สุชาติ ตันเจริญ หารือปัญหาการผลิตบัณฑิตที่ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และเสนอให้ตั้งกรรมาธิการศึกษาแนวทางการวางแผนผลิตบัณฑิตในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและทักษะในอนาคต ก่อนเปิดให้ผู้เสนอกฎหมายรายต่อไปเสนอญัตติเกี่ยวกับการปรับหลักสูตรอุดมศึกษาเพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป
ต่อไปเป็น ญัตติของครูมานิตย์ครับ เชิญผู้เสนอครับ
(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ท่านพัฒนา อยู่ไหมครับ
(นายพัฒนา สัพโส ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ขอฉบับ ต่อไปของท่านรองศาสตราจารย์สุรวาท เชิญครับ
๕.๓๘ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาหาแนวทางในการวางแผนการผลิตบัณฑิตในระดับอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดแรงงาน (รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นผู้เสนอ) การว่างงานหลังสําเร็จการศึกษามากกว่าสาขาทางด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ หรือวิทยาศาสตร์สุขภาพ ประกอบกับมีรายงานเพิ่มเติมอีกด้วยว่ามีคนที่จบปริญญาตรี ไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๕ ต้องทํางานในสาขาวิชาชีพที่ไม่ตรงสาขาที่ตนเองจบมา นั่นก็คือได้งาน ไม่ตรงกับคุณวุฒิที่สําเร็จมา ท่านประธานครับ จากข้อมูลสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้า และอุตสาหกรรมไทย ยังบ่งชี้อีกด้วยว่าปัจจุบันประเทศไทยกําลังประสบปัญหาการขาดแคลน แรงงานระดับปฏิบัติการ แต่แรงงานกึ่งไร้ทักษะซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานที่จบการศึกษาในระดับ มัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานในปีหนึ่ง ๆ เพียงร้อยละ ๑๖ ของแรงงานทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งหากวิเคราะห์ร่วมกับรายงานฮิวแมน แคพิตัล รีพอร์ต ๒๐๑๗ (Human capital report 2017) ที่จัดทําโดยเวิล์ด อะคาเดมิก ฟอรัม (World academic forum) ซึ่งได้บ่งชี้ว่า สัดส่วนของแรงงานมีฝีมือของประเทศไทยมีอยู่เพียงร้อยละ ๑๔ จากแรงงานทั้งหมดเท่านั้น ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์มีสัดส่วนอยู่ร้อยละ ๕๖.๒ ประเทศมาเลเซียอยู่ที่ร้อยละ ๒๕.๕ ถ้า อย่างนั้นก็จะพออนุมานได้ว่าระบบการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันไม่อาจที่จะผลิต ผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีที่มีทักษะที่เพียงพอต่ออาชีพที่ต้องอาศัยทักษะแรงงาน ขั้นสูง หรืออาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มแรงงานที่มีฝีมือที่ตลาดแรงงานต้องการกลับมีอุปทานจาก สถาบันการศึกษาต่าง ๆ อยู่ในระดับที่ต่ํากว่าที่ควรจะเป็น ในขณะที่แรงงานกลุ่มอื่นที่มี อุปสงค์จํากัดกลับมีอุปทานมากเกินความต้องการของตลาดแรงงาน หรืออาจมีสาเหตุมาจาก ระบบอุตสาหกรรมและธุรกิจในประเทศไทยมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ในระดับที่ต่ําต่อเนื่องกันมาหลายปี จึงทําให้ความต้องการ แรงงานฝีมือไม่ได้ขยายตัว เพื่อรองรับการผลิตแรงงานฝีมือจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ โดยประเทศไทยเพิ่งจะมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศแตะระดับร้อยละ ๑ เมื่อปี ๒๕๖๐ นี้เอง