กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เนื่องด้วยในปัจจุบันอัตราการเกิด ของประชากรเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้อัตราการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยลดลง จากสถิติในช่วงปี ๒๕๐๕-๒๕๒๕ จํานวนเด็กเกิดใหม่ของประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ ๑ ล้านคน ถึง ๑,๒๐๐,๐๐๐ คนต่อปี อย่างไรก็ตาม หลังปี ๒๕๒๕ จํานวนเด็กเกิดใหม่ในรอบ ๓๐ ปี ของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ๒๕๔๐ มีจํานวนเด็กเกิดใหม่ของ ประเทศไทย ๘๘๐,๐๒๓ คน แต่ในปี ๒๕๖๐ จํานวนเด็กเกิดใหม่ของประเทศไทยอยู่ที่ ๗๒๗,๐๕๕ คน หากพิจารณาตามตัวเลขข้างต้น สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ประชากรวัยเรียน ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อจํานวนนักเรียนที่เข้าไปศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยลดลง เป็นจํานวนมาก ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเอกชนรวมถึงมหาวิทยาลัยของรัฐกําลัง ประสบปัญหาขาดแคลนนักศึกษา ในอนาคตอาจจะต้องมีการยุบหลักสูตรสาขาวิชา ยุบห้องเรียน และอาจต้องเลิกจ้างอาจารย์หรือเลิกกิจการในที่สุด จากปัญหาวิกฤติของ มหาวิทยาลัยในประเทศไทย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีที่นั่งในมหาวิทยาลัยมากกว่า ผู้เรียน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการไม่มีการวางแผนผลิตกําลังคนให้ตรงกับความต้องการ ของตลาด หลายสาขาวิชามีผู้จบมากจนเกินความต้องการของตลาด ในขณะที่บางสาขา เช่น แพทย์ พยาบาลมีการขาดแคลนจํานวนมาก จึงควรมีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียน การสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและก้าวทันต่อเทคโนโลยี ดังนั้น จึงขอเสนอญัตติดังกล่าวเพื่อให้ที่ประชุมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการ ของตลาดแรงงานในปัจจุบัน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๔๑ ด้วยเหตุผลและรายละเอียดที่จะได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง กนก วงษ์ตระหง่าน
ท่านประธานที่เคารพครับ ในญัตติที่ผมได้อ่านไปนั้นผมขออนุญาตที่จะ กราบเรียนท่านประธานว่า ตลาดแรงงานของไทยเราเปลี่ยนแปลงไปจริง ๆ อย่างที่ผม ได้เรียนไปแล้วก็คือเด็กเกิดใหม่ลดลงจํานวนมาก จํานวนนักศึกษาของเราลดลงอย่างน่าตกใจ และถ้าเราคิดอีก ๒๐ ปีจากนี้ไปคือ พ.ศ. ๒๕๘๓ ผมเชื่อว่าจํานวนนักศึกษาของเราที่จะเข้า มหาวิทยาลัยอาจจะเหลือน้อยมากจนแทบไม่เหลือเลยด้วยซ้ําไป นั่นก็หมายความว่าจํานวน นักศึกษาในมหาวิทยาลัยจะลดลงอย่างมหาศาล ในเวลาเดียวกันนักเรียนที่เขาไปเรียน ในมหาวิทยาลัยต่างก็สนใจในวิชาชีพเพื่อหวังว่าเรียนจบแล้วจะมีงานทําแล้วก็มีรายได้ สิ่งเหล่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสําคัญอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นเทคโนโลยีที่มีการ เปลี่ยนแปลงหรือที่เรียกว่าเทคโนโลยี ดิสรัปชัน (Disruption) นั้นเกิดขึ้นอย่างมหาศาล ทําให้ตลาดแรงงานกระบวนการทํางานต่าง ๆ ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ หรืออาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ (Artificial intelligence) ที่ทําให้บทบาทของการทํางานด้วยแรงงานนั้นต้องเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เกิดการลดการจ้างงานอย่างมหาศาล สิ่งเหล่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสําคัญอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นครับท่านประธาน ระบบงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุนมหาวิทยาลัย ซึ่งเรียกกัน ง่าย ๆ ว่าเป็นงบประมาณรายหัวนั้น เป็นการให้งบประมาณกับมหาวิทยาลัยตามจํานวน นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยรับ และเนื่องจากจํานวนนักศึกษาของมหาวิทยาลัยลดลง จึงทําให้ มหาวิทยาลัยจํานวนมากมีงบประมาณไม่เพียงพอกับการจัดการเรียนการสอน แม้กระทั่ง การที่จะคงสภาพมหาวิทยาลัยให้อยู่ไว้ก็เป็นความยากลําบากแล้วในปัจจุบัน นั่นคือปัญหา ที่กดดันมหาวิทยาลัยอีกด้านหนึ่ง ในเวลาเดียวกันการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน ในยุคศตวรรษที่ ๒๑ นั้นมีเกิดขึ้นชัดเจนดังที่เราทราบกันอยู่ก็คือว่า การเรียนการสอน กับการทํางานในวันนี้แทบจะเป็นเรื่องเดียวกันไปแล้ว หลายคนหลายมหาวิทยาลัยเขาบอกว่า ไม่ต้องไปเรียน แต่ไปทํางานก่อน แล้วเอาประสบการณ์และความรู้จากการทํางานนั้น ไปประเมินผลแล้วก็ได้รับปริญญา สิ่งเหล่านี้คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๒๑ การเรียนการสอนในยุคปัจจุบันและอนาคตจะต้องเรียนได้ในทุกที่ทุกเวลาทุกเงื่อนไข สิ่งเหล่านี้ไม่จําเป็นที่จะต้องไปเรียนในมหาวิทยาลัยอีกต่อไป การใช้สื่อไอที (IT) ที่ทําให้แบบแผน การเรียนรู้ของเราเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แพลตฟอร์ม (Platform) ของการเรียนรู้ การเรียนการสอน แบบใหม่เกิดขึ้นทุกวันตลอดเวลา อย่างที่เราเห็นในกรณีของโควิด (COVID) วันนี้ก็มีการสอน ออนไลน์ (Online) กันอย่างกว้างขวาง และยิ่งไปกว่านั้นการเรียนรู้วันนี้ไม่ใช่เป็นการเรียนรู้ ระหว่างอายุ ๑๘ ปีถึงอายุ ๒๕ ปีในมหาวิทยาลัยอีกเช่นเดิมแล้ว แต่มันเป็นการเรียนรู้ ตลอดชีวิต คนอายุ ๖๐ ปีก็ยังอยากจะไปเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยด้วยเหตุผลต่าง ๆ เป็นต้น เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ทําให้มหาวิทยาลัยจะต้อง กลับมาทบทวนตัวเองแล้วก็เปลี่ยนแปลง นั่นก็หมายความว่าการปรับตัวของมหาวิทยาลัย เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วก็เป็นเรื่องที่จําเป็น หัวใจสําคัญของการเปลี่ยนแปลง มหาวิทยาลัยคือการเปลี่ยนความคิด หรือที่เรียกกันว่ามายด์เซต (Mindset) แล้วก็ การเปลี่ยนวิธีการทํางานหรือการปฏิบัติหน้าที่ของมหาวิทยาลัย คนสําคัญที่สุดในมหาวิทยาลัยก็คืออาจารย์และนักวิจัย นั่นก็หมายความว่าอาจารย์ และนักวิจัยจะต้องเปลี่ยนความคิดของตัวเองใหม่ เปลี่ยนวิธีการทํางานของตนเองใหม่ เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่ผมได้กล่าวไปแล้ว และประการที่ ๒ ที่สําคัญก็คือผู้บริหาร มหาวิทยาลัย ผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็จะต้องปรับวิธีการบริหารใหม่ ปรับวิธีการทํางานใหม่ เพื่อให้บุคลากรในมหาวิทยาลัยสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของ ตลาดแรงงานและเทคโนโลยีที่ผมได้กล่าวไปแล้ว หัวใจสําคัญของการเปลี่ยนแปลงในเรื่อง การเรียนการสอนก็คือ ประการแรก สาระวิชาและเนื้อหาวิชา ตลอดจนหลักสูตรต่าง ๆ ที่สอนในมหาวิทยาลัยจะต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งหมด ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น วันนี้ความต้องการในตลาดแรงงาน ในที่ทํางาน จนถึงการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ ไม่ได้แบ่งเป็นรายสาขาวิชาอีกแล้ว เช่น เราเรียนวิศวะ ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหา ได้ทั้งหมด เพราะเรื่องวิศวะจะต้องไปเกี่ยวข้องกับคน จําเป็นจะต้องมีการเข้าใจพฤติกรรม ของคน ความคิดและทัศนคติของคน นั่นก็หมายความว่าหลักสูตรระหว่างวิศวะกับสาขาวิชา ทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์จะต้องสัมพันธ์กันแล้วก็ร่วมกันเป็นต้น ซึ่งในปัจจุบัน ด้วยระบบปัจจุบัน มายด์เซต (Mindset) ปัจจุบัน เราทําสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ นั่นเป็นตัวอย่าง ที่ชัดเจนในเรื่องของสาระวิชา ประการที่ ๒ คือวิธีการสอน วิธีการสอนที่อาจารย์ยืนอยู่ หน้าห้องแล้วก็นักเรียนนั่งฟังมันได้หมดไปแล้ว แต่เราต้องการวิธีการสอนที่จะทําให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจ และที่สําคัญก็คือสามารถนําไปปฏิบัติได้จริง สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่พานักเรียนเข้าห้องแล็บ (Lab) ห้องทดลอง แต่จะต้องพานักเรียนลงสู่สถานปฏิบัติการจริง พื้นที่จริงของพี่น้องประชาชนที่จะทําให้เกิดการเรียนรู้ภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง และที่สําคัญ ประการที่ ๓ ก็คือวิธีการประเมินผลและวิธีการวัดผลจะต้องเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง ไม่เช่นนั้นแล้วเราจะมานั่งเช็ก (Check) เวลาเรียนครบชั่วโมงหรือไม่ แล้วก็สอบกัน ปลายเทอมหรือมีมิดเทอม (Midterm) ก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับ สถานการณ์ในปัจจุบันแล้วทั้งสิ้น การเรียน การสอน ไม่ใช่เพื่อปริญญาอีกแล้ว แต่การเรียน การสอนคือการสร้างสมรรถนะหรือคอมพีเทนซี (Competency) ที่จะออกไปทํางาน ไปมีอาชีพ ไปดํารงชีวิต ให้มีความสุขแล้วก็เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผล ที่จําเป็นที่จะต้องทําให้หลักสูตรทั้งหมดที่เรามีอยู่ในประเทศของเรา ผมขออนุญาตใช้คําว่า ขออนุญาตยกตัวอย่างเช่นจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนการสอน ซึ่งประเทศไทย ของเราได้รักษาสิ่งเหล่านี้มาตลอดประวัติศาสตร์ของอุดมศึกษาของเรา จะเกิดการ เคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศจีนเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบใหม่ ๆ ที่เราคิดไม่ถึง อีกมากมาย จะเกิดความเสี่ยงต่ออธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตอีกมาก นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน การเปลี่ยนแปลงของจํานวน ประชากรโดยเฉพาะในวัยเรียนของเรา รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองครับท่านประธาน มหาวิทยาลัยในวันนี้เขามีความรู้สึกว่ารัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสํานักงบประมาณกําลังลอยแพพวกเขา มหาวิทยาลัยมีความรู้สึกว่า เขาโดดเดี่ยวและไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะว่าทุกอย่างงบประมาณของรัฐ เป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองผมจึงขออนุญาตที่จะกราบเรียน