สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓

จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ หารือเรื่องแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรองดอง สมานฉันท์ในการสร้างความผาสุกและความมั่นคงให้กับประเทศชาติ

นายจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย กระผมขออธิบาย ต้องขอบคุณท่านประธานนะครับที่ได้บรรจุระเบียบวาระ รับทราบรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของ คนในชาติ ของคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งต้องเรียนว่า มาได้จังหวะที่ดี เพราะว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ศึกษาตั้งแต่ปีที่แล้วและวันนี้ท่านประธาน ได้อนุญาตให้บรรจุ ก็ต้องเรียนว่าเรื่องของแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของ คนในชาติ ซึ่งได้มีการประชุมโดยมีท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการที่ดูเรื่องนี้ แล้วก็ได้มีการศึกษาหารือทั้งหมด ต้องบอกว่ามีข้อสังเกตทั้งหมด ๙ ข้อ ซึ่งเป็นประโยชน์ มีการพูดถึงเรื่องของความเป็นมาในเรื่องของสภาพปัญหา ท่านประธานครับ ก็ต้องเรียน ขณะนี้เราเองออกพื้นที่หรือพบกับพี่น้องประชาชน คำถามแรกที่พี่น้องประชาชนจะถามเลยว่าบ้านเมืองเราจะมีความปรองดอง จะมีความสงบ เขาจะทำมาหากินได้สะดวกไหม มีเงินไหม หลังจากที่ข้อ ๔.๑ ที่ท่านประธานกรรมาธิการ ได้พูดถึงเรื่องสภาพปัญหาแล้วว่าขณะที่ก่อนโควิด (COVID) สภาพก็แย่อยู่แล้ว ขณะนี้ สภาพยิ่งแย่ เขาจะอยู่กันอย่างไร เศรษฐกิจที่เขาได้รับเงินชดเชยจะครบแล้ว ๓ เดือน หลังจากนั้นจะอยู่อย่างไร นี่คือความเป็นห่วง เขานอนไม่หลับ เขามีความกังวล ส่งผลมายัง พวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่รับทราบถึงว่าบ้านเมืองขณะนี้อยากให้มี ความปรองดอง สมานฉันท์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและผมคิดว่านั่นคือจะทำให้เรื่องของการลงทุน ต่างประเทศและให้เขาลืมตาอ้าปากไปยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้เรื่องของการปรองดอง สมานฉันท์นั้นที่มีข้อสังเกตถึง ๙ ข้อ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ข้อที่ ๑ การนิรโทษกรรม ข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ กระบวนการยุติธรรม ข้อที่ ๔ การรับบรรยากาศของการปรองดองสมานฉันท์ ข้อที่ ๕ ข้อสังเกตเกี่ยวกับสื่อ ข้อที่ ๖ ข้อสังเกตด้านการเยียวยา ข้อที่ ๗ การแสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษ ข้อที่ ๘ ข้อสังเกตเกี่ยวกับภารกิจของกองทัพ และข้อที่ ๙ ข้อสังเกตเกี่ยวกับชุมชนและสิทธิมนุษยชน ซึ่งทั้ง ๙ เรื่องนี้ท่านได้แยกแยะแล้วก็ได้เป็นประเด็นแล้ว ผมต้องเรียนว่าเรื่องที่สำคัญก็คือ เรื่องของรัฐธรรมนูญ เพราะว่าขณะนี้ทุกคนอยากเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและ ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้สามารถดูแลพี่น้องคนไทย ซึ่งขณะนี้อย่างยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี หลายคนก็บอกว่าตอนนี้เขาอายุอยู่ในกลุ่มเจเนอเรชัน แซด (Generation Z) เกิดตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ เข้าอายุ ๒๐ ปีกว่า เขาก็อยากดูแลบ้านเมืองเขาเอง เพราะฉะนั้นก็อยากให้ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นประชาธิปไตย ได้มีการปรับปรุงแก้ไขต่าง ๆ ที่คิดว่าให้สอดคล้องกับ สถานการณ์บ้านเมืองจริง ๆ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่ารัฐบาลเป็นผู้ซึ่งจะต้องมาเป็นเจ้าภาพ เจ้าภาพในที่นี้คือรัฐบาลมีเครื่องไม้เครื่องมืออยู่ทุกอย่าง เราทำอย่างไรต้องหาทางออกให้กับ สถานการณ์บ้านเมืองให้เกิดความปรองดอง สมานฉันท์ ต้องใช้เรื่องของความยุติธรรม หลัก ของความยุติธรรม ทุกคนเสมอภาคในความยุติธรรม ต้องใช้ในเรื่องของความเมตตาและรับ ฟังความคิดเห็นต่างของคนในชาติ แล้วเอาประเด็นต่าง ๆ มาสรุป รัฐบาลต้องเปิดโอกาสและ รับฟังเพื่อหาทางออกไม่ใช่หาทางตัน ต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ สิ่งซึ่งที่จะ เป็นประโยชน์ทำให้บ้านเมืองเกิดความผาสุกได้ก็คือการที่พี่น้องประชาชนอยู่ด้วยความผาสุก และมีการยอมรับซึ่งกันและกัน ตรงนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่าวันนี้ ในเรื่องของการรับทราบ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเขาฟังอยู่ พอรู้ว่าจะมีเรื่องของการ รับทราบขึ้นมา ทางข่าวอินเตอร์เน็ต ทางโซเชียล (Social) เขาฟัง เขาอยากรู้ว่าเราสภา ผู้แทนราษฎรจะมีความเห็นอย่างไร ผมก็เรียนว่าสนับสนุนอย่างยิ่งให้เกิดความปรองดอง สมานฉันท์ และที่สำคัญต้องใช้ความยุติธรรม ใช้หลักของการให้ความเมตตาเพราะคนที่อยู่ ขณะนี้เป็นลูกเป็นหลาน เราต้องฟังเขา เพราะอนาคตประเทศชาติอีก ๒๐ ปี ๓๐ ปี เขาก็จะได้เข้ามาดูแลตรงนี้ว่าเหตุผลอย่างไร เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนว่าวันนี้สรุปเลยนะครับ ว่าต้องหาทางออกให้กับประเทศชาติ ต้องมีความปรองดอง สมานฉันท์ รัฐบาลต้องขอ เป็นเจ้าภาพร่วมและผมเชื่อว่าทุกคนทำด้วยความจริงใจและจะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ ให้เศรษฐกิจ สังคม มีความปลอดภัย เจริญรุ่งเรือง เพราะฉะนั้นก็อยากให้เร่งดำเนินการ ปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อให้ทันกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน ขอกราบขอบคุณครับ