ในขณะที่ประเทศคู่ค้าและคู่แข่งขัน ต่าง ๆ ล้วนมีระดับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศสูงกว่า ประเทศไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศจีน ประเทศ เกาหลีใต้ หรือประเทศญี่ปุ่น ท่านประธานครับ การจ้างงานคนที่จบการศึกษาในระดับ ปริญญาตรีที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น สถานประกอบการจํานวนไม่น้อยจําเป็นต้องจ้างแรงงาน ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เนื่องจากไม่สามารถที่จะสรรหาแรงงานที่จบการศึกษา มัธยมตอนต้นหรือตอนปลาย ประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ ปวส. มาปฏิบัติงานได้ จึงยอมที่จะจ้างผู้สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเท่านั้น นั่นก็หมายความว่าใช้ผู้สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีนี้ไปในราคาของผู้สําเร็จระดับ อนุปริญญาหรือต่ํากว่าอนุปริญญาด้วยซ้ํา นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่ง เพราะว่าเขาไม่สามารถจ้าง แรงงานเหล่านั้นได้ จึงเป็นสาเหตุที่จะทําให้ฝีมือแรงงานประเทศไทยมีสัดส่วนไม่สูงนัก ทั้งที่ ผู้จบปริญญาตรีและผู้จ้างงานในระดับปริญญาตรีต่าง ๆ ก็เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นที่น่าเป็นห่วงมากครับ ท่านประธาน อัตราว่างงานของผู้สําเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากสถิติผู้จบการศึกษา ปริญญาตรีที่มีอายุ ๓๕-๔๐ ปีนั้นมีรายได้เฉลี่ยเพียง ๑๕,๐๐๐ บาทเศษ ๆ ต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งรายได้ดังกล่าวนี้เป็นที่น่ากังวลว่าจะเพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่ตกประมาณ เดือนละ ๒๑,๐๐๐ กว่าบาท และหนี้ครัวเรือนอีกครัวเรือนละ ๑๗๘,๐๐๐ บาท ในขณะที่ มีเงินเดือนเพียง ๑๕,๐๐๐-๑๙,๐๐๐ บาทเท่านั้น จากข้อมูลการสํารวจภาวะแรงงาน ประชาชนหรือเลเบอร์ ฟอร์ซ เซอร์เวย์ (Labor force survey) แอลเอฟเอส (LFS) เพราะว่า แรงงานที่จบปริญญาตรีขึ้นไปนั้นที่มีรายได้มากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนมีนะครับ แต่ว่าน้อยมากเพียงร้อยละ ๒.๓ ของแรงงานทั้งหมด โดยที่รายได้สูงเหล่านี้ล้วนประกอบ อาชีพที่ใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ขั้นสูง และความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น เมื่อผนวกข้อมูล เวิลด์ อะคาเดมิก ฟอรัม (World academic forum) ที่อ้างอิงในรายงานแล้ว ที่ระบุว่า ตลาดแรงงานจนถึงปี ๒๐๓๐ นี้จะได้รับผลกระทบจากเอไอ (AI) หรือที่พวกเราเรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงเป็นที่น่ากังวลว่าผู้สําเร็จการศึกษานั้นจะมีงานได้อย่างไร ท่านประธานครับ จากประเด็นต่าง ๆ นั้น โดยสรุปแล้วเรียนว่าความสามารถหรือศักยภาพในการผลิตในเชิง ปริมาณของสถาบันอุดมศึกษาของไทยนั้นมีมาก เนื่องจากต้องตอบสนองความต้องการ การเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา มีค่านิยมแห่งปริญญาว่าถ้าได้ปริญญาย่อมที่จะมี คุณภาพชีวิต มีหน้าที่การงาน มีอาชีพที่มั่นคง ทุกคนก็ใฝ่ฝันที่จะเรียน จนทําให้เกิดสถาบัน ต่าง ๆ มากมาย ต่างคนต่างรับ แล้วจึงทําให้เกินในสาขาที่เขาไม่ต้องการ แต่ขาดแคลน ในสาขาที่เขาต้องการมาก เพราะฉะนั้นไม่มีความสอดคล้องกัน นั่นคือเชิงปริมาณ ยังไม่นับถึง เชิงคุณภาพนะครับ มีพอที่จะจ้างงานแต่ว่าคุณภาพไม่ได้ อันนี้ก็เป็นปัญหา จากประเด็นต่าง ๆ ที่ไล่เรียงมาข้างต้น การวางแผนในการพัฒนาแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานที่เป็น บัณฑิตที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีนั้นมีความหมายเป็นอย่างมากต่อการอยู่รอดของ สังคมไทย ตลอดจนส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งต้องคํานึงถึง อุปทานในการผลิตบัณฑิตในระดับปริญญาตรี ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งครอบคลุม ถึงการวางแผนการผลิตในสาขาวิชาต่าง ๆ ให้มีจํานวนที่เหมาะสม สอดคล้องกับอุปสงค์ ด้านแรงงานในปัจจุบันและอนาคต ตลอดจนมีหลักสูตรการเรียนการสอนและการสร้างเสริม ประสบการณ์เพื่อบ่มเพาะให้บัณฑิตมีทักษะและมีคุณลักษณะที่สอดคล้องกับความต้องการ ของตลาดแรงงาน พร้อมที่จะแข่งขันและร่วมมือกับพลเมืองโลกในประเทศอื่น ๆ ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบและรอบด้าน ผมกับท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล จึงได้เสนอญัตตินี้เพื่อขอให้ สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ เนื่องจากว่าลําพัง หน่วยงานของรัฐที่มีอยู่มากมายกระจัดกระจายกันขาดการประสานงานที่ดี ขาดหน่วยงานกลาง ที่จะประสานรวบรวมตัวเลขความต้องการใช้บัณฑิตยังขาดข้อมูลที่ไม่เพียงพอ ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นปัจจุบัน และไม่มีการนําเสนอต่อสาธารณะ หน่วยงานกลางที่จะรวบรวมเสนอ ข้อมูลต่อสาธารณะของจํานวนผู้เรียนวันนี้เราแทบจะไม่มีให้เห็นนะครับ มหาวิทยาลัย ก็ต่างคนต่างผลิต ไม่ทราบว่ามีจํานวนเท่าไร ต้องการเท่าไร และมีอยู่เท่าไร แต่ที่สําคัญ ข้อจํากัดของสถาบันอุดมศึกษาวันนี้มีเกณฑ์มาตรฐานที่ล้าหลัง ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ไม่ดักรอการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ทําให้การผลิตบัณฑิตนั้นไม่เป็นที่ต้องการของผู้ใช้บัณฑิต อีกทั้งให้ความสําคัญต่อสถาบันอุดมศึกษา มีมหาวิทยาลัยจํานวนมากจํานวนหนึ่งที่ยังอยู่ใน สภาวะที่ขัดสนขาดแคลน มีความเหลื่อมล้ํากันในการจัดตั้งงบประมาณ ในการสนับสนุน งบประมาณภาครัฐ ในการสนับสนุนจํานวนบุคลากรที่เป็นทั้งสายผู้สอน วันนี้มีอาจารย์ จํานวนมากเป็นเพียงลูกจ้าง ไม่มีความมั่นคงในหน้าที่การงานในชีวิต ไม่มีความ เจริญก้าวหน้าทางวิชาการที่มี จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะดึงดูดคนดีคนเก่งเข้ามาเป็นบุคลากร ทางการศึกษา เพราะฉะนั้นหน่วยงานที่มีอยู่หรือรัฐบาลยังทํางานไร้ประสิทธิภาพอยู่ พวกเรา ที่เป็นผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เป็นพ่อเป็นแม่ของลูกหลาน เห็นสถาบันการศึกษาทํางาน เห็นผลผลิตออกมา ซึ่งพวกเรากังวลมาก จึงจําเป็นอย่างยิ่ง ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านจําเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางในการวางแผนผลิตบัณฑิตในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดแรงงานครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปครับ ฉบับของท่านพิสิฐ ลี้อาธรรม เชิญท่านเสนอเหตุผลครับ
๕.๗๓ ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับ นโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ (นายพิสิฐ ลี้อาธรรม เป็นผู้เสนอ)