กับท่านประธานว่าที่ผมเสนอญัตตินี้เพื่อที่จะยืนยันว่าประเทศไทยทิ้งมหาวิทยาลัยไม่ได้ครับ ผมขออนุญาตย้ําอีกครั้งหนึ่งครับ ประเทศไทยทิ้งมหาวิทยาลัยไม่ได้ นั่นก็หมายความว่า มหาวิทยาลัยเองจะต้องได้รับโอกาสที่จะปรับตัวแล้วก็เปลี่ยนแปลงให้ทันต่อสถานการณ์ ที่เกิดขึ้น แล้วผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยทําได้ อาจารย์มหาวิทยาลัยของเราจะต้องปรับความคิด ปรับการปฏิบัติหน้าที่ในด้านการเรียนการสอน ในด้านการวิจัยและในด้านการบริการ ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะช่วยพี่น้อง ประชาชนในการแก้ไขปัญหาด้วยการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตของเขาด้วยวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็มีความจําเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นท่านประธาน ด้วยความเคารพ ญัตติที่ผมเสนอนี้จึงเป็นการเสนอในเชิงการเมืองที่ต้องการจะบอกว่า สภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นข้อต่อสําคัญที่จะเชื่อมระหว่างมหาวิทยาลัยกับรัฐบาล กับสํานักงบประมาณ ถ้าเราปล่อยให้มหาวิทยาลัยรัฐบาลและสํานักงบประมาณทํางาน กันอยู่แบบนี้ ผมยืนยันกับท่านประธานได้ว่าอีกไม่นานมหาวิทยาลัยของประเทศไทย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนจะสูญสลายไป และตรงนั้นจะเป็นความเศร้าใจของระบบ การศึกษาของประเทศ ผมอยากเห็นสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะต้องเป็นข้อต่อที่จะเชื่อม ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชาวบ้าน กับประชาชน กับผู้ประกอบการ เพราะว่ามหาวิทยาลัย มีศักยภาพ มีองค์ความรู้ มีวิทยาศาสตร์ มีเทคโนโลยี และมีประสบการณ์ทางวิชาการอีกมาก ที่เป็นประโยชน์ แต่วันนี้เราเชื่อมกันไม่ติด เพราะว่าด้วยเหตุผลในระบบราชการของเรา ที่ทําให้มหาวิทยาลัยกับประชาชน กับผู้ประกอบการนั้นถูกห่างออกไป ด้วยเหตุผลอันนี้ ผมจึงตั้งความหวังในทางการเมืองว่าสภาผู้แทนราษฎรของเราจะเป็นจุดข้อต่อในการเชื่อม สิ่งเหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะศึกษาเรื่องการปรับปรุง หลักสูตรการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และประชาชนจึงเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญของประเทศไทย ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพผมจึงขออนุญาต ตรงนี้ต้องขออนุญาตท่านประธานจริง ๆ ว่า ผมอยากเห็นการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้เป็นข้อต่อ ทางการเมืองที่จะเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับรัฐบาลและสํานักงบประมาณ เชื่อมโยง มหาวิทยาลัยกับพี่น้องประชาชนและชาวบ้าน โดยเฉพาะคนยากคนจนที่มีอยู่ทั่วประเทศ เพราะถ้ามหาวิทยาลัยไม่ช่วยคนจนแล้ว ไม่ช่วยพี่น้องประชาชนที่อยู่ฐานรากแล้ว ผมก็ไม่มี เหตุผลที่จะคิดว่ามหาวิทยาลัยคงอยู่ไปเพื่ออะไร ด้วยเหตุผลของความสําคัญของการคงอยู่ มหาวิทยาลัยตามข้อเสนอที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ผมจึงคิดว่าการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อปรับปรุงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่ง และถ้าเป็นเช่นนั้นสภาผู้แทนราษฎรของเรา ก็จะเป็นข้อต่อทางการเมืองเพื่อรักษาชาติบ้านเมืองของเรา ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