สาทิตย์ ชี้ปัญหาปรองดองเริ่มที่ต้องตีความให้ตรงกัน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความหมายของคำว่าความปรองดองสมานฉันท์ที่ควรถูกตีความร่วมกันอย่างตรงกัน และเน้นว่าทุกฝ่ายต้องเปิดใจรับผิดชอบร่วมกันภายใต้กรอบกฎหมาย เพื่อให้กระบวนการปรองดองเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้อ่านรายงาน การพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ของคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน โดยละเอียดทั้งเล่มนะครับ ผมได้เห็นความตั้งใจของคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่นำเสนอรายงานนี้อย่างเรียกได้ว่า ตรงประเด็นกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเกือบจะทุกเรื่องที่ท่านได้นำเสนอไปนะครับ แต่จากการฟังการพิจารณารายงานในวันนี้ผมกลับเกิดความสงสัยในใจว่าพวกเราในสภา ตีความคำว่าปรองดอง สมานฉันท์ตรงกันหรือเปล่า ผมว่านี่คือเรื่องใหญ่สุด เพราะคำว่า ความปรองดอง สมานฉันท์ นี้เราพูดได้ครับ เราสนับสนุนได้ แต่เราต้องปรับความหมาย ตรงนั้นให้ตรงกันก่อน ความจริงในรายงานกรรมาธิการเองที่พูดถึงข้อสังเกตข้อหนึ่งอาจจะ เป็นคำตอบกรอบหรือความหมายของคำว่าความปรองดองได้ค่อนข้างดี และเป็นการปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรม ก็คือในข้อที่ท่านเขียนว่าการรักษาบรรยากาศของการปรองดอง สมานฉันท์นี้ ต้องยุติการกระทำที่จะนำไปสู่การสร้างความขัดแย้ง แต่ท่านเขียนต่อว่าไปทำความเข้าใจ ความจริงซึ่งเป็นสาเหตุของความขัดแย้งนั้น อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ที่เรากำลังอภิปราย กันในสภาวันนี้ ผมกำลังสงสัยว่าเราตีความคำว่าปรองดอง สมานฉันท์ตามแบบของรายงาน ฉบับนี้และเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นหรือไม่ เพราะรายงานฉบับนี้ไม่ควรจะเป็นเครื่องมือเพื่อที่จะ นำไปตำหนิใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นการเฉพาะ รายงานฉบับนี้ไม่ควรจะเป็นเรื่องของ การเปิดเกมรุกกับใคร หรือไม่ควรจะเป็นรายงานที่นำไปแสวงหาคะแนนความนิยมจากใคร ไม่ว่าฝ่ายใดทั้งสิ้น จะเป็นขวา เป็นซ้าย เป็นกลาง หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราจะเริ่มต้น ความคิดเรื่องความปรองดอง สมานฉันท์นี้ ผมว่าขั้นแรกสุดคือต้องเปิดใจก่อนว่าทุกคน ไม่ว่าเป็นฝ่ายใดนั้นต่างมีส่วนในการที่จะต้องรับผิดรับชอบต่อบ้านเมืองด้วยกันทั้งสิ้น ๑๖ ปี ในรายงานฉบับนี้ผมอยู่มาตลอดครับ เป็นมาตั้งแต่เป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรี เป็นแกนนำ การชุมนุม และเป็นผู้ต้องหาคดีกบฏในศาลอาญา เป็นมาครบทั้ง ๑๖ ปี ผมบอกท่านประธาน ได้เลยว่าไม่ว่าเราจะยืนอยู่ตรงไหนก็ตาม ถ้าคิดกันในมุมปกติทั่วไปแล้ว ทุกฝ่ายต่างมีเหตุผล เข้าข้างตัวเองได้ทั้งนั้นครับ ท่านจะยืนฝ่ายรัฐก็มีเหตุผลของรัฐ ท่านจะยืนฝ่ายผู้ชุมนุม ท่านก็มีเหตุผลของผู้ชุมนุมที่จะไปตำหนิคนอื่น แต่ถ้าเรายึดความเห็นของเราเป็นใหญ่ บรรยากาศ ความปรองดอง สมานฉันท์ในประเทศนี้ยากครับที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นการเปิดใจกว้าง เพื่อที่จะทำความเข้าใจว่าทุกฝ่ายต่างมีส่วนร่วมในการที่จะสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ให้เกิดขึ้นได้นั้นจึงเป็นเรื่องหลักที่ต้องทำความเข้าใจ เขาจะเป็นรัฐบาล เขาจะเป็นทหาร เป็นฝ่ายค้าน เป็นผู้ชุมนุม เป็นพรรคการเมือง