กนก อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ เน้นการประนีประนอมใหญ่เพื่อสร้างชาติ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓

กนก วงษ์ตระหง่าน หารือเรื่องกระบวนการยุติธรรมโดยเน้นความเชื่อมโยงระหว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความยากจน และความไม่รู้ของประชาชนว่าเป็นรากฐานของความขัดแย้งทางการเมือง และเรียกร้องให้รัฐบาลและสภาฯ แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคเพื่อสร้างบริบทที่เอื้อต่อความยุติธรรมอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตอภิปรายรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้าง ความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ๓ ประเด็นครับ ประเด็นที่ ๑ คือการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราไม่ปฏิเสธว่ารัฐธรรมนูญคือกฎหมาย สูงสุดของประเทศซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง สิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตเพิ่มเติมก็คือว่า กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญนั้นจำเป็นจะต้องนำความคิดเห็นและความต้องการของ ประชาชนทุกกลุ่มทุกเงื่อนไขมาแสดงให้ปรากฏ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจว่าข้อที่เห็นเหมือนกัน และข้อที่เห็นต่างกันนั้นที่ชัดเจนมันคืออะไร และที่สำคัญก็คือเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน และการเรียนรู้ระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อที่เห็นต่างที่จะนำไปสู่ การเคารพและอดทนต่อความแตกต่างระหว่างกัน ในเวลาเดียวกันกระบวนการเรียนรู้ ระหว่างกันนี้สุดท้ายจะนำไปสู่กระบวนการประนีประนอม โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญของ รัฐธรรมนูญคือหลักคิดทางการเมืองและสังคม และวิธีการใช้อำนาจรัฐ เช่น ระบบ การตรวจสอบและถ่วงดุล เสรีภาพและอิสรภาพ ความยุติธรรม เป็นต้น รัฐธรรมนูญ ที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีกลุ่มใดได้หมดทุกเรื่อง แต่เกิดจากการประนีประนอมหลักคิดและวิธีการ ใช้อำนาจรัฐที่แต่ละกลุ่มมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน และนำไปสู่การประนีประนอม ถ้าพูด ในประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศเราจะเรียกว่าการประนีประนอมที่ยิ่งใหญ่ หรือเรียกว่าแกรนด์ คอมโพรไมส์ (Grand compromise) ในประเทศต่าง ๆ ที่เราศึกษามา เพื่อที่จะสามารถนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในประเทศชาติเดียวกันให้ได้ เราไม่สามารถที่จะผลัก คนใดคนหนึ่งออกจากการเป็นพลเมืองหรือการเป็นประชาชนได้ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ จะต้องหาพื้นที่ของการอยู่ร่วมกันของคนในชาติให้ได้ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ที่ผมขออนุญาต ฝากเพิ่มเติม

ประเด็นที่ ๒ คือกระบวนการยุติธรรม ความยุติธรรมที่พูดถึงนี้ผมอยากจะ ขออนุญาตพูดลึกลงไปถึงปัญหาที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทาง เศรษฐกิจที่ทำให้เกิดปัญหาที่เป็นพื้นฐานของความขัดแย้งทางการเมืองที่สำคัญ ๒ เรื่อง นั่นก็คือปัญหาความยากจนและปัญหาความไม่รู้ของประชาชน นั่นก็หมายความว่า ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีบริบทและมีเงื่อนไขที่เหมาะสมที่จะเอื้อให้เกิด ความยุติธรรม ถ้าบริบทของความยากจน บริบทของความไม่รู้มันเป็นบริษัทที่ปิดกั้น ความยุติธรรมครับ นั่นก็หมายความว่าการแก้ไขปัญหาความยากจน การแก้ไขปัญหาความ ไม่รู้คือการเริ่มต้นที่จะสร้างฐานของความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมของเรา เพราะฉะนั้น รัฐบาลหรือผู้ใช้อำนาจรัฐจะต้องมองเห็นฐานของความยุติธรรมนี้ให้ชัดเจน และทำหน้าที่ สร้างสิ่งเหล่านี้ร่วมกัน รวมทั้งสภาผู้แทนราษฎรในที่นี้ด้วยเช่นเดียวกัน ถ้าลงไป ในรายละเอียดแล้วจะพบว่ากฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ของระบบราชการที่เรา สร้างขึ้นมานั้นก็เป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้วยเช่นเดียวกันที่จะต้องแก้ไข เช่น ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เป็นต้น หรือแม้กระทั่ง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๐ หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ใช้อยู่ ที่ปิดกั้นบทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน เป็นต้น ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านที่เรา พูดถึงหรือความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่เราพูดถึงในรายงานนี้จะต้องสร้างความยุติธรรม ที่พูดถึงนี้ไม่มีวันจะสำเร็จได้ถ้าเราไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาฐานรากของความยุติธรรม นั่นก็คือความยากจนและความไม่รู้ของประชาชน เพราะฉะนั้นความยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จะมองข้ามความยากจนและความไม่รู้ของพี่น้องประชาชน มองข้ามไม่ได้

