มานพ หารือปรองดอง-แก้ปัญหาที่ดินป่าไม้ พร้อมเสนอกรรมาธิการพิจารณาทรัพยากรฯ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓

มานพ คีรีภูวดล หารือประเด็นการปรองดองผ่านหลักความปลอดภัยและเสรีภาพ เน้นย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะการจัดการที่ดินและป่าไม้ที่ต้องเร่งแก้ไขด้วยการกระจายอำนาจ พร้อมเสนอให้กรรมาธิการพิจารณารวมประเด็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรายงาน เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายป่าไม้ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งกับประชาชน มีคดีค้างจำนวนมาก และคำสั่งจากส่วนกลางที่จำกัดอำนาจท้องถิ่นอาจยิ่งสร้างปัญหาเพิ่มเติม

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ต้องขอบคุณท่านประธานที่บรรจุวาระนี้เข้าในสภา ขอบคุณกรรมาธิการที่ศึกษาแล้วก็ให้สภา ได้พิจารณาเรื่องนี้ เบื้องต้นผมคิดว่าเป็นรายงานที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ซึ่งมีข้อเสนอ ที่ชัดเจนในเรื่องของการปรองดอง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้ครับว่าในเนื้อหา ทั้ง ๙ ประเด็นที่เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ เป็นประเด็นที่ผมคิดว่ามีความชัดเจนอยู่ ทีนี้ประเด็นที่ผมอยากจะเพิ่มเติมในเนื้อหาตรงนี้ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวข้องเรื่องของประเด็น การเมืองแต่ว่าเป็นประเด็นที่จำเป็นจะต้องพูดในสภาแห่งนี้ เพราะว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องปรองดองกัน เพราะว่ามันคือระเบิดอีกลูกหนึ่งที่วางไว้ที่ใต้พรมที่รอการระเบิด ท่านประธานครับ ผมชอบคำนี้มากเลย คำว่าปรองดอง คำว่าปรองดอง มันหมายถึงอนาคต ที่สดใส มันหมายถึงโจทย์ใหม่ ๆ ที่มีคำตอบและมีความหวังอยู่ข้างหน้า เพราะฉะนั้นจะทำให้ จริงได้ผมคิดว่า ๙ ข้อก็เพียงพอสำหรับผู้บริหารที่จะต้องทำต่อ โดยหลักการที่ผมเข้าใจว่า ถ้าคำว่าปรองดอง โดยความคิดส่วนตัวผมคิดว่ามันต้องมีพื้นที่ที่ปลอดภัย ซึ่งหมายความว่า มันต้องมีกลไกบางอย่างที่ทำให้คนที่คิดต่าง คนที่มีความเห็นต่าง คนที่อยู่ในสถานะ ที่แตกต่างจะต้องมีความปลอดภัยในการที่จะต้องแสดงความคิดเห็น จะต้องมีความปลอดภัย ที่จะต้องแสดงออกซึ่งในพื้นที่ของตัวเองหรือในพื้นที่ของบุคคลอื่น อันที่ ๒ ก็คือเรื่องของ เสรีภาพ เราจำเป็นจะต้องฟัง แล้วก็มุมมองความคิดเห็นของคนที่คิดต่างโดยเบื้องลึกจริง ๆ เขาคิดอย่างไร ผมคิดว่าอันนี้คือโดยบทสรุปส่วนตัวของผมคิดว่าถ้า ๒ หลักการนี้ เป็นหลักการกลางโดยเอาข้อสังเกตทั้ง ๙ ประเด็นของกรรมาธิการขยับต่อไปให้ฝ่ายบริหาร หรือว่าทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องยึดหลักการ ๒ หลักการนี้จะเป็นประเด็นที่จะนำไปสู่เป้าหมาย บรรลุผลเป้าหมายของการปรองดองจริง ๆ อันนี้ในส่วนของการเมือง ผมคิดว่าสมาชิกในสภานี้ได้พูดคุยเยอะแล้วนะครับ ที่จริงแล้วก็ไม่ต้องรออะไรมากครับ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายที่มีอำนาจอยู่ในขณะนี้ก็ต้องรับฟังความคิดเห็นของน้อง ๆ นักศึกษาที่มีอยู่ ข้างนอกสภาและทั่วประเทศ และกลุ่มอื่น ๆ ที่คิดต่าง เราจะสยบความคิดต่างตรงนี้ บนพื้นฐานของความปลอดภัยและเสรีภาพอย่างไร ผมคิดว่านี่คือหลักการใหญ่ เรื่องที่ผม ได้แจ้งท่านประธานไว้เมื่อสักครู่ ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับรายงานใน ๒ ประเด็น คือเรื่องของ กระบวนการยุติธรรม แล้วก็เรื่องของการนิรโทษกรรม ท่านประธานครับ ประเด็นเรื่องของ ความเหลื่อมล้ำ ผมอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรนี้ผมคิดว่าหลายครั้งแล้ว ใหญ่ที่สุดก็คือเรื่อง ของปัญหาทรัพยากรป่าไม้ ที่ดิน อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ท่านประธานทราบไหมครับว่า มีครัวเรือนประมาณ ๒๘ ล้านคน มีที่ดินไม่ถึง ๑ ไร่ แล้วคนจำนวนประมาณ ๒ ล้านครัวเรือนไม่มีที่ดินทำกิน แล้วคนจำนวนประมาณ ๑๘ ล้านคนอยู่ในที่ดิน ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อยู่ในที่ดินที่เป็นที่ดินของรัฐ แล้ววันนี้ความขัดแย้งเหล่านี้ก่อให้เกิด ความขัดแย้ง อันนี้ที่ผมเรียกว่าระเบิดลูกใหญ่ ๆ ที่อยู่ใต้พรมที่รอพวกเรา จะแก้ไขหรือ ไม่แก้ไข เพราะฉะนั้นหลักการการปรองดองในเรื่องของที่ดินป่าไม้ ในเรื่องของที่ดิน ทรัพยากรจึงเป็นหลักการเดียวกับเรื่องหลักการการเมืองครับ ท่านประธานทราบไหมครับ ตอนนี้คดีที่อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่นะครับ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินป่าไม้ประมาณ ๗๐,๐๐๐ กว่าคดี รวมถึงคดีที่เป็นคดีนโยบายที่เราเรียกว่านโยบายทวงคืนผืนป่าตรงนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดจะปรองดอง ผมอยากจะให้กรรมาธิการได้มองทั้งเรื่องมิติทางการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นร้อน ๆ อยู่นอกสภาในตอนนี้ แล้วก็เป็นประเด็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินที่สะสมมานาน หลาย ๆ ท่านคงทราบอยู่แล้วนะครับปัญหาเรื่องที่ดิน ถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องที่ดินได้ ผมคิดว่าปัญหาอื่น ๆ เรื่องความเหลื่อมล้ำก็สามารถที่จะแก้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเสนอให้กับกรรมาธิการมองเรื่องนี้ว่าทำอย่างไรกระบวนการ กระจายอำนาจในเรื่องของที่ดินจะนำไปสู่ให้เกิดพลังความสามัคคีของพี่น้องและเกิดความ เท่าเทียม จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องพูดอยู่ ๒ เรื่องซึ่งอยู่ในหลักการตรงนี้ก็คือเรื่องของการ กระจายอำนาจ อันนี้เป็นหลักการใหญ่ครับ เพราะว่าถ้าเราเอาเรื่องรัฐส่วนกลางไปตัดสินใจ คนท้องถิ่นหรือว่าคนในพื้นที่หรือราชการส่วนภูมิภาค อันนี้ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการ ตัดสินใจได้นะครับ