เป็นเอ็นจีโอ (NGO) เป็นชาวบ้าน หรือเป็นใคร ก็แล้วแต่ทุกคนต่างมีส่วนด้วยกันทั้งนั้นครับ เพราะฉะนั้นเมื่อทุกคนมีส่วนรับผิดรับชอบ รายงานฉบับนี้จึงจะเกิดผล แล้วก็มีส่วนซึ่งจะสร้างบรรยากาศความปรองดองให้เกิดขึ้นได้จริง ผมไปดูในข้อสังเกตครับ ทั้ง ๙ ข้อของกรรมาธิการ บางส่วนผมไม่เห็นด้วย แต่ผมมอง ในภาพรวมทั้งหมดแล้วผมเห็นว่าข้อเสนอของท่านเป็นสิ่งซึ่งมีเหตุมีผล แล้วความจริงท่าน เขียนไว้ในวัตถุประสงค์ที่ท่านศึกษาเอาไว้เอง ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาอยู่ ๓-๔ ข้อ ท่านเขียนไว้บอกว่าที่จำเป็นต้องศึกษาเรื่องนี้เพราะประการที่ ๑ เงื่อนไขของเวลา เรามีความ ขัดแย้งกันมายาวนานมากถึง ๑๖ ปีแล้ว ประการที่ ๒ ท่านเห็นว่าเศรษฐกิจมันแย่ ถ้าขัดแย้งต่อไป คนจะยิ่งแย่ลงอีก ประการที่ ๓ ท่านบอกว่าฝั่งของรัฐบาลคือท่านนายกรัฐมนตรีก็ดูเหมือนว่า ถึงเวลาต้องรวมใจไทยสร้างชาติ และประการที่ ๔ ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญก็ยังเขียนเอาไว้ด้วย ดังนั้นท่านบอกว่าจะศึกษาเรื่องนี้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อส่งไปยังรัฐบาลรับไปพิจารณาตามที่เห็นสมควรต่อไป แปลว่าข้อสังเกตนี้ถ้ามีเหตุมีผล ส่งไปยังรัฐบาลได้ครับ ผมเห็นด้วยนะครับ แต่รัฐบาลรับไปแล้วท่านก็เขียนเองว่าพิจารณา ตามที่เห็นสมควร ก็ควรจะเป็นสิทธิของเขาที่จะพิจารณา ซึ่งที่สุดเราก็จะไปโทษตำหนิใคร ไม่ได้ถ้ากระบวนการปรองดอง สมานฉันท์ยังดำเนินการอยู่ แต่ว่าตราบใดก็ตามที่ กระบวนการต่าง ๆ ที่ท่านเสนอตามข้อสังเกตยังไม่เกิดขึ้น ดีที่สุดของสังคมนี้ที่ผมบอกว่า ทุกฝ่ายต่างมีเหตุผลเข้าข้างตัวเองแต่กรอบที่คุมอยู่คือรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพราะฉะนั้น ใครก็ตามจะอ้างว่าไม่ได้ทำตามกฎหมายเพราะเห็นว่ากฎหมายไม่ยุติธรรมไม่ได้ครับ สิทธิทุกอย่างถูกกำหนดโดยกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมายแล้ว เพราะฉะนั้นทั้ง ๘-๙ ข้อที่เสนอไป ข้อสุดท้ายจะเป็นประเด็นที่จะเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ในขณะนี้ มากที่สุดคือเรื่องของการชุมนุม ในข้อสังเกตรายงานฉบับนี้เขียนเรื่องการชุมนุมไว้ดีนะครับ ผมยอมรับ แล้วในรายงานนี้ก็เขียนชัดว่าอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สุด เพราะฉะนั้นเมื่อดูภาพรวมของรายงานฉบับนี้ ดูความตั้งใจของ กรรมาธิการ ดูข้อสังเกตแล้วผมคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสถานการณ์ที่ดี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะนี้ผมเป็นห่วงท่านประธานครับ ที่อยากจะสรุปให้ท่านประธานฟังก็คือว่าสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงพัฒนาเร็วและมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในแง่เนื้อหา ความขัดแย้งและการกระทำที่เกิดขึ้น ผมหวังว่ารายงานฉบับนี้ถ้าส่งให้รัฐบาลอย่างน้อย ไปปรับแนวความคิดทุกฝ่าย ต้องทุกฝ่ายนะครับ แล้วลดเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความขัดแย้งลง นั่นจึงจะสามารถสร้างความสมานฉันท์ให้กับบ้านเมืองได้อย่างแท้จริง ผมภาวนา อย่าให้บ้านเมืองนี้มีสถานการณ์เหตุการณ์รุนแรงใด ๆ ที่มีการสูญเสียชีวิตผู้คนเกิดขึ้นอีกเลย เราสูญเสียมามากแล้ว ขอให้ทุกฝ่ายไม่ใช้สถานการณ์ใด ๆ ก็แล้วแต่เพื่อประโยชน์ของตัวเอง มากกว่าประโยชน์ของบ้านเมือง ถ้าเป็นเช่นนั้นประเทศนี้อยู่ได้ครับ ขอบพระคุณครับ