ประการที่ ๓ การรักษาบรรยากาศการปรองดองและการสมานฉันท์ ของคนในชาติ บรรยากาศของความปรองดองและสมานฉันท์นั้นแสดงให้ปรากฏ คือการเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน ถ้าเราไม่เปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน แล้วบอกว่าเราจะ มีบรรยากาศของการปรองดองนั้นเป็นไปไม่ได้ครับท่านประธาน เมื่อเราเปิดใจที่จะรับฟังแล้ว บรรยากาศของความปรองดองยังขึ้นอยู่กับการเคารพความเห็นต่างครับ ถ้าเราไม่เคารพความเห็นต่าง เราปรองดองไม่ได้ เราสมานฉันท์ไม่ได้ และที่สำคัญครับ บรรยากาศของการปรองดองและสมานฉันท์เกิดขึ้นได้เมื่อเรามีความอดทนต่อกัน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งอดทนต่อความแตกต่าง ในที่นี้ผมไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดต้องอดทนกับฝ่ายใด เท่านั้น แต่หมายถึงทุกกลุ่ม ทุกเงื่อนไข ต้องอดทนต่อความแตกต่างของกันและกันครับ การเปิดใจที่จะรับฟังความเคารพที่เห็นต่าง ความอดทนในความแตกต่างนี้มันเป็นบทพิสูจน์ ของความจริงใจ ความจริงใจไม่ใช่คำง่าย ๆ ที่พูดออกมา แต่ความจริงใจเป็นเงื่อนไขสำคัญ ของการรักษาบรรยากาศของการปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติ ถ้าเราไม่จริงใจ ต่อกันแล้วเป็นไปไม่ได้หรอกครับที่เราจะปรองดองและสมานฉันท์ นั่นก็หมายความว่า บรรยากาศนี้เราต้องการให้ทุกฝ่าย ทุกกลุ่มจะต้องแสดงความจริงใจต่อกัน เมื่อเราจริงใจ ต่อกันได้เราก็จะอดทนต่อกันได้ เราก็จะรอคอยได้ และเราก็จะเชื่อว่าในที่สุดเราจะบรรลุ เป้าหมายที่เราเห็นร่วมกันได้ เป้าหมายที่เราเห็นร่วมกันนั้นก็คือการมีประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีประชาธิปไตย การเดินหน้าประเทศไทย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น ถ้าเป้าหมายเหล่านี้ที่เรามีร่วมกัน เรื่องที่เราเห็นแตกต่างกันเป็นเรื่องที่เราจะต้องเข้าใจ ซึ่งกันและกันและประนีประนอมให้ได้ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแล้วคนหนึ่งได้หมด คนหนึ่ง เสียหมด ปัญหานี้ก็จะนำไปสู่ความรุนแรงในชาติบ้านเมืองของเรา

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ผมขออนุญาตสรุปว่ารัฐบาลจะต้องรับรายงานนี้ไปสู่ การปฏิบัติ และสิ่งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลว่าท่านเห็นด้วยกับการปรองดอง และการสมานฉันท์ของคนในชาติหรือไม่ โอกาสอยู่ในมือของรัฐบาลแล้ว ท่านจะรับหรือท่าน จะโยนทิ้งตัดสินใจให้ชัดเจนครับ ขอบพระคุณครับ