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ผมคิดว่าเรื่องนี้พี่น้องที่เจอคดี ประมาณ ๗๐,๐๐๐ คดี ตอนนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องของคดีเรื่องการเมือง เป็นคดีเรื่องของ ความไม่เป็นธรรมในเชิงกระบวนการยุติธรรม เราบอกตลอดและเราทราบตลอดนะครับ ท่านประธาน ตกลงป่าบุกรุกคนหรือคนบุกรุกป่า กฎหมายแต่ละอย่างที่ออกมาสร้าง ความขัดแย้งให้กับพี่น้องประชาชนแล้วก็เจ้าหน้าที่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมขอสนับสนุน ในกระบวนการที่เกิดขึ้นทั้ง ๙ ข้อในเล่มนี้ของกรรมาธิการ ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความจำเป็น จะเป็นพื้นฐาน บรรทัดฐานของประเด็นการปรองดองซึ่งจะนำไปสู่ประเด็นอื่นคือ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือป่าไม้ ท่านประธานทราบไหมครับ เมื่ออาทิตย์ ที่ผ่านมาผมกลับไปที่จังหวัดเชียงใหม่ นั่งคุยกับหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งส่วนราชการ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และภาคธุรกิจ ปีที่แล้วผมอภิปรายเรื่องของไฟป่า หมอกควัน แล้วก็มีการสูญเสียชีวิต แต่ปีนี้ผมคาดว่าจะเกิดกระบวนการที่ดีและมีกลไกในการประสาน ความร่วมมือ ปรากฏว่ามีคำสั่งออกมานะครับ เป็นการรวบอำนาจของจังหวัด รวบอำนาจ ของส่วนภูมิภาคทั้งหมดมารวมไว้ที่ส่วนกลางแล้วสั่งการ ผมคิดว่าอันนี้คือเผือกร้อน ๆ ใหม่ ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดใน ๘ จังหวัดภาคเหนือจะต้องโดนแรงบีบของประชาชน เพราะว่า เป็นคำสั่งส่วนกลาง เราไม่อยากเห็นกระบวนการแก้ไขปัญหาที่มาจากส่วนกลาง เพราะว่า ส่วนกลางผมคิดว่ามีหน้าที่ในการสนับสนุน แล้วก็ในเรื่องประเด็นเรื่องของทั้งนโยบาย และวิชาการ ประเด็นระบบการตัดสินใจควรจะอยู่ในพื้นที่ โดยสรุปครับท่านประธานครับ ผมเห็นด้วย แล้วก็ยืนยันว่าเล่มนี้เป็นการศึกษาที่มีความหมายที่จะต้องถึงมือผู้บริหาร ประเด็นเดียวกันคือฝากกรรมาธิการว่านอกจากประเด็นการเมืองแล้ว ประเด็นเรื่อง ของทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ ๗๐,๐๐๐ คดี เป็นเผือกร้อน ๆ อยู่นี้ อยากให้ กรรมาธิการมีเนื้อหาเข้าไปเป็นองค์ประกอบในรายงานด้วยครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