุเริ่มมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น แต่หากรัฐบาลยังมองเพิกเฉยหรือไม่ให้ความสําคัญกับการจัดการศึกษาในภาคบังคับอย่างนี้ ต่อไป ผมเชื่อว่าเยาวชนในวันนี้คือกําลังของประเทศชาติและจะเป็นผู้รับใช้หรือผู้เลี้ยงดู คนแก่ในอนาคตก็จะเกิดความเดือดร้อน ดังนั้นจากปัญหาที่คุณครูเอกชนที่ต้องรับภาระ ที่ดูแลนโยบายความคิดหรือเป้าหมายเดียวกันครับ ไม่ว่าจะเด็กไทย ไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ อยู่ภาคเอกชน นั่นคือทรัพยากรของประเทศชาติ คุณครูก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะทํางานให้เอกชน หรือทํางานให้รัฐก็ทํางานเพื่อเป้าหมายประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องการแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ํา ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องที่สําคัญ แต่ก็เชื่อว่าหากรัฐได้เริ่มต้นจากวันนี้ เป็นต้นไป การบริหารจัดการหรือการแก้ไขประเทศชาติก็จะบรรลุผลมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําทางการศึกษานั้นมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหา เศรษฐกิจ สังคมของประเทศชาติเป็นอย่างมาก เพราะการศึกษาถือว่าเป็นกลไกสําคัญที่จะ ขับเคลื่อนประเทศก้าวต่อไป ยิ่งทําให้มีคุณภาพเท่าเทียมกัน ก็ยิ่งทําให้มีความเสมอภาค และในวันนี้โครงสร้างของสังคมต่าง ๆ เริ่มที่จะเห็นว่าความสําคัญของการศึกษาในยุค หลังจากนี้เป็นต้นไป หลังจากโควิด (COVID) แล้วเราเชื่อว่าหากรัฐบาลได้ให้ความสําคัญกับ ภาคเอกชนซึ่งกําหนดกฎเกณฑ์ไว้ในรัฐธรรมนูญให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว สุดท้าย กระผมในฐานะของ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย ต้องการเห็นการขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลง การศึกษาในครั้งนี้ เราต้องเริ่มต้นจากเด็ก เริ่มจากวัยเรียน ก่อนจะไปถึงอนุบาลมันจะสาย เกินไปครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